Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1080/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ขณะศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แม้บทบัญญัติตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคแรกซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2534 มาตรา 18ยังไม่ใช้บังคับก็ตาม แต่ขณะที่โจทก์ทั้งสามยื่นฎีกาบทบัญญัติมาตราดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว คู่ความจะฎีกาได้หรือไม่ ต้องพิเคราะห์ตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับขณะยื่นฎีกา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 80,627 บาท โจทก์ที่ 2 ฎีกาว่า ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้น้อยไปขอให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 273,342 บาท ดังนี้ จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยที่ 1 จึงไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคแรก ที่แก้ไขใหม่

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสามสำนวนศาลชั้นต้นรวมพิจารณาพิพากษา โดยเรียกโจทก์สำนวนแรกว่าโจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์สำนวนที่สองว่าโจทก์ที่ 2และเรียกโจทก์สำนวนที่สามว่าโจทก์ที่ 3โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องมีใจความว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์จากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์บุคคลลัภย์ จำกัด จำเลยที่ 1และจำเลยที่ 2 ซึ่งมีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นเจ้าของและร่วมกันครอบครองรถยนต์บรรทุกและร่วมกันเป็นนายจ้างของนายสมานซึ่งขับรถโดยประมาทชนรถยนต์โจทก์ที่ 1 ที่เช่าซื้อมาโดยมีโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ขับและโจทก์ที่ 3 เป็นผู้โดยสารเป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายและโจทก์ที่ 2 กับโจทก์ที่ 3 ได้รับบาดเจ็บขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1จำนวน 114,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 288,342 บาท และแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 526,021.70 บาท

พร้อมดอกเบี้ยจำเลยทั้งสามให้การทั้งสามสำนวนมีใจความว่า โจทก์ที่ 1ไม่ได้เป็นเจ้าของไม่มีสิทธิครอบครองหรือใช้ประโยชน์รถยนต์คันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เช่าซื้อและรับมอบรถยนต์บรรทุกจากจำเลยที่ 2ผู้เป็นเจ้าของ และจ้างนายสมานเป็นลูกจ้างขับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้เป็นนายจ้างของนายสมานเหตุที่เกิดเนื่องจากโจทก์ที่ 2 ขับรถยนต์ด้วยความประมาทด้วยความเร็วสูงมิได้ชะลอหรือหยุดรถในขณะที่ฝนตกถนนลื่นนายสมานไม่ได้ประมาท หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดสุขุมวิทเฟิร์สคาร์เร้นท์ ผู้เป็นเจ้าของหรือตัวแทนผู้ครอบครองรถยนต์ที่เกิดเหตุไปแล้ว ค่าเสียหายตามฟ้องเกินกว่าความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้องระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องว่านายวิจิตรเป็นนายจ้างของนายสมานต้องร่วมรับผิดด้วย ขอให้เรียกเข้ามาเป็นจำเลยร่วม

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกตามขอจำเลยร่วมให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของ ไม่มีสิทธิครอบครองหรือใช้ประโยชน์รถยนต์คันเกิดเหตุจึงไม่ใช่ผู้เสียหาย จำเลยร่วมไม่ได้เป็นนายจ้างของนายสมานไม่ต้องร่วมรับผิด หลังเกิดเหตุ โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและชำระค่าเสียหายเรียบร้อยแล้วหนี้เป็นอันระงับ โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เสียหายในส่วนขาดรายได้ในการปฏิบัติงานไม่เกินคนละ 1,500 บาท คดีโจทก์ขาดอายุความขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามและจำเลยร่วม ร่วมกันชำระเงิน 80,627 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยและร่วมกันชำระเงิน 144,386.20 บาท แก่โจทก์ที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยยกฟ้องโจทก์ที่ 1โจทก์ทั้งสามสำนวน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยร่วมอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 57,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ย ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยร่วม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ทั้งสามสำนวนฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคแรก ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2534มาตรา 18 บัญญัติว่า "ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง

ฯลฯ แม้ขณะที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม2534 บทบัญญัติดังกล่าวจะยังไม่มีผลใช้บังคับตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2534มาตรา 2 ก็ตาม แต่ขณะที่โจทก์ทั้งสามสำนวนยื่นฎีกาเมื่อวันที่1 พฤศจิกายน 2534 นั้น บทบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้วคู่ความจะฎีกาได้หรือไม่ ต้องพิเคราะห์ตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะยื่นฎีกา คดีของโจทก์ที่ 1 มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติดังกล่าวที่โจทก์ที่ 1 ฎีกาว่าค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้นั้นน้อยไป ขอให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน114,000 บาท และพยานที่นำสืบฟังได้ว่า

จำเลยที่ 2 และที่ 3กับจำเลยร่วมเป็นนายจ้างของนายสมานต้องร่วมรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 ด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคแรก ที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ที่ 1 เป็นการไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับคดีของโจทก์ที่ 2 เฉพาะที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยกำหนดให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 80,627 บาท โจทก์ที่ 2 ฎีกาว่าค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้ดังกล่าวน้อยไป ขอให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 273,342 บาท

ดังนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยที่ 1 จึงไม่เกินสองแสนบาทและฎีกาของโจทก์ที่ 2 เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248วรรคแรก ที่แก้ไขใหม่ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ที่ 2 เฉพาะที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เป็นการไม่ชอบเช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในส่วนนี้แล้ววินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงตามฎีกาของโจทก์ที่ 2 เฉพาะที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยร่วม และตามฎีกาของโจทก์ที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยร่วมมิได้เป็นนายจ้างของนายสมานปัญหาตามฎีกาโจทก์ที่ 3 ว่า ค่าเสียหายของโจทก์ที่ 3 ที่ต้องขาดประโยชน์จากรายได้พิเศษนอกเหนือจากเงินเดือนอันจำเลยที่ 1ต้องรับผิดมีเพียงใดแล้วกำหนดให้เป็นจำนวน 40,000 บาทพิพากษาแก้เป็นว่า

สำหรับค่าขาดประโยชน์จากรายได้พิเศษของโจทก์ที่ 3 นั้น ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้แก่โจทก์ที่ 3 จำนวน40,000 บาท ส่วนฎีกาของโจทก์ที่ 1 และฎีกาของโจทก์ที่ 2ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ให้ยก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมิทธิ์ วราอุบล · สมาน เวทวินิจ · จิระ บุญพจนสุนทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1020/2567

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6381/2562

ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนของโจทก์แต่ละคน โดยโจทก์ทั้งสองสามารถฟ้องเรียกเฉพาะส่วนของตนโดยลำพังได้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงต้องถือตามจำนวนค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์แต่ละคนมีสิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4839/2562

การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ มิใช่เป็นคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องเองโดยตรง จึงต้องถือว่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3826/2562

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งหกในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดก ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งหก จึงเป็นเรื่องที…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2262/2562

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 6,000 บาท นับจากวันฟ้อง จำเลยให้การว่า จำเลยอยู่ในฐานะเป็นผู้ที่จะได้รับการจดทะเบียนอยู่ก่อน โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้