Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1097/2513

พ.ศ. 2513 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

(ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่ไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยพรากพาหญิงไปเสียจากบิดามารดาด้วยเจตนาจะอยู่กินเป็นสามีภรรยากับผู้เสียหายโดยสุจริต) เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยพรากพาผู้เสียหายซึ่งเป็นหญิงมีอายุไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากบิดามารดาด้วยเจตนาเพื่ออยู่กินเป็นสามีภรรยากับผู้เสียหายโดยสุจริต แม้ผู้เสียหายจะสมัครใจไปกับจำเลย ก็เป็นการพรากพาไปเพื่อการอนาจาร เป็นความผิดตามมาตรา 319 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้บังอาจร่วมกันพรากและพานางสาวบุตร อายุ ๑๗ ปี ไปเสียจากนายถนอม นางสมใจบิดามารดา โดยจำเลยร่วมกันใช้อุบายหลอกลวงนางสาวบุตรให้ไปซื้อปลากระป๋องมาทำกับแกล้มสุรา นางสาวบุตรหลงเชื่อได้ลงเรือไปกับนายสายหยุดจำเลย แล้วจำเลยได้บังอาจร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายฉุดคร่าจับปล้ำพานางสาวบุตรไปเพื่อการอนาจาร เหตุเกิดที่ตำบลตลิ่งชัน อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๔, ๓๑๘

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลอาญาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า นางสาวบุตรลงเรือมากับนายสายหยุดจำเลยโดยสมัครใจ เพื่อหนีตามนายสอาดจำเลยไปฉันชู้สาว มิได้หลงเชื่อในอุบายหลอกลวง นางสาวบุตรมิได้ถูกจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายฉุดคร่าพาไป จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๔, ๓๑๘ แต่นางสาวบุตรอายุยังไม่เกิน ๑๘ ปี การที่นายสอาดจำเลยพรากพาไป แม้นางสาวบุตรจะเต็มใจไปด้วย ก็เป็นการพรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๙ นายอั้นและนายสายหยุดจำเลยเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำผิดของนายสอาดจำเลย แม้โจทก์จะไม่ได้ขอให้ลงโทษตามมาตรา ๓๑๙ มาด้วย แต่เห็นว่าเป็นความผิดในหมวดเดียวกัน และมีอัตราโทษเบากว่ามาตรา ๓๑๘ ศาลมีอำนาจลงโทษตามมาตรา ๓๑๙ ได้ พิพากษาว่านายสอาด จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๙ จำคุก ๖ เดือน นายอั้น นายสายหยุดจำเลยมีความผิดตามมาตรา ๓๑๙ ประกอบด้วยมาตรา ๘๖ จำคุกคนละ ๓ เดือน

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามฟ้อง

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่า นางสาวบุตรสมัครใจตามจำเลยที่ ๑ ไปด้วยความรักใคร่พอใจจะไปอยู่กินกันฉันสามีภรรยา ไม่ได้ถูกจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายฉุดคร่าปล้ำพาไป จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๔, ๓๑๘ และเห็นว่าจำเลยพานางสาวบุตรผู้เสียหายไปด้วยความรักใคร่ ไม่ได้ความว่าพาไปเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจารโดยทุจริตแต่ประการใด จำเลยทั้งสามจึงไม่มีความผิดตามมาตรา ๓๑๙ พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาว่า การที่จำเลยพานางสาวบุตรผู้เสียหายไปด้วยความรักใคร่ฉันชู้สาว เป็นการพรากพาไปเพื่อการอนาจารหรือไม่ ได้มีคำพิพากษาฎีกาที่ ๓/๒๔๘๕ คดีระหว่างอัยการร้อยเอ็ดโจทก์ นายทองมาก สุวภานิช จำเลย ตัดสินไว้ว่า จำเลยกับนางสาวประดิษฐ์มีความรักใคร่กัน แล้วพากันไปอยู่กันเป็นสามีภรรยาโดยสุจริต จำเลยไม่มีความผิด ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาฎีกาที่ ๓/๒๔๘๕ ปรากฏว่าจำเลยพานางสาวประดิษฐ์ไปอยู่ด้วยกัน ๑๑ เดือนกับ ๑๑ วัน แต่คดีนี้จำเลยที่ ๑ พานางสาวบุตรไปเสียจากบิดามารดาได้คืนเดียว ผู้เสียหายก็หนีไปอยู่ที่อื่น เพราะทราบว่าจำเลยที่ ๑ เป็นคนมีภรรยาแล้ว จำเลยเบิกความชั้นศาลว่า มีภรรยาชื่อนางแก้ว มีบุตรด้วยกัน ๒ คน

นางแก้วเสียชีวิตมาได้ ๓ ปีแล้ว แต่ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ ๑ ให้การว่ามีภรรยา ๒ คน คนแรกชื่อนางแก้ว นางแก้วตาย จำเลยที่ ๑ ได้นางฉลองเป็นภรรยา จำเลยที่ ๑ มีบุตรกับนางแก้วคนหนึ่ง มีบุตรกับนางฉลองคนหนึ่ง ขณะนี้ก็ยังอยู่กินกับนางฉลอง การที่จำเลยที่ ๑ มีภรรยาเป็นตัวตนอยู่แล้ว กลับคิดพาหญิงสาวอื่นไปอีกเช่นนี้ ยากที่จะฟังว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนาจะเลี้ยงดูนางสาวบุตรฉันสามีภรรยา จำเลยที่ ๑ เป็นฝ่ายพูดชวนนางสาวบุตรให้ไปกับจำเลย ครั้นนางสาวบุตรบอกให้จำเลยที่ ๑ ไปสู่ขอกับพ่อแม่ จำเลยที่ ๑ กลับบ่ายเบี่ยงว่ายากจนไม่มีเงินไปสู่ขอ ถ้ารักกันจริงก็ให้ไปด้วยกัน นางสาวบุตรก็ลงเรือไปกับจำเลยที่ ๑ นางสาวบุตรน่าจะไม่รู้ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นคนมีภรรยาแล้ว นางสาวบุตรสมัครใจไปอยู่กินกับจำเลยที่ ๑ นั้น เป็นความสมัครใจของนางสาวบุตรฝ่ายเดียวโดยไม่รู้ข้อความจริง การกระทำของจำเลยถือได้ว่าเป็นการพานางสาวบุตรไปเพื่อการอนาจาร จำเลยต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๙

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ทองคำ จารุเหติ · เฉลิม ทัตภิรมย์ · ประพนธ์ ศาตะมาน
ศาลล่าง
ศาลอาญา - นายจังหวัด แสงแข
ศาลอุทธรณ์ - นายกฤษณ์ โสภิตกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้