Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10957/2554

พ.ศ. 2554 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ในวันนัดไต่สวนคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ ศาลชั้นต้นสอบถามคู่ความแล้วจดรายงานกระบวนพิจารณาว่าผู้ร้องแถลงว่า จำเลยมีหนี้สินเป็นจำนวนมาก ไม่มีทรัพย์สินอื่นอีก ส่วนโจทก์แถลงว่า จำเลยมีทรัพย์สินอื่นที่ผู้ร้องสามารถยึดทรัพย์มาชำระหนี้ได้ ปรากฏตามคำแถลงบัญชีรายละเอียดที่โจทก์ได้ยื่นประกอบคำคัดค้านไว้ เมื่อเอกสารที่โจทก์อ้างดังกล่าวเป็นเอกสารที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินต่าง ๆ ของฝ่ายจำเลย ประกอบด้วยสำเนาโฉนดที่ดิน สำเนาหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดและภาพถ่ายอาคารจำนวนมาก ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นสอบถามคู่ความและนำรายละเอียดต่าง ๆ ทั้งหมดในเอกสารมาประกอบการพิจารณาแล้ววินิจฉัยทำคำสั่งไปนั้น จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นการไต่สวนแล้ว มิใช่แต่เฉพาะว่าการสืบพยานบุคคลเท่านั้นที่จะเป็นการไต่สวน และหากจะให้คู่ความนำพยานเข้าไต่สวนก็จะไม่ได้ข้อเท็จจริงนอกเหนือไปจากการสอบถามของศาลดังกล่าว และไม่อาจทำให้ประเด็นที่มีคำสั่งเปลี่ยนไป ศาลชั้นต้นจึงย่อมมีอำนาจนำข้อเท็จจริงที่ได้มารับฟังประกอบดุลพินิจทำคำสั่งได้ตามที่เห็นสมควรโดยไม่จำต้องสืบพยาน

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 84,497,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตาม โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 3 โฉนดเลขที่ 4109 ถึงเลขที่ 4123 และโฉนดเลขที่ 4125 ถึงเลขที่ 4141 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด และที่ดินแปลงอื่นอีก รวมจำนวน 116 แปลง ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าวด้วย โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ได้ตามคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 13508/2544 และหมายเลขแดงที่ 13509/2544 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ในคดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 และที่ 1 ในคดีดังกล่าวพร้อมกับจำเลยอื่นร่วมกันชำระเงิน 66,737,961.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นโจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 4109 ถึงเลขที่ 4123 และโฉนดเลขที่ 4125 ถึงเลขที่ 4141 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ ต่อมาศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องซึ่งรับโอนทรัพย์สินด้อยคุณภาพของธนาคารไทยธนาคาร

จำกัด (มหาชน) เข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนหลังจากนั้นผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองที่ดินทั้งสามสิบสองแปลงจากที่ดินทั้งหมด 116 แปลงที่โจทก์คดีนี้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดออกขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ซึ่งเมื่อหักชำระหนี้ให้ผู้ร้องแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยังมีหนี้ค้างชำระผู้ร้องอีก 153,684,153.92 บาท ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เงินจำนวน 2,350,000 บาท ที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินส่วนที่เหลือของจำเลยที่ 3 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า เมื่อศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ของจำเลยที่ 3 โดยไม่ทำการไต่สวนคำร้องนั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์เงินที่ได้จากการขายทอดตลาด

โจทก์ได้ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยที่ 1 กับที่ 3 ยังมีทรัพย์สินอื่นอีกเป็นจำนวนมากที่ผู้ร้องจะไปดำเนินการบังคับคดีได้ และแถลงในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2550 ยืนยันว่า ผู้ร้องได้รับโอนทรัพย์สินของจำเลยซึ่งมิได้ถูกยึดทรัพย์เป็นอาคารชุดที่กรุงเทพมหานครและที่ดินที่จังหวัดชุมพร ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 120,000,000 บาท จึงไม่ต้องมาร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ ศาลชั้นต้นจึงให้เลื่อนการไต่สวนไปนัดหน้าเพื่อให้โอกาสคู่ความแสดงหลักฐานเพื่อความสะดวกแก่การพิจารณา ต่อมาในนัดไต่สวนวันที่ 29 สิงหาคม 2550 ศาลชั้นต้นได้สอบถามคู่ความและจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า ผู้ร้องแถลงว่า จำเลยมีหนี้สินเป็นจำนวนมาก ไม่มีทรัพย์สินอื่นอีก

ส่วนโจทก์แถลงว่า จำเลยมีทรัพย์สินอื่นที่ผู้ร้องสามารถยึดทรัพย์มาชำระหนี้ได้ ปรากฏตามคำแถลงบัญชีรายละเอียดที่โจทก์ได้ยื่นประกอบคำคัดค้านไว้ เมื่อเอกสารที่โจทก์อ้างดังกล่าวเป็นเอกสารที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินต่าง ๆ ของฝ่ายจำเลย ประกอบด้วยสำเนาโฉนดที่ดิน สำเนาหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด และภาพถ่ายอาคารจำนวนมาก ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นสอบถามคู่ความและนำรายละเอียดต่าง ๆ ทั้งหมดในเอกสารมาประกอบการพิจารณา แล้ววินิจฉัยทำคำสั่งไปนั้น จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นการไต่สวนแล้ว มิใช่ว่าจะต้องสืบพยานบุคคลเท่านั้นจึงจะเป็นการไต่สวน และหากจะให้คู่ความนำพยานเข้าไต่สวนก็จะไม่ได้ข้อเท็จจริงนอกเหนือไปจากการสอบถามของศาลดังกล่าว และไม่อาจทำให้ประเด็นที่มีคำสั่งเปลี่ยนไป

ศาลชั้นต้นจึงย่อมมีอำนาจนำข้อเท็จจริงที่ได้มารับฟังประกอบดุลพินิจทำคำสั่งได้ตามที่เห็นสมควรโดยไม่จำต้องสืบพยาน และเมื่อพิจารณารายการทรัพย์สินดังกล่าวทั้งหมดแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่า มีทรัพย์สินรายการใดที่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3 ทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ส.739/2547 ของศาลชั้นต้นที่นำมาผูกติดกับสำนวนนี้ประกอบประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีและรายงานเจ้าหน้าที่ เอกสารท้ายคำร้องแสดงให้เห็นว่า ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองที่ดินทั้งสามสิบสองแปลงจากการขายทอดตลาดเพียง 1,250,000 บาท รวมแล้วจึงไม่พอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาที่ให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยอื่นชำระเงิน 66,737,961.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ร้อง จึงถือได้ว่าผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้ได้จากทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาโดยสิ้นเชิง ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคสอง

ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การที่ผู้ร้องไม่ใช้สิทธิตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 จำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันเป็นการกระทำที่ไม่สุจริตกลั่นแกล้งโจทก์นั้น เห็นว่า โจทก์ไม่ได้โต้แย้งประเด็นดังกล่าวไว้ในคำคัดค้าน จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อาวุธ ปั้นปรีชา · พฤษภา พนมยันตร์ · อธิป จิตต์สำเริง
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายเมธี คฤโฆษ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นางสุรางคนา กมลละคร
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.1509/2552
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
ส1345/2545
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
ส739/2547
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2159/2567

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่า คำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดีกับคำร้องของดการบังคับคดีที่จำเลยทั้งสี่ยื่นต่อศาลชั้นต้นถือเป็นคำร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 295 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ซึ่งชอบที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะงดก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 476/2562

ในการขอเฉลี่ยทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 (เดิม) มีประเด็นคือผู้ขอเฉลี่ยทรัพย์ไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งผู้ขอเฉลี่ยทรัพย์ต้องพิสูจน์ให้ได้ในขณะยื่นคำขอ เมื่อผู้ร้องเค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 401/2561

แม้ผู้ร้องจะมิได้ร้องขอให้บังคับคดีในคดีที่ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาภายในสิบปี อันทำให้สิ้นสิทธิในการบังคับคดีดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 (เดิม) แต่อย่างไรก็ดี ทรัพย์สิทธิจำนองของผู้ร้องยังคงอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6278/2560

แม้ขณะผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ คดีของศาลแพ่งซึ่งมีคำสั่งให้ทรัพย์พิพาทตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ยังไม่ถึงที่สุดก็ตาม แต่ตราบใด ที่ยังไม่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15326/2558

ป.วิ.พ. มาตรา 290 มิได้บัญญัติไว้ว่าศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้เฉลี่ยทรัพย์ได้จะต้องมีการประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ก่อน จึงแปลความได้ว่าแม้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะมิได้มีคำสั่งประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ที่เจ้าหนี้ตา…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้