Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10929/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 190 แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขัง แต่คำขอท้ายฟ้องไม่ได้อ้างมาตรา 190 ซึ่งบัญญัติว่า การกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ฟ้องโจทก์ฐานหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขังจึงขาดการอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์สำหรับการกระทำความผิดฐานนี้ ศาลจะลงโทษตามบทมาตราดังกล่าวไม่ได้ แม้คู่ความมิได้ยกปัญหานี้ขึ้นฎีกาแต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2543 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 9 เม็ด น้ำหนัก 0.81 กรัม ไว้ในครอบครองและจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนจำนวนหนึ่ง ปริมาณไม่ปรากฏชัด อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย หลังจากนั้นจ่าสิบตำรวจสุวัฒน์ กับพวกจับกุมและควบคุมตัวจำเลยไว้เพื่อทำบันทึกการจับกุม แล้วจำเลยหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขัง และจำเลยต่อสู้ขัดขวางนายธวัช ผู้ซึ่งต้องช่วยจ่าสิบตำรวจสุวัฒน์กับพวกในการปฏิบัติการตามหน้าที่ติดตามจับจำเลยซึ่งหลบหนีดังกล่าวโดยจำเลยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ณข - 81 กรุงเทพมหานคร พุ่งเข้าชนนายธวัชโดยเจตนาฆ่า จำเลยลงมือกระทำโดยตลอดแล้วแต่การกระทำไม่บรรลุผล เนื่องจากรถชนไม่ถูก นายธวัชจึงไม่ถึงแก่ความตาย เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนและรถยนต์ดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 57, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 138, 288, 289 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครอง เสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขังของเจ้าพนักงาน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 (เดิม) ประกอบมาตรา 67 (ที่แก้ไขใหม่) จำคุก 1 ปี มาตรา 57 ประกอบมาตรา 91 (ที่แก้ไขใหม่) จำคุก 6 เดือน ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 190 วรรคหนึ่ง จำคุก 1 ปี ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 อันเป็นกรรมเดียวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (3) ประกอบมาตรา 80 ลงโทษตามมาตรา 289 (3) ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 52 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพบางข้อหา เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษบางข้อหาดังกล่าวให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ

ฯ มาตรา 15 (เดิม) ประกอบมาตรา 67 (ที่แก้ไขใหม่) คงจำคุก 6 เดือน ความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ฯ มาตรา 57 ประกอบมาตรา 91 (ที่แก้ไขใหม่) คงจำคุก 3 เดือน ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 190 วรรคหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน รวมแล้วคงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) กับริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง และมาตรา 296 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 296 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกในข้อหาอื่นแล้วเป็นจำคุก 3 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่ เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้ว คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จ่าสิบตำรวจสุวัฒน์ สิบตำรวจโททวน และนายธวัช ผู้ช่วยเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ ได้ร่วมกันจับกุมจำเลยข้อหากระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองและเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วควบคุมตัวจำเลยพร้อมเมทแอมเฟตามีนและรถยนต์หมายเลขทะเบียน

ณข - 81 กรุงเทพมหานคร ที่จำเลยขับมาไปยังป้อมปราบอาสาซึ่งอยู่ในซอยแสงฟ้าเพื่อทำบันทึกการจับกุม ขณะจำเลยถูกควบคุมตัวอยู่ภายในป้อมปราบอาสาดังกล่าว จำเลยได้หยิบกุญแจรถยนต์และหลบหนีการคุมขังไปขึ้นรถยนต์คันดังกล่าว นายธวัชซึ่งอยู่นอกป้อมได้เอาเหล็กที่กั้นรถอยู่ลงเพื่อขวางรถยนต์ของจำเลย แต่จำเลยกลับขับรถพุ่งเข้าชนเหล็กที่กั้นนั้น เป็นเหตุให้เหล็กที่กั้นกระแทกนายธวัชได้รับบาดเจ็บ มีปัญหาว่า การที่จำเลยขับรถชนเหล็กกั้นและทำให้นายธวัชได้รับบาดเจ็บนั้น จำเลยมีเจตนาฆ่านายธวัชหรือไม่มีข้อต้องวินิจฉัยก่อนว่านายธวัชยืนอยู่บริเวณใดของเหล็กกั้น ซึ่งความข้อนี้ นายธวัชเบิกความว่า เมื่อเอาเหล็กกั้นลง พยานยืนหลบอยู่ข้าง

ๆ เหล็กกั้น โดยอยู่หน้าเหล็กกั้น แต่จ่าสิบตำรวจสุวัฒน์ เบิกความว่า นายธวัชยืนด้านหลังเหล็กกั้นตามที่ทำเครื่องหมายเลข 2 ในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ส่วนนายเซ็น เบิกความว่านายธวัชวิ่งไปที่โคนเหล็กกั้นก่อนจากนั้นจึงวิ่งไปตรงปลายเหล็กซึ่งมีเชือกผูกอยู่เพื่อจะดึงเชือกเอาเหล็กลง ตอนที่รถชนโดยนายธวัชนั้น นายธวัชยืนอยู่ข้างขวาสุดคืออยู่ตรงปลายเหล็กกั้น และสิบตำรวจโททวนเบิกความว่า ขณะนั้นนายธวัชยืนอยู่ริมถนนข้างแผงเหล็กกั้นรถ ดังนี้ จึงเห็นได้ว่าพยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความแตกต่างกันถึงตำแหน่งที่นายธวัชยืนอยู่ขณะจำเลยขับรถชนเหล็กกั้น จึงฟังไม่ได้แน่ชัดว่า นายธวัชยืนอยู่ในลักษณะขวางทางที่จำเลยจะขับรถชนได้โดยตรง ในอันที่จะถือว่าจำเลยมีเจตนาฆ่านายธวัช จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง แต่การที่จำเลยขับรถยนต์ชนเหล็กกั้นเพื่อหลบหนีการจับกุมดังกล่าวจำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าอาจทำให้นายธวัชได้รับอันตรายแก่กายได้

อันเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานในการที่เจ้าพนักงานนั้นกระทำตามหน้าที่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานในการที่เจ้าพนักงานนั้นกระทำตามหน้าที่นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 190

ศาลฎีกาเห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขังแต่คำขอท้ายฟ้องไม่ได้อ้างมาตรา 190 ซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดฟ้องโจทก์ฐานหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขังจึงขาดการอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์สำหรับการกระทำความผิดฐานนี้ ศาลจะลงโทษตามบทมาตราดังกล่าวไม่ได้ แม้คู่ความมิได้ยกปัญหานี้ขึ้นฎีกาแต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษฐานหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขังเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลย 2 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สิริรัตน์ จันทรา · สุรภพ ปัทมะสุคนธ์ · ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้