คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับมรดกจากบิดามารดา โดยเฉพาะที่ดินบ้านเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ 1 งาน 6 ตารางวา เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2497 นายกองแบ่งที่ดินดังกล่าวขายฝากไว้กับจำเลยเนื้อที่ 24 ตารางวา เป็นเงิน 1,000 บาท มีกำหนด 10 ปี ต่อมาโจทก์ประสงค์จะขอไถ่ถอน จำเลยไม่ยอม ขอให้ศาลบังคับจำเลยให้การว่า นายกองบิดาโจทก์ได้ขายฝากที่ดินไว้กับจำเลยยาว 24 วา ต่อมานายกองกู้เงินจำเลยไป 3,700 บาท แล้วไม่มีเงินชำระ จึงเอาที่ดินอื่นรวมทั้งที่ดินที่ขายฝากตีใช้หนี้ ส่วนที่พิพาทเป็นที่ดินคนละแปลง คือเป็นที่ดินที่จำเลยซื้อจากบิดาโจทก์เมื่อปี พ.ศ. 2495 ได้ปลูกสร้างห้องแถวสามห้องเป็นเจ้าของโดยสงบและเปิดเผย ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนรับไถ่
หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษามาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยรื้อถอนห้องแถวในที่ดินและทำดินให้อยู่ในสภาพเดิม ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนศาลฎีกาเห็นว่า ข้อที่จำเลยฎีกาว่าที่พิพาทเป็นของจำเลย จำเลยซื้อจากนายกองบิดาโจทก์ ส่วนที่ซึ่งนายกองบิดาโจทก์ขายฝากจำเลยเป็นที่คนละแปลงนั้น เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับการไถ่โอนที่ดินคืนให้โจทก์ จำเลยต่อสู้ว่าที่พิพาทไม่ใช่ที่พิพาทที่ขายฝาก จึงเป็นคดีที่มีคำขออันคำนวณเป็นราคาเงินได้เมื่อราคาที่พิพาทไม่เกินห้าพันบาท
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247ข้อที่ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้น เห็นว่าในคำฟ้องโจทก์บรรยายไว้แล้วว่า ที่นายกองขายฝากนั้นอยู่ตรงไหน พร้อมทั้งแสดงแผนที่สังเขปท้ายฟ้องและมีสำเนาทะเบียนบุริมสิทธิ ฯลฯ แนบมาท้ายฟ้องเห็นว่าคำฟ้องได้แสดงชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นสมบูรณ์ตามมาตรา 172 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแล้ว
ที่จำเลยฎีกาว่านายกองบิดาโจทก์ผู้ขายฝากตายเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2505 โจทก์ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 1754 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว นั้น เห็นว่า อายุความตามมาตรา 1754 เป็นอายุความห้ามฟ้องคดีมรดกหรือคดีที่เจ้าหนี้ขอบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดก ส่วนคดีที่เจ้ามรดกเป็นเจ้าหนี้ มิได้กำหนดอายุความไว้เป็นพิเศษในมาตรา 1754 แต่อย่างใด เมื่อคดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทของนายกองผู้ขายเดิม ฟ้องขอไถ่ทรัพย์คืนจากจำเลยซึ่งเป็นผู้รับซื้อฝากตามมาตรา 497(1) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยหลังจากนายกองผู้ขายเดิมตายเกิน 1 ปี คดีโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความ เพราะคดีนี้ไม่เป็นคดีมรดกหรือเป็นคดีที่เจ้าหนี้ขอบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดก
จะนำอายุความตามมาตรา 1754 มาใช้บังคับแก่คดีนี้ไม่ได้ข้อที่ว่าจำเลยฎีกาว่าสิทธิในการไถ่ทรัพย์ตามมาตรา 497 พึงใช้ได้แก่บุคคลซึ่งในสัญญายอมไว้โดยเฉพาะให้เป็นผู้ไถ่ถอนได้ เมื่อนายกองผู้ขายเดิมไม่ได้ทำสัญญายอมให้โจทก์เป็นคนไถ่ถอนได้ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิที่จะไถ่ทรัพย์นั้น เป็นข้อที่จำเลยมิได้ยกขึ้นว่าในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามมาตรา 249 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งจึงไม่รับวินิจฉัยพิพากษายืน