Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10759/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่ ซ. และครอบครัวเข้ามาทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นเพราะกรมประชาสงเคราะห์ จัดสรรที่ดินของรัฐให้ราษฎรเข้ามาทำกิน แต่ ซ. จะได้สิทธิเป็นเจ้าของที่ดินนั้น จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่ พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 11, 22 และ 26 กำหนดไว้อีกหลายประการ ทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองไม่ปรากฏว่า ซ. ได้สมัครเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองโพนพิสัยและเข้าทำประโยชน์ในที่ดินถูกต้องครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้แล้วหรือไม่ อีกทั้ง ซ. กับ จ. ไม่ได้ยื่นคำร้องขอออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) ไว้ก่อน เจ้าหน้าที่ของนิคมสร้างตนเองโพนพิสัยจึงไม่ได้มาตรวจสอบว่าเข้าทำประโยชน์อยู่จริงหรือไม่ แม้โจทก์ทั้งสองจะอ้างใบเสร็จการเสียภาษีบำรุงท้องที่ของ ซ. กับ จ. เป็นพยานก็ไม่ใช่หลักฐานที่ยืนยันว่าผู้ชำระเงินได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินอย่างแท้จริง เมื่อกรมประชาสงเคราะห์ยังไม่ได้ออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) ให้ ซ. หรือ จ. ที่ดินพิพาทจึงยังคงเป็นที่ดินของรัฐซึ่งรัฐสามารถนำมาจัดสรรใหม่ได้ แต่นิคมสร้างตนเองโพนพิสัยให้โอกาสจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทและครอบครองทำประโยชน์อยู่ในเวลานั้นเพียงรายเดียว อีกทั้งมีคุณสมบัติครบถ้วนสมัครเข้าเป็นสมาชิกก่อนรายอื่น ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 สมัครเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองโพนพิสัยและยังครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ก็เพื่อให้รัฐออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) ให้ตนเองในฐานะหัวหน้าครอบครัว ไม่ใช่สวมสิทธิการทำกินของบิดามารดาแต่อย่างใด เมื่อกรมประชาสงเคราะห์ออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) เลขที่ 836 ให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธินำหนังสือดังกล่าวไปขอออกโฉนดตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 3493 ตำบลปากคาด อำเภอปากคาด จังหวัดหนองคาย (บึงกาฬ) เป็นของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ทรัพย์มรดกตกทอดของ ซ. และ จ. จำเลยที่ 1 เจ้าของที่ดินจึงขอแบ่งแยกและโอนที่ดินให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 11 พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 22 พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 26

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 3493, 8999, 9000, 9001, 9002, 9003, 9004, 9005 และ 9006 ตำบลปากคาด อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ถึงที่ 5 และดำเนินการเพิกถอนคำขอแบ่งแยกที่ดิน พร้อมให้รวมที่ดินที่แบ่งแยกทุกแปลงให้กลับเป็นที่ดินแปลงเดียวตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3493 เดิม ให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเข้าเป็นเจ้าของร่วมในที่ดินโฉนดเลขที่ 3493 ตำบลปากคาด อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ คนละ 1 ใน 6 ส่วน หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และหากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองคนละ 1 ใน 6 ส่วน ได้ ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินค่าที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 300,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์ทั้งสองเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าไปดำเนินการเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ถึงที่ 5 ของโฉนดเลขที่ 3493, 8999, 9000, 9001, 9002, 9003, 9004, 9005 และ 9006 ตำบลปากคาด อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ และเพิกถอนคำขอแบ่งแยกที่ดินและให้รวมที่ดินที่แบ่งแยกทุกแปลงให้กลับเป็นที่ดินแปลงเดียวตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3493 ตำบลปากคาด อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ ให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเข้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 3493 ตำบลปากคาด อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ คนละ 1 ใน 6 ส่วน หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 และที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายซุยกับนางจันทร์ โดยมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 6 คน คือ นางมลิซ้อน นายวิโรจน์ จำเลยที่ 1 นางปราณี โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ตามลำดับ สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรนางมลิซ้อน ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นบุตรนางปราณี จำเลยที่ 5 เป็นบุตรของนายวิโรจน์ เดิมที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3493 ตำบลปากคาด อำเภอปากคาด จังหวัดหนองคาย (บึงกาฬ) เนื้อที่ 26 ไร่ 81 ตารางวา เป็นที่ดินที่นายซุยกับนางจันทร์ได้รับจัดสรรให้เข้ามาทำกินตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ

พ.ศ.2511 นายซุยกับนางจันทร์เข้าครอบครองและเสียภาษีบำรุงท้องที่ ต่อมาปี 2516 นายซุยถึงแก่ความตาย จากนั้นนางจันทร์กับจำเลยที่ 1 ได้ครอบครองและเสียภาษีบำรุงท้องที่ เมื่อปี 2521 นางจันทร์ถึงแก่ความตาย จากนั้นจำเลยที่ 1 สมัครเป็นสมาชิกของนิคมสร้างตนเองโพนพิสัยและเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา กรมประชาสงเคราะห์ออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) เลขที่ 836 แปลงที่ 10 ตำบลปากคาด อำเภอปากคาด จังหวัดหนองคาย ให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาปี 2541 จำเลยที่ 1 นำหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) แปลงดังกล่าวไปขอออกโฉนดเป็นโฉนดเลขที่ 3493 ปี 2555 จำเลยที่ 1 ขอแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3493 ออกจากกันอีก 8 แปลง เป็นโฉนดเลขที่ 8999 ถึง 9006 ตามลำดับ จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินโฉนดเลขที่ 8999 ให้แก่จำเลยที่ 2 โฉนดเลขที่ 3493 (แปลงคง) ให้แก่จำเลยที่ 3 โฉนดเลขที่ 9000, 9001 และ 9003 ถึง 9005 ให้แก่จำเลยที่ 4 และโฉนดเลขที่ 9002 และ 9006 ให้แก่จำเลยที่ 5

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองเพียงประการเดียวว่า ที่ดินพิพาทตามโฉนดเลขที่ 3493 ตำบลปากคาด อำเภอปากคาด จังหวัดหนองคาย (บึงกาฬ) เป็นทรัพย์มรดกของนายซุยกับนางจันทร์หรือไม่ เห็นว่า การที่นายซุยและครอบครัวเข้ามาทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นเพราะกรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย จัดสรรที่ดินของรัฐให้ราษฎรเข้ามาทำกิน แต่นายซุยซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวจะได้สิทธิเป็นเจ้าของที่ดินนั้นต่อไปได้ นายซุยจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 กำหนดไว้อีกหลายประการกล่าวคือ มาตรา 22 กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเอง มาตรา 26 กำหนดว่า หลังจากผู้ปกครองนิคมได้ชี้เขตที่ดินให้สมาชิกเข้าทำประโยชน์แล้ว

อธิบดีกรมประชาสงเคราะห์จะออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ ซึ่งสมาชิกนิคมต้องจัดที่ดินให้เกิดประโยชน์ (การเกษตร) ให้แล้วเสร็จภายในห้าปี นับแต่วันที่อพยพครอบครัวเข้าอยู่ประจำในที่ดิน โดยมีเงื่อนไขว่าภายในปีแรกต้องทำประโยชน์ให้ได้อย่างน้อยหนึ่งในสิบส่วนของที่ดินที่ได้รับมอบ ถ้าทำไม่ได้ให้สมาชิกนิคมนั้นขาดสิทธิเข้าทำประโยชน์และถ้าภายในสี่ปีต่อมายังทำประโยชน์ไม่ได้เต็มเนื้อที่ ก็ให้ได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์เฉพาะส่วนที่ได้ทำประโยชน์เท่านั้น นอกจากนี้ในการขอออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ยังวางหลักเกณฑ์ไว้ในมาตรา 11 ว่า นอกจากสมาชิกนิคมได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินแล้ว สมาชิกนิคมต้องเป็นสมาชิกเป็นเวลาเกินกว่าห้าปี

ทั้งได้ชำระเงินช่วยทุนที่รัฐบาลได้ลงไปและชำระหนี้เกี่ยวกับกิจการของนิคมให้แก่ทางราชการเรียบร้อยแล้ว แต่ทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองไม่ปรากฏว่า นายซุยได้สมัครเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองโพนพิสัยและเข้าทำประโยชน์ในที่ดินถูกต้องครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้แล้วหรือไม่ อีกทั้งนายซุยกับนางจันทร์ไม่ได้ยื่นคำร้องขอออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) ไว้ก่อน เจ้าหน้าที่ของนิคมสร้างตนเองโพนพิสัยจึงไม่ได้มาตรวจสอบว่า นายซุยหรือนางจันทร์เข้าครอบครองทำประโยชน์ (การเกษตร) อยู่จริงหรือไม่ เป็นเนื้อที่เท่าใด แม้โจทก์ทั้งสองจะอ้างใบเสร็จการเสียภาษีบำรุงท้องที่ของนายซุยกับนางจันทร์เป็นพยานก็ไม่ใช่หลักฐานที่ยืนยันว่า ผู้ชำระเงินได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินอย่างแท้จริง

เมื่อกรมประชาสงเคราะห์ยังไม่ได้ออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) ให้นายซุยหรือนางจันทร์เช่นนี้ที่ดินพิพาทจึงยังคงเป็นที่ดินของรัฐซึ่งรัฐสามารถนำมาจัดสรรใหม่ได้ แต่นิคมสร้างตนเองโพนพิสัยให้โอกาสจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทและครอบครองทำประโยชน์อยู่ในเวลานั้นเพียงรายเดียว อีกทั้งมีคุณสมบัติครบถ้วนสมัครเข้าเป็นสมาชิกก่อนรายอื่น จำเลยที่ 1 ก็เบิกความต่อสู้ว่า พี่น้องคนอื่น ๆ ย้ายไปอยู่ที่อื่นหรือขาดคุณสมบัติการเข้าเป็นสมาชิก ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 สมัครเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองโพนพิสัยและยังครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมาก็เพื่อให้รัฐออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) ให้ตนเองในฐานะหัวหน้าครอบครัว

ไม่ใช่สวมสิทธิการทำกินของบิดามารดาแต่อย่างใด เมื่อกรมประชาสงเคราะห์ออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) เลขที่ 836 ให้จำเลยที่ 1 แสดงว่า กรมประชาสงเคราะห์ทำการตรวจสอบแล้วว่า จำเลยที่ 1 เข้าทำประโยชน์และมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 กำหนดไว้ จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธินำหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) เลขที่ 836 ไปขอออกโฉนดตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ ข้อเท็จจริงฟังว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 3493 ตำบลปากคาด อำเภอปากคาด จังหวัดหนองคาย (บึงกาฬ) เป็นของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ทรัพย์มรดกตกทอดของนายซุยและนางจันทร์ ดังนั้น จำเลยที่ 1เจ้าของที่ดินจึงขอแบ่งแยกและโอนที่ดินให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิจิตร วิสุชาติ · จินดา ปัณฑะโชติ · ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดบึงกาฬ - นายเฉลิมธันว์ สุขะปุณณพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายสม กุมศัสตรา
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.2090/2558
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ409/2556
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ130/2557
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2562 (เลขอ้างอิง 636360)

การครอบครองที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน. 5) ของโจทก์เป็นการครอบครองโดยได้รับอนุญาตจากนิคมที่โจทก์เป็นสมาชิกอยู่ ซึ่งโจทก์จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติรวมทั้งระเบียบของนิคม หากโจทก์ไม่ปฏิบัติ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 113/2561

ร. ได้รับการคัดเลือกให้เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ตามที่กฎหมายกำหนด หาก ร. ทำผิดเงื่อนไข รัฐจะเอาคืนเสียเมื่อใด…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2864/2559

ว. ได้รับคัดเลือกให้เข้าไปอยู่ในที่ดินพิพาทโดยเป็นการเข้าไปอยู่อาศัยในที่ดินของรัฐตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขดังที่กฎหมายบัญญัติ หากกระทำผิดเง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8445/2558

แม้ พ.ร.บ. จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 11 และมาตรา 12 กำหนดให้ทางราชการออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ให้แก่สมาชิกนิคมที่ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินซึ่งสมาชิกสามารถนำหนังสือดังกล่าวไปขอออกโฉนดหร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8624/2557

การที่ทายาทจะเข้าเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองแทนสมาชิกที่ตายก่อนได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินได้ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 30 นั้น ต้องผ่านการพิจารณาคัดเลื…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้