Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 109/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยยื่นคำให้การเป็นหนังสือจะต้องกล่าวข้อเท็จจริงเป็นข้อต่อสู้ให้ชัดแจ้งในคำให้การแต่ได้ระบุถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างเพียงว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่มิได้อ้างเหตุแห่งการปฎิเสธว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ในเรื่องใดอย่างไรการที่จำเลยนำสืบว่าโจทก์ไม่ตอกบัตรลงเวลากลับจากทำงานโจทก์ขาดงานในวันที่17มิถุนายน2538โจทก์ขาดงานครึ่งวันในวันที่27เดือนเดียวกันวันที่13,18,25,29กรกฎาคม2538โจทก์เข้ามาทำงานช่วงเช่าช่วงบ่ายกลับไปโดยไม่ได้ตอกบัตรลงเวลานอกจากนี้ยังยื่นใบลาป่วยไม่ตรงกับความจริงถือว่าเป็นการนำสืบพยานหลักฐานนอกคำให้การแม้ศาลแรงงานกลางรับวินิจฉัยมาก็นอกประเด็นการที่จำเลยอุทธรณ์โดยอ้างเหตุดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลางต้องห้ามอุทธรณ์

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 225 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ครั้งสุดท้ายทำหน้าที่พนักงานฝ่ายขายโฆษณาอัตราค่าจ้างสุดท้ายเดือนละ 10,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 7 สิงหาคม 2538 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 15 สิงหาคม 2538 โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเป็นเงิน 10,000 บาท กับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 45 วัน เป็นเงิน 15,000 บาท จำเลยไม่ยอมจ่ายให้ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 15,000บาท และค่าชดเชยจำนวน 10,000 บาท แก่โจทก์จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่

จำเลยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ในวันที่ 17 และวันที่ 27 มิถุนายน2538 โจทก์ขาดงาน และวันที่ 13, 18 และวันที่ 29 กรกฎาคม 2538ไม่ได้มีการตอกบัตรลงเวลากลับจากทำงาน โจทก์มีหน้าที่ที่จะต้องลงเวลากลับจากทำงานด้วย การที่โจทก์ขาดงานและไม่ลงเวลากลับจากทำงานถือได้ว่าเป็นการไม่ปฎิบัติตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง นอกจากนี้ตามใบลาป่วยและใบรับรองแพทย์เอกสารหมาย ล.5 และ ล.6 ที่ว่าโจทก์ได้ยื่นใบลาป่วยระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2538 แต่ตามบัตรตอกเวลาเอกสารหมายล.7 มีข้อความว่า "อารอน" "ลืมตอก" ซึ่งโจทก์เบิกความยอมรับว่าเป็นผู้เขียนข้อความดังกล่าว ข้อความที่ปรากฏในบัตรตอกเวลาเอกสารหมาย

ล.7 จึงเป็นการขัดแย้งกับใบลาป่วย ฟังได้ว่าโจทก์แสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อผู้บังคับบัญชา แต่การที่โจทก์ไม่ไปทำงานและไม่บันทึกลงเวลากลับจากทำงานรวมทั้งเขียนข้อความอันเป็นเท็จลงในบัตรตอกเวลาดังกล่าว ไม่ปรากฎว่าเป็นการกระทำไปเพื่อแสวงหาผลประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใด อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยอาศัยอำนาจหน้าที่ของตน ทั้งไม่ปรากฎว่ามีผลทำให้โจทก์ได้ค่าจ้างหรือผลประโยชน์เพิ่มมากขึ้นแต่อย่างใดการกระทำของโจทก์ดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานโดยไม่มีกำหนดเวลาและเลิกจ้างโดยมิได้บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยจึงต้องรับผิดจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์

โจทก์เป็นลูกจ้างที่ทำงานกับจำเลยครบ120 วัน แต่ไม่ถึง 1 ปี เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานข้อ 47 จำเลยต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย30 วัน ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานข้อ 46 พิพากษา ให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 15,000 บาท และค่าชดเชยจำนวน 10,000 บาท แก่โจทก์จำเลย อุทธรณ์ ต่อ ศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยอุทธรณ์ว่า การที่โจทก์ไม่ตอกบัตรลงเวลากลับจากทำงานก็ดี โจทก์ขาดงานก็ดี ถือได้ว่าเป็นการละทิ้งงานไปเสีย อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และไม่ปฎิบัติตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างแล้วประกอบกับการที่โจทก์แสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อผู้บังคับบัญชาโดยโจทก์ยื่นใบลาป่วยไม่ตรงกับความเป็นจริง อันเป็นการลาป่วยเท็จไม่มีผลการลา เป็นการละทิ้งงานไปเสีย ถือได้ว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ เป็นผลให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างต้องเสียหายเพราะโจทก์มีหน้าที่ต้องทำงานขายโฆษณา เสนองานลูกค้าโฆษณาในนิตยสารตามเป้าหมายการขายต่อเดือนที่ได้รับมอบหมาย ผลการละทิ้งงานไปเสียทั้งการขาดงานโดยตรงและโดยผลการลาเท็จ ถือว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่อย่างร้ายแรง และเป็นการประพฤติตนไม่เหมาะสมตามระเบียบการจ้างงานของจำเลยทำให้จำเลยต้องขาดประโยชน์ไม่ได้รายได้ตามเป้าหมายที่จำเลยวางไว้ แต่โจทก์ยังคงได้ประโยชน์เป็นเงินเดือนและค่าพาหนะตอบแทนจากจำเลยทุกเดือน

ทั้งที่โจทก์ออกไปติดต่อลูกค้า คือบริษัทอารอนก็มิใช่ลูกค้าของจำเลยการกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการแสวงหาประโยชน์มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง โดยไปทำงานส่วนตัว และเบียดบังเวลาการทำงานของจำเลย แม้โจทก์จะไม่ได้รับค่าจ้างหรือผลประโยชน์เพิ่มมากขึ้นจากจำเลย แต่จะมีผลในตอนสิ้นปี เพราะจะมีปรับเงินเดือนพนักงานลูกจ้างทุกคนของจำเลยรวมทั้งโจทก์ในคดีนี้ด้วย หากจำเลยยังไม่ทราบว่าโจทก์ละทิ้งงานและมีการยื่นใบลาป่วยพร้อมใบรับรองแพทย์เท็จ จำเลยจะต้องพิจารณาความดีความชอบเพื่อขึ้นเงินเดือนและโบนัสให้กับโจทก์ด้วย จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้านั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วคดีนี้จำเลยยื่นคำให้การเป็นหนังสือ ซึ่งจำเลยจะต้องกล่าวข้อเท็จจริงเป็นข้อต่อสู้ให้ชัดแจ้งในคำให้การ แต่คำให้การของจำเลยที่ให้การถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างระบุเพียงว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ซึ่งเป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรงมิได้อ้างเหตุแห่งการปฎิเสธว่า โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ในเรื่องใด อย่างไรดังนั้น การที่จำเลยนำสืบว่า โจทก์ไม่ตอกบัตรลงเวลากลับจากทำงานโจทก์ขาดงานในวันที่ 17 มิถุนายน 2538 โจทก์ขาดงานครึ่งวันในวันที่ 27 เดือนเดียวกันในวันที่ 13, 18, 25, 29 กรกฎาคม 2538โจทก์เข้ามาทำงานช่วงเช้า ช่วงบ่ายกลับไปโดยไม่ได้ตอกบัตรลงเวลานอกจากนี้ในวันที่ 4, 5 สิงหาคม 2538 โจทก์ยื่นใบลาป่วยไม่ตรงกับความจริง เป็นการแสดงหลักฐานเท็จต่อผู้บังคับบัญชานั้น จึงถือว่าเป็นการนำสืบพยานหลักฐานนอกคำให้การของจำเลย

แม้ศาลแรงงานกลางจะรับวินิจฉัยมาก็เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นเป็นการไม่ชอบดังนั้น การที่จำเลยอุทธรณ์ว่าการกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งเป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรง จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์จึงเป็นการอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายก อุทธรณ์ ของ จำเลย

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมมาตร พรหมานุกูล · พรชัย สมรรถเวช · ชลอ บุณยเนตร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2567

แม้คดีนี้จำเลยจะให้การต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องไว้ในคำให้การเพียงประการเดียวว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องเกินระยะเวลาที่ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดไว้ โดยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ด้วยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4048/2561

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ยื่นหนังสือลาออกต่อจำเลย ซึ่งจำเลยก็ให้การยอมรับว่าจำเลยได้รับหนังสือลาออกจากโจทก์ การที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ยื่นหนังสือลาออกต่อ ร. กรรมการผู้จัดการใหญ่ของจำเลย ซึ่งหมา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4004/2561

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้าง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ขออนุญาตศาลแรงงานก่อนตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 เป็นการขัดต่อกฎหมาย ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน และให้จ่ายค่าเสียหาย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14560/2558

คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ในวันที่ 15 กันยายน 2548 ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกิจการของจำเลย ได้ลงนามในคำสั่งที่ 6/2548 เพื่อระงับการทำหน้าที่ของ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11269/2558

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานหาใช่เป็นคดีละเมิดอย่างเดียวไม่ เพราะโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างลูกจ้างมีข้อผูกพันตามสัญญาจ้างแ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้