Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1082/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ที่แสดงต่อผู้เสียหายซึ่งเป็นนักเรียนต่างโรงเรียนกันในขณะที่มีอาการมึนเมาโดยเอาเสื้อของผู้เสียหายที่พาด บ่าผู้เสียหายไป เมื่อลงจากรถโดยสารประจำทางไปแล้วก็มิได้มีกิริยาที่จะหลบหนี หรือพาไปให้พ้นทั้งยังตามไปในโรงแรมที่ผู้เสียหายเข้าไป โดยเสื้อที่เอาไปก็ยังพาด บ่าจำเลยที่ 2อยู่ การกระทำของจำเลยทั้งสองที่เป็นวัยรุ่นเช่นนั้น เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 มิได้มีเจตนาที่จะเอาไปเป็นของตนเอง อันเป็นการแสดงเจตนาทุจริตเกี่ยวกับทรัพย์ที่เอาไป แต่เป็นที่เห็นได้ว่าเป็นการแสดงอำนาจบาตรใหญ่ทำไปด้วยความคะนองเพื่อให้ผู้เสียหายเห็นว่าเป็นคนเก่ง พอที่จะรังแกคนได้ตามวิสัยวัยรุ่นที่ความประพฤติไม่เรียบร้อยเท่านั้น มิใช่เป็นการมุ่งหมายเพื่อจะได้ประโยชน์จากทรัพย์ จึงไม่เป็นความผิดฐานชิง ทรัพย์ การที่จำเลยที่ 1 พูดในลักษณะที่เป็นการขู่เข็ญผู้เสียหายว่าถ้า ไม่ให้เสื้อแก่จำเลยที่ 2 จะเจ็บตัวจนผู้เสียหายยอมให้เสื้อไปนั้น เป็นการข่มขืนใจให้ผู้เสียหายต้องจำยอมโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อร่างกาย อันเป็นความผิดต่อเสรีภาพตามป.อ. มาตรา 309 วรรคแรก ซึ่งความผิดดังกล่าวนี้เป็นส่วนหนึ่งของความผิดฐานชิง ทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง จึงต้องลงโทษจำเลยที่ 1ตามที่พิจารณาได้ความ.

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,339 คืนของกลางแก่เจ้าของจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 339 วรรคสอง จำคุก 12 ปี คืนของกลางแก่เจ้าของจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปีคำเบิกความของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม จำคุก 6 ปี8 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว โจทก์มีผู้เสียหายมาเบิกความว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุขณะที่ผู้เสียหายอยู่บนรถโดยสารประจำทาง จำเลยทั้งสองก็อยู่บนรถโดยสารประจำทาง จำเลยที่ 2 พูดขอเสื้อฝึกงานที่ผู้เสียหายพาดบ่าอยู่ ผู้เสียหายดึงเสื้อไว้ไม่ให้ไป จำเลยที่ 1 ก็พูดว่า ถ้าไม่ให้มึงเจ็บ ผู้เสียหายจึงปล่อยเสื้อให้จำเลยที่ 2 ไป เมื่อรถโดยสารประจำทางจอดป้ายถัดไปจำเลยทั้งสองลงจากรถโดยสารประจำทางเข้าไปในร้านขายเครื่องดื่มผู้เสียหายเดินตามเข้าไปเพื่อขอเสื้อคืน จำเลยทั้งสองเดินออกมาจากร้านขายเครื่องดื่มมีลักษณะอาการขึงขัง ผู้เสียหายจึงไปหาบ๋อยโรงแรมเวกัส จำเลยทั้งสองเข้าไปที่โต๊ะสนุกเกอร์ในโรงแรมเวกัสบ๋อยโรงแรมโทรศัพท์แจ้งเจ้าพนักงานตำรวจ

เจ้าพนักงานตำรวจมาที่โรงแรม จำเลยที่ 1 เข้าใจว่าเจ้าพนักงานตำรวจที่มาเป็นพวกของผู้เสียหายจึงหยิบไม้ท่อนขึ้นมาจะตีผู้เสียหาย เจ้าพนักงานตำรวจจึงได้เข้าจับกุมจำเลยทั้งสองได้ เห็นว่า ผู้เสียหายไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 1 มาก่อน จึงไม่มีเหตุให้น่าสงสัยว่า จะเบิกความเป็นการปรักปรำจำเลยที่ 1 จึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้มาด้วยกันบนรถโดยสารประจำทางและจำเลยที่ 1 พูดเพื่อให้ผู้เสียหายยอมให้เสื้อฝึกงานแก่จำเลยที่ 2 จริง ที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่าไม่ได้ไปกับจำเลยที่ 2 ด้วยบนรถโดยสารประจำทางนั้น ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้เพราะถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ไปแล้วจำเลยที่ 1 จะรู้ได้อย่างไรว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าของเสื้อที่จำเลยที่ 2 เอามา

เพราะเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเข้ามาจับกุมนั้นจำเลยที่ 1 ก็เข้าใจว่าเป็นพวกของผู้เสียหายได้หยิบไม้ขึ้นมาจะทำร้ายผู้เสียหาย ข้อที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปคือ การกระทำของจำเลยที่ 1 จะเป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบมาได้ความว่า ผู้เสียหายเป็นนักเรียน จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ก็เป็นนักเรียนซึ่งเป็นวัยรุ่น ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 อยุ่ในอาการมึนเมาเมื่อจำเลยที่ 2 เอาเสื้อชุดฝึกงานของผู้เสียหายที่พาดบ่าไปแล้วได้ลงจากรถโดยสารประจำทางที่ป้ายถัดไป เดินเข้าไปในร้านขายเครื่องดื่ม แล้วเดินออกมาพบผู้เสียหาย ผู้เสียหายไปอยู่กับพนักงานโรงแรมเวกัส จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ก็ยังตามไปโรงแรมเวกัสที่ผู้เสียหายเข้าไปโดยจำเลยทั้งสองอยู่ที่โต๊ะสนุกเกอร์ในโรงแรมเวกัส

ตอนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะมาจับกุมนั้นได้ความจากคำของร้อยตำรวจโทไพบูลย์ พุทธรักษา รองสารวัตรสืบสวนสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลประชาชื่นขณะนั้นว่า เสื้อชุดฝึกงานของผู้เสียหายพาดอยู่ที่บ่าซ้ายของจำเลยที่ 2 พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ที่แสดงต่อผู้เสียหายซึ่งเป็นนักเรียนต่างโรงเรียนกันในขณะที่มีอาการมึนเมาโดยเอาเสื้อที่พาดบ่าผู้เสียหายไป เมื่อลงจากรถไปแล้วก็มิได้มีกิริยาที่จะหลบหนีหรือพาไปให้พ้น ทั้งยังตามไปในโรงแรมที่ผู้เสียหายเข้าไป โดยเสื้อที่เอาไปก็ยังพาดบ่าจำเลยที่ 2 อยู่นั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองที่เป็นวัยรุ่นเช่นนั้น เป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 มิได้มีเจตนาที่จะเอาไปเป็นของตนเองอันเป็นการแสดงเจตนาทุจริตเกี่ยวกับทรัพย์ที่เอาไป แต่เป็นที่เห็นได้ว่าที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 กระทำไปเช่นนั้นเป็นการแสดงอำนาจบาตรใหญ่ทำไปด้วยความคะนองเพื่อให้ผู้เสียหายเห็นว่า เป็นคนเก่งพอที่จะรังแกคนได้ตามวิสัยวัยรุ่นที่ความประพฤติไม่เรียบร้อยเท่านั้น

มิใช่เป็นการมุ่งหมายเพื่อจะได้ประโยชน์จากทรัพย์นั้นแต่ประการใด ทั้งตามคำให้การชึ้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 นั้นก็ได้ความว่าจำเลยที่ 2เอาเสื้อมาเพื่อจะแกล้งล้อเล่น ถือไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนาลักทรัพย์ การที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ทำการดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง แต่การที่จำเลยที่ 1พูดในลักษณะที่เป็นการขู่เข็ญผู้เสียหายว่าถ้าไม่ให้เสื้อจำเลยที่ 2จะเจ็บตัวจนผู้เสียหายยอมให้เสื้อไปนั้น เป็นการข่มขืนใจให้ผู้เสียหายต้องจำยอม โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อร่างกายอันเป็นความผิดต่อเสรีภาพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรกซึ่งความผิดดังกล่าวนี้เป็นส่วนหนึ่งของความผิดฐานชิงทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง จึงต้องลงโทษจำเลยที่ 1 ตามที่พิจารณาได้ความ..."

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309 วรรคแรก ลงโทษจำคุก 1 ปี จำเลยที่ 1 ถูกขังมาพอแก่โทษแล้วให้ปล่อยตัวไป.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อุดม เฟื่องฟุ้ง · ก้าน อันนานนท์ · อากาศ บำรุงชีพ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้