Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10990/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพียงปรับบทลงโทษเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้จำคุกจำเลยที่ 1 เกินห้าปีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฆ่าผู้ตายก็เพื่อความสะดวกแก่การปล้นทรัพย์ การพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อปกปิดการกระทำความผิดนั้น แม้การฆ่าจะกระทำในสถานที่ต่างกัน แต่ก็กระทำเพียงวัตถุประสงค์เดียวกัน และกระทำในเวลาใกล้ชิดต่อเนื่องกันจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดกฎหมายหลายบท

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ,91, 276, 288, 340 ริบมีดของกลาง

จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคท้าย, 288 ประกอบมาตรา 83 ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 1 อายุไม่เกิน 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบมาตรา 52 (2) ฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 25 ปี และฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นจำคุก 10 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 17 ปี 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 4 อายุเพียง 13 ปี แม้ไม่ต้องรับโทษ แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่ 4 แล้ว เห็นควรส่งจำเลยที่ 4 ไปฝึกและอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี

จนกว่าจะมีอายุครบสิบแปดปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (5) สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคท้าย, 276 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 83 ให้เรียกกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 2 ฐานปล้นทรัพย์ เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ลงโทษประหารชีวิต ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงอื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุก 8 ปี เมื่อความผิดฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายลงโทษประหารชีวิต จึงไม่อาจนำโทษจำคุกฐานความผิดอื่นมารวมได้อีก ให้ลงโทษประหารชีวิตเพียงสถานเดียว (ที่ถูก ต้องลดโทษก่อนรวม) แต่จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพมาโดยตลอด เป็นการลุแก่โทษเห็นควรลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2)

คงจำคุกตลอดชีวิต ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 5 อายุไม่เกิน 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบมาตรา 52 (2) ฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุกคนละ 25 ปี ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงอื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุกคนละ 8 ปี จำเลยที่ 3 และที่ 5 ให้การรับสารภาพมาโดยตลอดเป็นการลุแก่โทษ เห็นควรลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 5 คนละ 16 ปี 6 เดือน ริบของกลาง และคำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งห้าไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า

การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 4 เป็นความผิดกรรมเดียว ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4 ฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อลดโทษแล้วคงจำคุก 12 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพียงปรับบทลงโทษเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้จำคุกจำเลยที่ 1 เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง ส่วนคดีสำหรับจำเลยที่ 4 นอกจากศาลอุทธรณ์ภาค 8 แก้ไขเล็กน้อย โดยปรับบทเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวแล้ว ยังคงให้ส่งตัวจำเลยที่ 4 ไปฝึกและอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 ถูกลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

คงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และที่ 4 ตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายอีกกรรมหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงว่า หลังจากจำเลยทั้งห้าร่วมกันทำร้ายจนผู้ตายหมดสติและค้นหาทรัพย์สินในตัวผู้ตายแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงกันจะฆ่าผู้ตายเพื่อปล้นเอารถจักรยานยนต์ของผู้ตายด้วย แล้วจำเลยที่ 2 กลับไปเอามีดปลายแหลมของกลางที่บ้านนายหมวกมาให้จำเลยที่ 1 ใช้ฆ่าผู้ตาย

จากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 4 ได้นำผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ไปฆ่ายังริมคลองที่เกิดเหตุ แล้วขับรถจักรยานยนต์ของผู้ตายกลับไปสมทบกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฆ่าผู้ตายก็เพื่อความสะดวกแก่การปล้นทรัพย์ การพาทรัพย์นั้นไปและเพื่อปกปิดการกระทำความผิดนั้น แม้การฆ่าจะกระทำในสถานที่ต่างกัน แต่ก็กระทำเพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน และกระทำในเวลาใกล้ชิดต่อเนื่องกัน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ให้จำคุกเพียง 8 ปี ต่ำกว่าโทษที่กฎหมายกำหนดนั้นไม่ถูกต้อง แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกาโต้แย้ง จึงไม่เป็นกรณีที่ศาลฎีกาต้องแก้ไข"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด · วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์ · วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้