Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1080/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นเล็งยิงผู้เสียหายที่บริเวณหน้าอกในระยะห่างเพียง 1.5 เมตร โดยปกติกระสุนปืนจะกระจายออกเป็นวงทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ กลับปรากฏว่าผู้เสียหายมีบาดแผลถลอก และไม่พบบาดแผลที่บริเวณอื่นของร่างกาย แพทย์ลงความเห็นว่าใช้เวลาในการรักษา 5 ถึง 7 วัน และผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่ากระสุนปืนไม่ทะลุร่างกายและไม่ทะลุเสื้อ แสดงให้เห็นว่า กระสุนปืนไม่มีความรุนแรงพอที่จะทำอันตรายทะลุเสื้อและผิวหนังเข้าสู่ร่างกายของผู้เสียหาย อาวุธปืนที่จำเลยใช้ยิงผู้เสียหายจึงไม่มีความร้ายแรงพอที่จะทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้อย่างแน่แท้ เพราะเหตุอาวุธปืนซึ่งเป็นปัจจัยที่ใช้ในการกระทำความผิด การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพยายามกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 81 วรรคหนึ่ง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 288, 371 พระราชบัญญัตอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมูบ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัตอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 11 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ความผิดฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ โจทก์มีนางจำเนียร ฤทธิพลัด ผู้เสียหาย เด็กหญิงสุปราณี ฤทธิพลัด น้องผู้เสียหาย และเด็กชายสัญชัย ปานแก้ว หลานผู้เสียหาย เป็นประจักษ์พยาน ผู้เสียหายเบิกความว่าอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยได้ 1 ปีเศษ มีบุตรด้วยกัน 1 คน ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายกลับมาอยู่ที่บ้านของตน ส่วนบุตรอยู่กับจำเลยที่บ้านจำเลย ในวันเกิดเหตุจำเลยมาตามผู้เสียหายที่บ้านเกิดเหตุ

ขณะนั้นผู้เสียหาย เด็กหญิงสุปราณีและเด็กชายสัญชัยซึ่งนั่งดูโทรทัศน์อยู่ด้วยกันเบิกความยืนยันว่า จำเลยเรียกผู้เสียหายออกไปคุยนอกบ้าน ผู้เสียหายเพียงแต่เปิดหน้าต่างพูดกับจำเลยในระยะห่าง 1.5 เมตร จำเลยบอกให้ผู้เสียหายกลับไปดูแลบุตร ผู้เสียหายรับว่าจะไปและบอกให้จำเลยกลับไปก่อน แต่จำเลยยังไม่กลับ ผู้เสียหายเห็นจำเลยมีอาวุธปืนสั้นจึงเดินถอยหลัง 2 ก้าว จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย 1 นัด กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่หน้าอก แล้วจำเลยหลบหนีไป เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันมองเห็นกันได้ชัดเจน ประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสามปากต่างยืนยันในข้อสาระสำคัญตรงกันว่าจำเลยใช้อาวุธปืนสั้นยิงผู้เสียหาย 1 นัด ส่วนที่ประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสามเบิกความแตกต่างกันไปบ้างก็เป็นเพียงข้อปลีกย่อยไม่ถึงกับทำให้รูปคดีของโจทก์มีพิรุธ ในวันรุ่งขึ้นผู้เสียหายได้แจ้งความต่อร้อยตำรวจโทราชู

หนูนิล พนักงานสอบสวนว่าถูกจำเลยใช้อาวุธปืนยิง เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยมาดำเนินคดีในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้รับสารภาพว่าใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นยิงผู้เสียหายตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.5 และบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.9 ทั้งจำเลยนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพขณะจำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นยิงผู้เสียหายในระยะห่าง 1.5 เมตร ตามภาพถ่ายหมาย จ.2 พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้โดยปราศจากสงสัย ที่จำเลยนำสืบว่าวันเกิดเหตุจำเลยไปหาผู้เสียหายที่บ้านเกิดเหตุ แต่ไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายก็ดี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจขู่บังคับและทำร้ายร่างกายก็ดี

ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นยิงผู้เสียหายจริง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ที่จำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นเล็งยิงผู้เสียหายที่บริเวณหน้าอกในระยะห่างเพียง 1.5 เมตร โดยปกติกระสุนปืนจะกระจายออกเป็นวงทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ กลับปรากฏจากผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.4 ว่า ผู้เสียหายมีบาดแผลเป็นรอยซ้ำขนาด 1 คูณ 1 เซนติเมตร ที่เต้านมด้านซ้าย กดเจ็บแต่ไม่มีบาดแผลถลอก และไม่พบบาดแผลที่บริเวณอื่นของร่างกาย แพทย์ลงความเห็นว่าใช้เวลาในการรักษา 5 ถึง 7 วัน และผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า กระสุนปืนไม่ทะลุร่างกายและไม่ทะลุเสื้อแสดงให้เห็นว่า

กระสุนปืนไม่มีความรุนแรงพอที่จะทำอันตรายทะลุเสื้อและผิวหนังเข้าสู่ร่างกายของผู้เสียหาย อาวุธปืนที่จำเลยใช้ยิงผู้เสียหายจึงไม่มีความร้ายแรงพอที่จะทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้อย่างแน่แท้ เพราะเหตุอาวุธปืนซึ่งเป็นปัจจัยที่ใช้ในการกระทำความผิด การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพยายามกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81 วรรคหนึ่ง เท่านั้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 81 วรรคหนึ่ง จำคุก 5 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 กระทงละ 4 เดือนแล้ว เป็นโทษจำคุก 3 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมศักดิ์ เนตรมัย · สุภิญโญ ชยารักษ์ · ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้