คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้ปืนยิงทำร้ายร่างกายโจทก์บาดเจ็บสาหัสแขนขวาเสียและขาซ้ายพิการเดินไม่ได้ รักษา 7-8 เดือนก็ไม่หายขอให้บังคับจำเลยใช้ค่ารักษาพยาบาล 3,000 บาท กับค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิด 7,000 บาท รวม 10,000 บาทจำเลยต่อสู้ว่า จำเลยใช้อาวุธปืนก็เพื่อป้องกันตัว เพราะโจทก์ทำร้ายจำเลย โจทก์ไม่ได้เสียหายดังฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่ารักษาพยาบาล 2,000 บาทค่าสินไหมทดแทนเพราะโจทก์ถูกทำร้ายอีก 6,000 บาท รวมเป็นเงิน8,000 บาทจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ให้ค่ารักษาพยาบาลเพียง 1,000 บาทค่าสินไหมทดแทน 3,000 บาท รวม 4,000 บาทจำเลยฎีกาว่า โจทก์เป็นผู้ก่อเหตุก่อน จำเลยจึงได้ยิงป้องกันตัวแม้จะเป็นการป้องกันเกินกว่าเหุตจำเลยย่อมไม่ต้องรับผิดโจทก์ฎีกาขอให้ใช้ค่าเสียหายเท่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 449มีว่า บุคคลใดเมื่อกระทำการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายฯ หากก่อให้เกิดเสียหายแก่ผู้อื่นไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นหาต้องรับผิดใช้สินไหมทดแทนไม่ ตามนี้ ที่จะเป็นนิรโทษกรรมนั้นต้องเป็นกระทำการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายอันได้รับยกเว้นโทษ แต่การกระทำของจำเลยแม้จะเป็นการป้องกันก็จริง แต่เกินสมควรแก่เหตุ ซึ่งในทางอาญาก็ยังต้องรับโทษ เช่นนี้จำเลยจะอาศัยมาตรา 449 มาปัดความรับผิดไม่ใช้ค่าสินไหมทดแทนหาได้ไม่ส่วนการกำหนดค่าสินไหมในมูลละเมิดนั้น มาตรา 438 ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด แต่ตามมาตรา 442 และ 223 ว่าค่าสินไหมทดแทนควรจะให้มากน้อยเพียงใดต้องพิเคราะห์ว่าฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเป็นข้อสำคัญเมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าโจทก์เป็นผู้ก่อ
จำเลยจึงได้ชักปืนออกยิง หาใช่อยู่ดี ๆ จำเลยข่มเหงยิงโจทก์ไม่ ทั้งบาดแผลที่ถูกยิงโจทก์ก็ไม่ได้รักษาตัวตามแผนปัจจุบันทางวิชาแพทย์ จะถือว่าความทุกข์ทรมานของโจทก์เนิ่นนานเพราะการกระทำของจำเลยโดยตรงฟังไม่ถนัด การคำนวณค่าสินไหมทดแทนจึงย่อมลดลงตามพฤติการณ์ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 442 ที่ศาลอุทธรณ์คำนึงถึงพฤติการณ์ดังกล่าวแล้วมาประกอบในการพิจารณาให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์รวม 4,000 บาท นับว่าเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน