Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2518 (เลขอ้างอิง 107879)

พ.ศ. 2518 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ที่พิพาทเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่ามาตั้งแต่ปี 2478 ต่อมามีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามในท้องที่ตำบลพรหมพิราม ฯลฯ พ.ศ.2487 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่า อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478 กำหนดเขตหวงห้ามในที่ดินดังกล่าว โดยหวงห้ามไว้เพื่อประโยชน์ในการจัดตั้งนิคมกสิกรตามพระราชบัญญัติจัด ที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2485 ซึ่งต่อมาได้มีพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ใช้บังคับต่อกันมา หลังจากนั้นทางราชการได้ประกาศจัดตั้งนิคมสร้างตนเองทุ่งสาน มีอาณาเขตคลุมถึงที่พิพาทด้วยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 246 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2515 ดังนี้ เห็นได้ว่าที่พิพาทมิใช่เป็นเพียงที่ดินรกร้างว่างเปล่าธรรมดา หากแต่เป็นที่ดินซึ่งได้หวงห้ามไว้เพื่อประโยชน์ทางราชการ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478 ตั้งแต่ปี 2487 ตลอดมาอีกด้วย แม้พระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478 จะได้ถูกยกเลิกไปโดยพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 4(6) แต่พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 10 ก็บัญญัติว่า ที่ดินซึ่งได้หวงห้ามไว้เพื่อประโยชน์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478 หรือตามกฎหมายอื่นอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ให้คงเป็นที่หวงห้ามต่อไปดังนั้น แม้โจทก์จะได้เข้าครอบครองและทำกินในที่พิพาทมาตั้งแต่ปี 2507 จนบัดนี้ ก็เป็นการเข้ายึดถือที่ดินซึ่งทางราชการได้ประกาศหวงห้ามแล้วเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายหากจะถือว่าโจทก์ได้สิทธิ ครอบครอง ก็ไม่อาจใช้สิทธิ+จำเลยซึ่งเป็นหน่วยราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐได้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้ง ๑๙ สำนวนนี้ และคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๔๙/๒๕๑๖ ของศาลชั้นต้นซึ่งไม่มีฎีกา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โจทก์ทั้งสิบเก้าสำนวนฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นทำนองเดียวกันว่า โจทก์แต่ละสำนวนเป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินคนละแปลง ตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องแต่ละสำนวนต่อมาวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๑๕ ได้มีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๔๖ ให้จัดตั้งนิคมสร้างตนเองขึ้นในที่ดินของรัฐ ในเขตท้องที่อำเภอพรหมพิราม และอำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดจึงได้โอนการจัดตั้งนิคมสร้างตนเองทุ่งสานให้แก่จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ แต่งตั้งจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองทุ่งสานเพื่อดำเนินการจัดสรรที่ดินที่นิคมทุ่งสานต่อไป จำเลยที่ ๒ จึงอ้างว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเข้าไปทำกินในที่ดินที่โจทก์เคยทำกินมาก่อน จำเลยที่ ๒ กับบริวารได้เข้าไปรบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์ กับนำที่ดินของโจทก์ไปจัดสรรให้แก่บุคคลอื่นซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ขอให้ศาลพิพากษาว่าคำสั่งของจำเลยซึ่งห้ามโจทก์เข้าครอบครองที่ดินของโจทก์ และจะนำที่ดินของโจทก์ไปจัดสรรแก่บุคคลอื่นซึ่งไม่มีสิทธิดีกว่าโจทก์ ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ห้ามจำเลยและบริวารมิให้มารบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองทั้งสิบเก้าสำนวนให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ไม่เคยครอบครองที่ดินตามที่กล่าวมาในฟ้อง และทางราชการก็ไม่เคยรับรองหรืออนุญาตให้โจทก์เข้าครอบครองที่ดินดังกล่าว ฯลฯ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินที่ทางราชการหวงห้ามตั้งแต่ปี ๒๔๗๔ ตลอดมาพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งยี่สิบสำนวน โจทก์ทั้งยี่สิบสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งสิบเก้าสำนวน เว้นแต่สำนวนคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๔๙/๒๕๑๖ ของศาลชั้นต้น ฎีกา ในปัญหาที่ว่า โจทก์มีสิทธิในที่พิพาทแต่ละสำนวนหรือไม่นั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์จำเลยยอมรับฟังข้อเท็จจริงกันแล้วว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่ามาตั้งแต่ปี ๒๔๗๘ ต่อมาปี ๒๔๘๗ มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามในที่ดินดังกล่าว โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.๒๔๗๘ คือ พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดินในท้องที่ตำบลพรหมพิราม ตำบลหนองแขม ตำบลมะต้อง ตำบลฆ้อง ตำบลหอกลอง ตำบลวัดโบสถ์ และตำบลท่างาม อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก พ.ศ.๒๔๘๗ ซึ่งปัจจุบันหมายถึงเขตการปกครองท้องที่ตำบลพรหมพิราม ตำบลหนองแขม ตำบลมะต้อง ตำบลวงฆ้อง ตำบลหอกลอง ตำบลทับยายเชียง อำเภอพรหมพิราม และตำบลวัดโบสถ์ ตำบลท่างาม

ตำบลท้อแท้ อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก เป็นที่หวงห้ามไว้เพื่อประโยชน์ในการจัดตั้งนิคมกสิกร ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.๒๔๘๕ ซึ่งต่อมาได้มีพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.๒๕๑๑ ใช้บังคับติดต่อกันมาหลังจากนั้นทางราชการได้ประกาศจัดตั้งนิคมสร้างตนเองทุ่งสานในท้องที่อำเภอพรหมพิรามและ อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งมีอาณาเขตที่ดินคลุมถึงที่พิพาทดังกล่าวด้วยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๔๖ ลงวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๑๕ จึงเห็นได้ว่าที่พิพาทมิใช่เป็นเพียงที่ดินรกร้างว่างเปล่าธรรมดา หากแต่เป็นที่ดินซึ่งได้หวงห้ามไว้เพื่อประโยชน์ทางราชการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

พ.ศ.๒๔๗๘ ตั้งแต่ปี ๒๔๘๗ ตลอดมาอีกด้วย แม้พระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.๒๔๗๘ จะได้ถูกยกเลิกไปโดยพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.๒๔๙๗ มาตรา ๔(๖) แต่พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.๒๔๙๗ มาตรา ๑๐ ก็บัญญัติว่า ที่ดินซึ่งได้หวงห้ามไว้เพื่อประโยชน์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.๒๔๗๘ หรือตามกฎหมายอื่นอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับให้คงเป็นที่หวงห้ามต่อไป ดังนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่าแม้จะฟังตามที่โจทก์แถลงว่าได้เข้าทำกินและครอบรองในที่พิพาทมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๗ จนบัดนี้ ก็เป็นการเข้ายึดถือที่ดินซึ่งทางราชการได้ประกาศหวงห้ามแล้ว เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย หากจะถือว่าโจทก์ได้สิทธิครอบครองแต่ก็ไม่อาจใช้สิทธิยันจำเลยซึ่งเป็นหน่วยราชการของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐได้

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กฤษณ์ โสภิตกุล · ยงยุทธ เลอลภ · ธวัช สิทธิชัย
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดพิษณุโลก - นายวิรัตน์ ลัทธิวงศกร
ศาลอุทธรณ์ - นายสุวัฒน์ รัตรสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้