Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10872/2546

พ.ศ. 2546 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับ ส. เป็นเพียงบุคคลสิทธิซึ่งผูกพันเฉพาะคู่กรณี แม้ศาลจะพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ก็เพียงแต่อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนเท่านั้น แต่สิทธิของผู้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นด้วยผลของกฎหมาย เมื่อศาลพิพากษาถึงที่สุดยืนยันสิทธิดังกล่าว ผลของคำพิพากษาย่อมผูกพัน ส. กับพวก ซึ่งมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทร่วมกันทุกคน และผลของคำพิพากษานั้นใช้ยันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 (2) คำสั่งของจำเลยทั้งสองที่ให้จดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ก่อนการจดทะเบียนสิทธิให้แก่โจทก์จึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสิงห์บุรี จำเลยที่ 2 เป็นส่วนราชการระดับกรมมีอธิบดีกรมที่ดินเป็นผู้กระทำการแทน และจำเลยทั้งสองมีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ใน ป. ที่ดิน และ ป.พ.พ. เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2539 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4649 ส่วนของนางสาวสมคิด นพวรรณ พร้อมสิ่งปลูกสร้างตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งถึงที่สุดแล้วต่อจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ไม่รับจดทะเบียนให้อ้างว่าต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวแก่ผู้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 รวม 5 คดีก่อน โดยอ้างคำสั่งของจำเลยที่ 2 ซึ่งสั่งตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา

โจทก์มีสิทธิดีกว่าผู้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินแปลงดังกล่าว เนื่องจากคดีที่โจทก์ฟ้องนางสาวสมคิดถึงที่สุดก่อนคดีที่ผู้ครอบครองปรกปักษ์ร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ไม่ยอมรับจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของนางสาวสมคิดพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4649 ส่วนของนางสาวสมคิดพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ก่อนผู้ครอบครองปรปักษ์และให้จำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำสั่งศาล

จำเลยทั้งสองให้การว่า เมื่อปี 2533 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทส่วนของนางสาวสมคิดพร้อมยุ้งข้าว 1 หลัง ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาศาลชั้นต้น ขณะเดียวกันนายเหรียญ โอกาศ กับพวกรวม 10 คน ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทบางส่วนโดยการครอบครองปรปักษ์ ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินต้องสอบสวนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเสียก่อน ตาม ป. ที่ดิน มาตรา 74 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2497) ออกตามความใน พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ข้อ 2 โดยจำเลยที่ 2 หารือไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา แล้วแจ้งให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้แก่ผู้ครอบครองปรปักษ์ทั้งหมดก่อนตามมาตรา 78 แห่ง

ป. ที่ดิน เพื่อให้ทราบจำนวนที่ดินคงเหลือที่นางสาวสมคิดและเจ้าของรวมอื่นยังคงมีกรรมสิทธิ์อยู่ แล้วจึงจดทะเบียนโอนที่ดินส่วนของนางสาวสมคิดให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อไป จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิดีกว่าผู้ครอบครองปรปักษ์ เพราะคำพิพากษาที่วินิจฉัยว่าผู้ครอบครองปรปักษ์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทย่อมผูกพันนางสาวสมคิดและใช้ยันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ โจทก์คงมีสิทธิเท่าส่วนของนางสาวสมคิดที่เหลืออยู่ในที่ดินพิพาทเท่านั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

อนึ่ง ก่อนโจทก์ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกับนางสาวสมคิด โจทก์ทราบความจริงแล้วว่าที่ดินพิพาทถูกครอบครองปรปักษ์แล้ว และราคาซื้อขายก็ต่ำกว่าราคาที่แท้จริงมาก ทั้งโจทก์นำคดีมาฟ้องบังคับตามสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทหลังจากนางสาวสมคิดผิดสัญญาถึง 2 ปี และการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาลระหว่างโจทก์กับนางสาวสมคิดเกิดขึ้นเมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีดังกล่าวเพียง 9 วัน พฤติการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่าโจทก์ประสงค์จะนำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามยอมนั้นมาเป็นข้อต่อสู้ผู้ครอบครองปรปักษ์ อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยทั้งสองกระทำการไปตามอำนาจหน้าที่โดยชอบ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษา ยกฟ้อง และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนจำเลยทั้งสอง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิดีกว่าผู้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 เพราะคดีระหว่างโจทก์กับนางสาวสมคิดถึงที่สุดก่อนนั้น เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับนางสาวสมคิดเป็นเพียงบุคคลสิทธิผูกพันเฉพาะคู่กรณี แม้ศาลจะพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ก็เพียงอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนเท่านั้น แต่สิทธิของผู้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นด้วยผลของกฎหมาย เมื่อศาลพิพากษาถึงที่สุดยืนยันสิทธิดังกล่าว ผลของคำพิพากษาย่อมผูกพันนางสาวสมคิดกับพวกซึ่งถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทร่วมกันทุกคน และผลของคำพิพากษานั้นใช้ยันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตาม

ป.วิ.พ. มาตรา 145 (2) คำสั่งของจำเลยทั้งสองที่ให้จดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ก่อนการจดทะเบียนสิทธิให้แก่โจทก์จึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว คดีระหว่างโจทก์กับนางสาวสมคิดจะถึงที่สุดก่อนคดีร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 หรือไม่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลคดีเป็นอย่างอื่น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุเทพ เจตนาการณ์กุล · กำพล ภู่สุดแสวง · ประพันธ์ ทรัพย์แสง
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสิงห์บุรี - นายศรศักดิ์ ได้สำเภา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้