Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10742/2559

พ.ศ. 2559 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 45 วรรคท้าย แห่ง พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.เทศบาล (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2519 แต่งตั้งคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีชั่วคราว มีจำเลยที่ 1 เป็นนายกเทศมนตรี กับพวกอีก 4 คน เป็นเทศมนตรี เท่าจำนวนของคณะเทศมนตรีที่ต้องออกจากตำแหน่งทั้งคณะตามคำวินิจฉัยของสภาเทศบาล ตามคำสั่งจังหวัดอุดรธานีที่ 557/2542 ลงวันที่ 3 มีนาคม 2542 นั้น เป็นกรณีแต่งตั้งคณะเทศมนตรีชั่วคราวโดยชอบด้วยบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว และต่อมาวันที่ 8 มีนาคม 2542 ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีประกาศแต่งตั้งคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีขึ้นใหม่ มีจำเลยที่ 1 เป็นนายกเทศมนตรี และเทศมนตรีชั่วคราวชุดเดิมเป็นเทศมนตรี ตามประกาศจังหวัดอุดรธานี ลงวันที่ 8 มีนาคม 2542 แต่เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1151/2542 ให้เพิกถอนประกาศแต่งตั้งคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีดังกล่าว ซึ่งระหว่างนั้น พ.ร.บ.เทศบาล (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2542 แล้ว โดยมีมาตรา 3 และมาตรา 6 ให้ยกเลิกความในมาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496 (ฉบับเดิม) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.เทศบาล (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2519 ที่กำหนดว่า ในกรณีที่คณะเทศมนตรีต้องออกจากตำแหน่งทั้งคณะ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งผู้ที่เห็นสมควรเท่าจำนวนของคณะเทศมนตรีที่ต้องออกจากตำแหน่งให้เป็นคณะเทศมนตรีชั่วคราวเพื่อดำเนินกิจการของเทศบาลไปจนกว่าจะได้แต่งตั้งคณะเทศมนตรีขึ้นใหม่ และแก้ไขใหม่ตามมาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ.เทศบาล (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2542 ว่า "ในระหว่างที่ไม่มีคณะเทศมนตรี ให้ปลัดเทศบาลปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีเป็นการชั่วคราวเท่าที่จำเป็นได้จนกว่าคณะเทศมนตรีที่แต่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่" ก็ตาม แต่กฎหมายฉบับใหม่นี้มิได้กล่าวถึงสถานะของคณะเทศมนตรีชั่วคราวซึ่งแต่งตั้งขึ้นตามกฎหมายฉบับเดิมว่าจะให้ดำรงอยู่ในสถานะใด เช่นนี้ คณะเทศมนตรีนครอุดรธานีชั่วคราวซึ่งแต่งตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายฉบับเดิม จึงยังคงมีสถานะเป็นคณะเทศมนตรีชั่วคราว รวมทั้งมีอำนาจและหน้าที่ดำเนินกิจการของเทศบาลนครอุดรธานีไปจนกว่าจะมีการส่งมอบงานในหน้าที่ให้แก่ปลัดเทศบาลนครอุดรธานีปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีนครอุดรธานีเป็นการชั่วคราวต่อไปจนกว่าคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีที่แต่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ เมื่อขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ส่งมอบงานในหน้าที่ให้แก่ปลัดเทศบาลนครอุดรธานี และได้ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่นายกเทศมนตรีนครอุดรธานีในการบริหารงานของเทศบาลนครอุดรธานีต่อไป ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์อ้างในฟ้อง จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าพนักงานตามกฎหมาย การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. รับเรื่องร้องเรียน แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน ลงมติว่าจำเลยที่ 1 มีมูลความผิดอาญา กับส่งรายงานเอกสารและความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องคดีนี้ เป็นการกระทำที่มีอำนาจกระทำได้ ถือว่ามีการสอบสวนแล้ว พนักงานอัยการย่อมอ้างรายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดังกล่าวเป็นสำนวนการสอบสวนเพื่อยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ได้

เนื้อความคำพิพากษา

โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง แม้โจทก์นำ ช. เข้าเบิกความในชั้นพิจารณาโดยทำบันทึกคำเบิกความพยานแทนการซักถามพยานต่อหน้าศาล แต่ก็ไม่ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยคัดค้าน ทั้งยังถามค้านพยานต่อมาอีกหลายนัดจนเสร็จการสืบพยานดังกล่าว ก็ไม่ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยได้คัดค้านเช่นกัน ดังนี้ จำเลยที่ 5 จะยกขึ้นเถียงในชั้นฎีกาว่า การสืบพยานดังกล่าวขัดต่อวิธีพิจารณาความอาญาหาได้ไม่ และแม้คำเบิกความของ ช. ดังกล่าวจะเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อคำนึงถึงตามสภาพ ลักษณะ

ข้อมูลคดี

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.3375/2556
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ1181/2552
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ1149/2554
แหล่งที่มา
และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ คำเบิกความของ ช. จึงรับฟังได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่เป็นกรรมการจัดซื้อที่ดินร่วมกันลงนามในรายงานการประชุมและบันทึกผลการจัดซื้อที่ดินว่ามีการประชุมและต่อรองราคาที่ดินซึ่งความจริงไม่ได้มีการประชุมและต่อรองราคาที่ดินแต่อย่างใด ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติงานในตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครอุดรธานี มีหน้าที่รับเอกสารลงนามรับรองรายงานการประชุมและบันทึกผลการจัดซื้อที่ดินที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เสนอให้พิจารณาอนุมัติจัดซื้อซึ่งตนมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการจัดทำเอกสารดังกล่าวด้วย การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ลงนามรับรองว่าได้กระทำการดังกล่าวเป็นการร่วมกันรับรองเอกสารเท็จและรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 จึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 162 (1) (4) ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่เป็นกรรมการจัดซื้อที่ดินให้แก่เทศบาลนครอุดรธานี ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติงานในฐานะนายกเทศมนตรีนครอุดรธานีและเป็นผู้แต่งตั้งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นคณะกรรมการจัดซื้อที่ดิน แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นกรรมการจัดซื้อที่ดิน แต่มีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ มิให้เป็นการเสียหายแก่รัฐและเทศบาลนครอุดรธานี การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ร่วมกันจัดซื้อที่ดินจาก ท. ในราคาไร่ละ 286,000 บาท ทั้ง ๆ ที่ที่ดินมีราคาเพียงไร่ละ 50,000 บาท เท่านั้น ทำให้เทศบาลนครอุดรธานีเสียหายต้องซื้อที่ดินในราคาสูงกว่าราคาที่แท้จริงมาก และจำเลยที่ 1 ไม่ตรวจสอบการจัดซื้อที่ดินให้ถูกต้องตามระเบียบ ทั้งยังออกเช็คสั่งจ่ายเงินผิดระเบียบเพราะไม่จ่ายให้แก่เจ้าหนี้หรือคู่สัญญาโดยตรงหรือในนามของผู้มอบฉันทะ แต่กลับไปจ่ายให้แก่จำเลยที่ 7 ผู้รับมอบอำนาจ ดังนี้ พฤติการณ์บ่งชี้ชัดแจ้งว่าเป็นการร่วมรู้เห็นกันมาแต่ต้นในการจัดซื้อที่ดิน เป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐและเทศบาลนครอุดรธานีแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 จึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 ประกอบมาตรา 83โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 90, 151, 157 และ 162 จำเลยทั้งเจ็ดให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (ที่ถูก มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว จึงไม่จำต้องปรับบททั่วไปตามมาตรา 157 อีก) และมาตรา 162 (1) (4) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 151 ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี คำให้การของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ในชั้นไต่สวนของคณะอนุกรรมการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 มีกำหนดคนละ 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 162 (1) (4) ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 7 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 7 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยทั้งเจ็ดฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา นายพรชัย บุตรจำเลยที่ 7 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 7 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2558 โจทก์ไม่ค้าน ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 7 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องสำหรับจำเลยที่ 7 ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 7 เสียจากสารบบความ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า หลังจากนายสวัสดิ์ นายกเทศมนตรีนครอุดรธานี ได้สิ้นสุดสมาชิกภาพตามคำวินิจฉัยของสภาเทศบาลนครอุดรธานี ให้ออกตามมาตรา 19 (6) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 ในคราวประชุมสภาเทศบาลนครอุดรธานี สมัยวิสามัญ สมัยที่ 1 ครั้งที่ 1/2542 เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2542 เป็นเหตุให้เทศมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 45 (3) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 45 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2519 แต่งตั้งคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีชั่วคราว มีจำเลยที่ 1 เป็นนายกเทศมนตรี นายอิทธิพล นายสืบวงศ์ นายสมพล และนายสุรัตน์ เป็นเทศมนตรี ตามคำสั่งจังหวัดอุดรธานี ที่ 557/2542 ลงวันที่ 3 มีนาคม 2542 ต่อมาวันที่ 8 มีนาคม 2542 ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีประกาศแต่งตั้งคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีชุดใหม่ มีจำเลยที่ 1 เป็นนายกเทศมนตรี และเทศมนตรีชั่วคราวชุดเดิมเป็นเทศมนตรี ตามประกาศจังหวัดอุดรธานี ลงวันที่ 8 มีนาคม 2542 หลังจากนั้นวันที่ 18 มีนาคม 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1151/2542 ให้เพิกถอนประกาศแต่งตั้งคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 ยังคงใช้ตำแหน่งหน้าที่นายกเทศมนตรีนครอุดรธานีชั่วคราวบริหารงานของเทศบาลนครอุดรธานีต่อไป โดยวันที่ 24 พฤษภาคม 2542 จำเลยที่ 1 จัดประชุมสภาเทศบาลนครอุดรธานี สมัยวิสามัญ สมัยที่ 3 ประจำปี 2542 ครั้งที่ 2 เสนอญัตติขอยืมเงินสะสมของเทศบาลเป็นค่าจัดซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างแหล่งน้ำและระบบบำบัดน้ำเสียโรงฆ่าสัตว์จำนวน 20,000,000 บาท กับขอความเห็นชอบในการทำกิจการนอกเขตเทศบาล เพื่อจัดซื้อที่ดินบริเวณใกล้เคียงโรงฆ่าสัตว์ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านดอนพู่ ตำบลหนองนาคำ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี และสภาเทศบาลนครอุดรธานีมีมติเห็นชอบ วันที่ 25 พฤษภาคม 2542 จำเลยที่ 1 ลงนามอนุมัติในบันทึกข้อความการจัดซื้อที่ดิน วันที่ 26 พฤษภาคม 2542 จำเลยที่ 1 ลงนามประกาศจัดซื้อที่ดินเพื่อใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างแหล่งน้ำและระบบบำบัดน้ำเสียโรงฆ่าสัตว์โดยวิธีพิเศษในวันที่ 7 มิถุนายน 2542 และวันที่ 28 พฤษภาคม 2542 จำเลยที่ 1 แต่งตั้งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นคณะกรรมการจัดซื้อที่ดินโดยวิธีพิเศษ ตามคำสั่งเทศบาลนครอุดรธานี ที่ 365/2542 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2542 ปรากฏว่าในวันนัดยื่นซองเสนอราคาไม่มีผู้ใดมาเสนอขายที่ดิน จำเลยที่ 1 จึงลงนามอนุมัติให้ขยายระยะเวลายื่นซองเสนอราคาออกไปเป็นวันที่ 10 มิถุนายน 2542 ปรากฏว่าในวันนัดมีผู้เสนอขายที่ดินเพียงรายเดียวคือนางทองวัน ผู้มีกรรมสิทธิ์ที่ดินรวม 6 แปลง ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 87911 ถึง 87915 ตำบลหนองนาคำ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี และตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2217 ตำบลหนองบุ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่รวม 68 ไร่ 3 งาน 38 ตารางวา โดยมีจำเลยที่ 7 เป็นผู้รับมอบอำนาจเสนอขายที่ดินดังกล่าวแก่เทศบาลนครอุดรธานี ในวันเดียวกันจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการจัดซื้อที่ดินเป็นผู้จดบันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการจัดซื้อที่ดิน โดยวิธีพิเศษ ครั้งที่ 2/2542 เมื่อเวลา 11.10 นาฬิกา และครั้งที่ 3/2542 เมื่อเวลา 13.30 นาฬิกา ว่ามีการต่อรองราคาที่ดินกับผู้ขายจากราคาไร่ละ 350,000 บาท ลดลงเหลือไร่ละ 286,000 บาท มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ลงลายมือชื่อในรายงานการประชุมดังกล่าวและในบันทึกผลการจัดซื้อที่ดินเสนอจำเลยที่ 1 เพื่อพิจารณาอนุมัติจัดซื้อที่ดิน โดยในวันเดียวกันนั้นจำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลยที่ 7 ตกลงจะซื้อที่ดินทั้งหกแปลงดังกล่าวในราคาไร่ละ 286,000 บาท รวมเป็นเงิน 19,689,670 บาท ต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน 2542 คณะกรรมการตรวจรับพัสดุได้ตรวจรับที่ดินดังกล่าว และวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ได้มอบอำนาจให้นางสาวอัมพร หัวหน้างานนิติการเทศบาลนครอุดรธานี ไปทำสัญญาและจดทะเบียนซื้อขายที่ดินดังกล่าวแทนโดยมีนางทองวันลงลายมือชื่อเป็นผู้ขายในหนังสือสัญญาขายที่ดิน หลังจากนั้นวันที่ 9 มิถุนายน 2542 เทศบาลนครอุดรธานีได้เปิดบัญชีที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเจริญศรีคอมเพล็กซ์ ซึ่งมีที่ทำการอยู่ในศูนย์การค้าเจริญศรีคอมเพล็กซ์ วันที่ 14 มิถุนายน 2542 จำเลยที่ 1 และนายวรพงษ์ ปลัดเทศบาลนครอุดรธานีร่วมกันลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายในเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเจริญศรีคอมเพล็กซ์ ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2542 จำนวนเงิน 19,689,670 บาท ให้แก่จำเลยที่ 7 หรือผู้ถือเป็นค่าซื้อที่ดินดังกล่าวและวันเดียวกันจำเลยที่ 7 นำเช็คนั้นไปเบิกเงินจากธนาคารแล้ว ต่อมาวันที่ 22 กรกฎาคม 2542 นายจักรทิพย์ สมาชิกสภาเทศบาลนครอุดรธานี ทำหนังสือร้องเรียนเรื่องการซื้อที่ดินรายนี้ไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 6 จังหวัดอุดรธานี มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 45 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2519 แต่งตั้งคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีชั่วคราว มีจำเลยที่ 1 เป็นนายกเทศมนตรี กับพวกอีก 4 คน เป็นเทศมนตรี เท่าจำนวนของคณะเทศมนตรีที่ต้องออกจากตำแหน่งทั้งคณะตามคำวินิจฉัยของสภาเทศบาล ตามคำสั่งจังหวัดอุดรธานีที่ 557/2542 ลงวันที่ 3 มีนาคม 2542 นั้น เป็นกรณีแต่งตั้งคณะเทศมนตรีชั่วคราวโดยชอบด้วยบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว และต่อมาวันที่ 8 มีนาคม 2542 ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีประกาศแต่งตั้งคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีขึ้นใหม่ มีจำเลยที่ 1 เป็นนายกเทศมนตรี และเทศมนตรีชั่วคราวชุดเดิมเป็นเทศมนตรี ตามประกาศจังหวัดอุดรธานี ลงวันที่ 8 มีนาคม 2542 แต่เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1151/2542 ให้เพิกถอนประกาศแต่งตั้งคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีดังกล่าว ซึ่งระหว่างนั้นพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2542 แล้ว โดยมีมาตรา 3 และมาตรา 6 ให้ยกเลิกความในมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 (ฉบับเดิม) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2519 ที่กำหนดว่า ในกรณีที่คณะเทศมนตรีต้องออกจากตำแหน่งทั้งคณะ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งผู้ที่เห็นสมควรเท่าจำนวนของคณะเทศมนตรีที่ต้องออกจากตำแหน่งให้เป็นคณะเทศมนตรีชั่วคราว เพื่อดำเนินกิจการของเทศบาลไปจนกว่าจะได้แต่งตั้งคณะเทศมนตรีขึ้นใหม่ และแก้ไขใหม่ตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2542 ว่า "ในระหว่างที่ไม่มีคณะเทศมนตรี ให้ปลัดเทศบาลปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีเป็นการชั่วคราวเท่าที่จำเป็นได้จนกว่าคณะเทศมนตรีที่แต่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่" ก็ตาม แต่กฎหมายฉบับใหม่นี้มิได้กล่าวถึงสถานะของคณะเทศมนตรีชั่วคราวซึ่งแต่งตั้งขึ้นตามกฎหมายฉบับเดิมว่าจะให้ดำรงอยู่ในสถานะใด เช่นนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า คณะเทศมนตรีนครอุดรธานีชั่วคราวซึ่งแต่งตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายฉบับเดิม จึงยังคงมีสถานะเป็นคณะเทศมนตรีชั่วคราวรวมทั้งมีอำนาจและหน้าที่ดำเนินกิจการของเทศบาลนครอุดรธานีไปจนกว่าจะมีการส่งมอบงานในหน้าที่ให้แก่ปลัดเทศบาลนครอุดรธานีปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีนครอุดรธานีเป็นการชั่วคราวต่อไปจนกว่าคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีที่แต่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ เมื่อขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ส่งมอบงานในหน้าที่ให้แก่ปลัดเทศบาลนครอุดรธานี และได้ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่นายกเทศมนตรีนครอุดรธานีในการบริหารงานของเทศบาลนครอุดรธานีต่อไป ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์อ้างในฟ้อง จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าพนักงานตามกฎหมาย การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. รับเรื่องร้องเรียน แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน ลงมติว่าจำเลยที่ 1 มีมูลความผิดอาญา กับส่งรายงานเอกสารและความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องคดีนี้ เป็นการกระทำที่มีอำนาจกระทำได้ ถือว่ามีการสอบสวนแล้ว พนักงานอัยการย่อมอ้างรายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดังกล่าวเป็นสำนวนการสอบสวนเพื่อยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต จัดการทรัพย์อันเป็นการเสียหายและทำเอกสารเท็จหรือไม่ เห็นว่า นายชัยยาเป็นเจ้าพนักงานเบิกความไปตามอำนาจหน้าที่ เชื่อว่าเบิกความไปตามความจริงตามที่ได้รับการบอกเล่าจากนางทองวันและจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 แม้โจทก์นำนายชัยยาเข้าเบิกความในชั้นพิจารณาโดยทำบันทึกคำเบิกความพยานแทนการซักถามพยานต่อหน้าศาล แต่ก็ไม่ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยคัดค้าน ทั้งยังถามค้านพยานต่อมาอีกหลายนัดจนเสร็จการสืบพยานดังกล่าว ก็ไม่ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยได้คัดค้านเช่นกัน ดังนี้ จำเลยที่ 5 จะยกขึ้นเถียงในชั้นฎีกาว่า การสืบพยานดังกล่าวขัดต่อวิธีพิจารณาความอาญาหาได้ไม่ และแม้คำเบิกความของนายชัยยาดังกล่าวจะเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อคำนึงถึงตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ คำเบิกความของนายชัยยาจึงรับฟังได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ฎีกาอ้างว่า พยานหลักฐานของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้นั้นฟังไม่ขึ้น เมื่อรับฟังคำเบิกความของนายชัยยาประกอบคำให้การของนางทองวัน กับรายงานการประชุมคณะกรรมการจัดซื้อที่ดินโดยวิธีพิเศษครั้งที่ 2/2542 และครั้งที่ 3/2542 ดังกล่าวแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นางทองวันขายที่ดินในราคาไร่ละ 50,000 บาท โดยได้รับเงินค่าที่ดินเพียง 1,900,000 บาท และรายงานการประชุมคณะกรรมการจัดซื้อที่ดินโดยวิธีพิเศษครั้งที่ 2/2542 และครั้งที่ 3/2542 ซึ่งจำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดทำเป็นความเท็จ และทำให้บันทึกผลการจัดซื้อที่ดิน ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2542 ที่ระบุว่า คณะกรรมการจัดซื้อที่ดินได้ทำการต่อรองราคาซื้อขายที่ดินในช่วงบ่ายของวันที่ 10 มิถุนายน 2542 และที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นควรจัดซื้อที่ดินในราคาไร่ละ 286,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 19,689,670 บาท ซึ่งคณะกรรมการจัดซื้อที่ดินนำเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นจนถึงจำเลยที่ 1 พิจารณาและอนุมัติจัดซื้อที่ดินตามเสนอนั้นเป็นความเท็จด้วย จากพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ดังที่ได้วินิจฉัยมาดังกล่าว ตั้งแต่จำเลยที่ 1 ออกประกาศเทศบาลนครอุดรธานี โดยกำหนดหลักเกณฑ์และคุณสมบัติเฉพาะของที่ดินในลักษณะเป็นการล็อกสเปกเพื่อให้สามารถจัดซื้อที่ดินเฉพาะรายของนางทองวัน กับมีการเพิ่มเติมข้อกำหนดให้ผู้ที่ได้รับมอบอำนาจเสนอขายที่ดินได้ รวมทั้งให้เทศบาลนครอุดรธานีจ่ายเงินค่าที่ดินให้แก่ผู้ที่ได้รับมอบอำนาจได้ฝ่าฝืนระเบียบของกระทรวงมหาดไทยและมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นคณะกรรมการจัดซื้อที่ดินรายนี้ ทำให้มีเหตุผลให้เชื่อว่า จำเลยที่ 1 มีส่วนรู้เห็นกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เกี่ยวกับการจัดทำรายงานการประชุมและบันทึกผลการจัดซื้อที่ดินดังกล่าวด้วย เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่เป็นกรรมการจัดซื้อที่ดินร่วมกันลงนามในรายงานการประชุมและบันทึกผลการจัดซื้อที่ดินว่ามีการประชุมและต่อรองราคาที่ดินซึ่งความจริงไม่ได้มีการประชุมและต่อรองราคาที่ดินแต่อย่างใด ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติงานในตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครอุดรธานี มีหน้าที่รับเอกสารลงนามรับรองรายงานการประชุมและบันทึกผลการจัดซื้อที่ดินที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เสนอให้พิจารณาอนุมัติจัดซื้อซึ่งตนมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการจัดทำเอกสารดังกล่าวด้วย การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ลงนามรับรองว่าได้กระทำการดังกล่าวเป็นการร่วมกันรับรองเอกสารเท็จและรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) (4) ประกอบมาตรา 83 จากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แวดล้อมดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่เป็นกรรมการจัดซื้อที่ดินให้แก่เทศบาลนครอุดรธานี ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติงานในฐานะนายกเทศมนตรีนครอุดรธานี และเป็นผู้แต่งตั้งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นคณะกรรมการจัดซื้อที่ดิน แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นกรรมการจัดซื้อที่ดิน แต่มีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ มิให้เป็นการเสียหายแก่รัฐและเทศบาลนครอุดรธานี การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ร่วมกันจัดซื้อที่ดินจากนางทองวัน ในราคาไร่ละ 286,000 บาท ทั้ง ๆ ที่ที่ดินมีราคาเพียงไร่ละ 50,000 บาท เท่านั้น ทำให้เทศบาลนครอุดรธานีเสียหายต้องซื้อที่ดินในราคาสูงกว่าราคาที่แท้จริงมาก และจำเลยที่ 1 ไม่ตรวจสอบการจัดซื้อที่ดินให้ถูกต้องตามระเบียบ ทั้งยังออกเช็คสั่งจ่ายเงินผิดระเบียบเพราะไม่จ่ายให้แก่เจ้าหนี้หรือคู่สัญญาโดยตรงหรือในนามของผู้มอบฉันทะ แต่กลับไปจ่ายให้แก่จำเลยที่ 7 ผู้รับมอบอำนาจ ดังนี้ พฤติการณ์บ่งชี้ชัดแจ้งว่าเป็นการร่วมรู้เห็นกันมาแต่ต้นในการจัดซื้อที่ดิน เป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐและเทศบาลนครอุดรธานีแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 83 พิพากษายืน ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10742/2559พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานีโจทก์นายหาญชัย ฑีฆธนานนท์หรือทีฆธนานนท์ กับพวกจำเลย ป.อ. ม. 83, ม. 151, ม. 157, ม. 162 (1), ม. 162 (4) ป.วิ.อ. ม. 226/3 วรรคสอง (1) ป.วิ.พ. ม. 27 พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496 ม. 45 วรรคท้าย พ.ร.บ.เทศบาล (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2542 ม. 45การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 45 วรรคท้าย แห่ง พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.เทศบาล (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2519 แต่งตั้งคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีชั่วคราว มีจำเลยที่ 1 เป็นนายกเทศมนตรี กับพวกอีก 4 คน เป็นเทศมนตรี เท่าจำนวนของคณะเทศมนตรีที่ต้องออกจากตำแหน่งทั้งคณะตามคำวินิจฉัยของสภาเทศบาล ตามคำสั่งจังหวัดอุดรธานีที่ 557/2542 ลงวันที่ 3 มีนาคม 2542 นั้น เป็นกรณีแต่งตั้งคณะเทศมนตรีชั่วคราวโดยชอบด้วยบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว และต่อมาวันที่ 8 มีนาคม 2542 ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีประกาศแต่งตั้งคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีขึ้นใหม่ มีจำเลยที่ 1 เป็นนายกเทศมนตรี และเทศมนตรีชั่วคราวชุดเดิมเป็นเทศมนตรี ตามประกาศจังหวัดอุดรธานี ลงวันที่ 8 มีนาคม 2542 แต่เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1151/2542 ให้เพิกถอนประกาศแต่งตั้งคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีดังกล่าว ซึ่งระหว่างนั้น พ.ร.บ.เทศบาล (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2542 แล้ว โดยมีมาตรา 3 และมาตรา 6 ให้ยกเลิกความในมาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496 (ฉบับเดิม) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.เทศบาล (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2519 ที่กำหนดว่า ในกรณีที่คณะเทศมนตรีต้องออกจากตำแหน่งทั้งคณะ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งผู้ที่เห็นสมควรเท่าจำนวนของคณะเทศมนตรีที่ต้องออกจากตำแหน่งให้เป็นคณะเทศมนตรีชั่วคราวเพื่อดำเนินกิจการของเทศบาลไปจนกว่าจะได้แต่งตั้งคณะเทศมนตรีขึ้นใหม่ และแก้ไขใหม่ตามมาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ.เทศบาล (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2542 ว่า "ในระหว่างที่ไม่มีคณะเทศมนตรี ให้ปลัดเทศบาลปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีเป็นการชั่วคราวเท่าที่จำเป็นได้จนกว่าคณะเทศมนตรีที่แต่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่" ก็ตาม แต่กฎหมายฉบับใหม่นี้มิได้กล่าวถึงสถานะของคณะเทศมนตรีชั่วคราวซึ่งแต่งตั้งขึ้นตามกฎหมายฉบับเดิมว่าจะให้ดำรงอยู่ในสถานะใด เช่นนี้ คณะเทศมนตรีนครอุดรธานีชั่วคราวซึ่งแต่งตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายฉบับเดิม จึงยังคงมีสถานะเป็นคณะเทศมนตรีชั่วคราว รวมทั้งมีอำนาจและหน้าที่ดำเนินกิจการของเทศบาลนครอุดรธานีไปจนกว่าจะมีการส่งมอบงานในหน้าที่ให้แก่ปลัดเทศบาลนครอุดรธานีปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีนครอุดรธานีเป็นการชั่วคราวต่อไปจนกว่าคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีที่แต่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ เมื่อขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ส่งมอบงานในหน้าที่ให้แก่ปลัดเทศบาลนครอุดรธานี และได้ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่นายกเทศมนตรีนครอุดรธานีในการบริหารงานของเทศบาลนครอุดรธานีต่อไป ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์อ้างในฟ้อง จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าพนักงานตามกฎหมาย การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. รับเรื่องร้องเรียน แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน ลงมติว่าจำเลยที่ 1 มีมูลความผิดอาญา กับส่งรายงานเอกสารและความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องคดีนี้ เป็นการกระทำที่มีอำนาจกระทำได้ ถือว่ามีการสอบสวนแล้ว พนักงานอัยการย่อมอ้างรายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดังกล่าวเป็นสำนวนการสอบสวนเพื่อยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง แม้โจทก์นำ ช. เข้าเบิกความในชั้นพิจารณาโดยทำบันทึกคำเบิกความพยานแทนการซักถามพยานต่อหน้าศาล แต่ก็ไม่ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยคัดค้าน ทั้งยังถามค้านพยานต่อมาอีกหลายนัดจนเสร็จการสืบพยานดังกล่าว ก็ไม่ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยได้คัดค้านเช่นกัน ดังนี้ จำเลยที่ 5 จะยกขึ้นเถียงในชั้นฎีกาว่า การสืบพยานดังกล่าวขัดต่อวิธีพิจารณาความอาญาหาได้ไม่ และแม้คำเบิกความของ ช. ดังกล่าวจะเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อคำนึงถึงตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ คำเบิกความของ ช. จึงรับฟังได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่เป็นกรรมการจัดซื้อที่ดินร่วมกันลงนามในรายงานการประชุมและบันทึกผลการจัดซื้อที่ดินว่ามีการประชุมและต่อรองราคาที่ดินซึ่งความจริงไม่ได้มีการประชุมและต่อรองราคาที่ดินแต่อย่างใด ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติงานในตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครอุดรธานี มีหน้าที่รับเอกสารลงนามรับรองรายงานการประชุมและบันทึกผลการจัดซื้อที่ดินที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เสนอให้พิจารณาอนุมัติจัดซื้อซึ่งตนมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการจัดทำเอกสารดังกล่าวด้วย การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ลงนามรับรองว่าได้กระทำการดังกล่าวเป็นการร่วมกันรับรองเอกสารเท็จและรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 จึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 162 (1) (4) ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่เป็นกรรมการจัดซื้อที่ดินให้แก่เทศบาลนครอุดรธานี ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติงานในฐานะนายกเทศมนตรีนครอุดรธานีและเป็นผู้แต่งตั้งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นคณะกรรมการจัดซื้อที่ดิน แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นกรรมการจัดซื้อที่ดิน แต่มีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ มิให้เป็นการเสียหายแก่รัฐและเทศบาลนครอุดรธานี การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ร่วมกันจัดซื้อที่ดินจาก ท. ในราคาไร่ละ 286,000 บาท ทั้ง ๆ ที่ที่ดินมีราคาเพียงไร่ละ 50,000 บาท เท่านั้น ทำให้เทศบาลนครอุดรธานีเสียหายต้องซื้อที่ดินในราคาสูงกว่าราคาที่แท้จริงมาก และจำเลยที่ 1 ไม่ตรวจสอบการจัดซื้อที่ดินให้ถูกต้องตามระเบียบ ทั้งยังออกเช็คสั่งจ่ายเงินผิดระเบียบเพราะไม่จ่ายให้แก่เจ้าหนี้หรือคู่สัญญาโดยตรงหรือในนามของผู้มอบฉันทะ แต่กลับไปจ่ายให้แก่จำเลยที่ 7 ผู้รับมอบอำนาจ ดังนี้ พฤติการณ์บ่งชี้ชัดแจ้งว่าเป็นการร่วมรู้เห็นกันมาแต่ต้นในการจัดซื้อที่ดิน เป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐและเทศบาลนครอุดรธานีแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 จึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 ประกอบมาตรา 83โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 90, 151, 157 และ 162 จำเลยทั้งเจ็ดให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (ที่ถูก มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว จึงไม่จำต้องปรับบททั่วไปตามมาตรา 157 อีก) และมาตรา 162 (1) (4) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 151 ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี คำให้การของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ในชั้นไต่สวนของคณะอนุกรรมการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 มีกำหนดคนละ 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 162 (1) (4) ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 7 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 7 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยทั้งเจ็ดฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา นายพรชัย บุตรจำเลยที่ 7 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 7 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2558 โจทก์ไม่ค้าน ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 7 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องสำหรับจำเลยที่ 7 ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 7 เสียจากสารบบความ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า หลังจากนายสวัสดิ์ นายกเทศมนตรีนครอุดรธานี ได้สิ้นสุดสมาชิกภาพตามคำวินิจฉัยของสภาเทศบาลนครอุดรธานี ให้ออกตามมาตรา 19 (6) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 ในคราวประชุมสภาเทศบาลนครอุดรธานี สมัยวิสามัญ สมัยที่ 1 ครั้งที่ 1/2542 เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2542 เป็นเหตุให้เทศมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 45 (3) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 45 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2519 แต่งตั้งคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีชั่วคราว มีจำเลยที่ 1 เป็นนายกเทศมนตรี นายอิทธิพล นายสืบวงศ์ นายสมพล และนายสุรัตน์ เป็นเทศมนตรี ตามคำสั่งจังหวัดอุดรธานี ที่ 557/2542 ลงวันที่ 3 มีนาคม 2542 ต่อมาวันที่ 8 มีนาคม 2542 ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีประกาศแต่งตั้งคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีชุดใหม่ มีจำเลยที่ 1 เป็นนายกเทศมนตรี และเทศมนตรีชั่วคราวชุดเดิมเป็นเทศมนตรี ตามประกาศจังหวัดอุดรธานี ลงวันที่ 8 มีนาคม 2542 หลังจากนั้นวันที่ 18 มีนาคม 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1151/2542 ให้เพิกถอนประกาศแต่งตั้งคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 ยังคงใช้ตำแหน่งหน้าที่นายกเทศมนตรีนครอุดรธานีชั่วคราวบริหารงานของเทศบาลนครอุดรธานีต่อไป โดยวันที่ 24 พฤษภาคม 2542 จำเลยที่ 1 จัดประชุมสภาเทศบาลนครอุดรธานี สมัยวิสามัญ สมัยที่ 3 ประจำปี 2542 ครั้งที่ 2 เสนอญัตติขอยืมเงินสะสมของเทศบาลเป็นค่าจัดซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างแหล่งน้ำและระบบบำบัดน้ำเสียโรงฆ่าสัตว์จำนวน 20,000,000 บาท กับขอความเห็นชอบในการทำกิจการนอกเขตเทศบาล เพื่อจัดซื้อที่ดินบริเวณใกล้เคียงโรงฆ่าสัตว์ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านดอนพู่ ตำบลหนองนาคำ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี และสภาเทศบาลนครอุดรธานีมีมติเห็นชอบ วันที่ 25 พฤษภาคม 2542 จำเลยที่ 1 ลงนามอนุมัติในบันทึกข้อความการจัดซื้อที่ดิน วันที่ 26 พฤษภาคม 2542 จำเลยที่ 1 ลงนามประกาศจัดซื้อที่ดินเพื่อใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างแหล่งน้ำและระบบบำบัดน้ำเสียโรงฆ่าสัตว์โดยวิธีพิเศษในวันที่ 7 มิถุนายน 2542 และวันที่ 28 พฤษภาคม 2542 จำเลยที่ 1 แต่งตั้งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นคณะกรรมการจัดซื้อที่ดินโดยวิธีพิเศษ ตามคำสั่งเทศบาลนครอุดรธานี ที่ 365/2542 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2542 ปรากฏว่าในวันนัดยื่นซองเสนอราคาไม่มีผู้ใดมาเสนอขายที่ดิน จำเลยที่ 1 จึงลงนามอนุมัติให้ขยายระยะเวลายื่นซองเสนอราคาออกไปเป็นวันที่ 10 มิถุนายน 2542 ปรากฏว่าในวันนัดมีผู้เสนอขายที่ดินเพียงรายเดียวคือนางทองวัน ผู้มีกรรมสิทธิ์ที่ดินรวม 6 แปลง ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 87911 ถึง 87915 ตำบลหนองนาคำ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี และตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2217 ตำบลหนองบุ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่รวม 68 ไร่ 3 งาน 38 ตารางวา โดยมีจำเลยที่ 7 เป็นผู้รับมอบอำนาจเสนอขายที่ดินดังกล่าวแก่เทศบาลนครอุดรธานี ในวันเดียวกันจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการจัดซื้อที่ดินเป็นผู้จดบันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการจัดซื้อที่ดิน โดยวิธีพิเศษ ครั้งที่ 2/2542 เมื่อเวลา 11.10 นาฬิกา และครั้งที่ 3/2542 เมื่อเวลา 13.30 นาฬิกา ว่ามีการต่อรองราคาที่ดินกับผู้ขายจากราคาไร่ละ 350,000 บาท ลดลงเหลือไร่ละ 286,000 บาท มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ลงลายมือชื่อในรายงานการประชุมดังกล่าวและในบันทึกผลการจัดซื้อที่ดินเสนอจำเลยที่ 1 เพื่อพิจารณาอนุมัติจัดซื้อที่ดิน โดยในวันเดียวกันนั้นจำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลยที่ 7 ตกลงจะซื้อที่ดินทั้งหกแปลงดังกล่าวในราคาไร่ละ 286,000 บาท รวมเป็นเงิน 19,689,670 บาท ต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน 2542 คณะกรรมการตรวจรับพัสดุได้ตรวจรับที่ดินดังกล่าว และวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ได้มอบอำนาจให้นางสาวอัมพร หัวหน้างานนิติการเทศบาลนครอุดรธานี ไปทำสัญญาและจดทะเบียนซื้อขายที่ดินดังกล่าวแทนโดยมีนางทองวันลงลายมือชื่อเป็นผู้ขายในหนังสือสัญญาขายที่ดิน หลังจากนั้นวันที่ 9 มิถุนายน 2542 เทศบาลนครอุดรธานีได้เปิดบัญชีที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเจริญศรีคอมเพล็กซ์ ซึ่งมีที่ทำการอยู่ในศูนย์การค้าเจริญศรีคอมเพล็กซ์ วันที่ 14 มิถุนายน 2542 จำเลยที่ 1 และนายวรพงษ์ ปลัดเทศบาลนครอุดรธานีร่วมกันลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายในเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเจริญศรีคอมเพล็กซ์ ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2542 จำนวนเงิน 19,689,670 บาท ให้แก่จำเลยที่ 7 หรือผู้ถือเป็นค่าซื้อที่ดินดังกล่าวและวันเดียวกันจำเลยที่ 7 นำเช็คนั้นไปเบิกเงินจากธนาคารแล้ว ต่อมาวันที่ 22 กรกฎาคม 2542 นายจักรทิพย์ สมาชิกสภาเทศบาลนครอุดรธานี ทำหนังสือร้องเรียนเรื่องการซื้อที่ดินรายนี้ไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 6 จังหวัดอุดรธานี มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 45 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2519 แต่งตั้งคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีชั่วคราว มีจำเลยที่ 1 เป็นนายกเทศมนตรี กับพวกอีก 4 คน เป็นเทศมนตรี เท่าจำนวนของคณะเทศมนตรีที่ต้องออกจากตำแหน่งทั้งคณะตามคำวินิจฉัยของสภาเทศบาล ตามคำสั่งจังหวัดอุดรธานีที่ 557/2542 ลงวันที่ 3 มีนาคม 2542 นั้น เป็นกรณีแต่งตั้งคณะเทศมนตรีชั่วคราวโดยชอบด้วยบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว และต่อมาวันที่ 8 มีนาคม 2542 ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีประกาศแต่งตั้งคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีขึ้นใหม่ มีจำเลยที่ 1 เป็นนายกเทศมนตรี และเทศมนตรีชั่วคราวชุดเดิมเป็นเทศมนตรี ตามประกาศจังหวัดอุดรธานี ลงวันที่ 8 มีนาคม 2542 แต่เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1151/2542 ให้เพิกถอนประกาศแต่งตั้งคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีดังกล่าว ซึ่งระหว่างนั้นพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2542 แล้ว โดยมีมาตรา 3 และมาตรา 6 ให้ยกเลิกความในมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 (ฉบับเดิม) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2519 ที่กำหนดว่า ในกรณีที่คณะเทศมนตรีต้องออกจากตำแหน่งทั้งคณะ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งผู้ที่เห็นสมควรเท่าจำนวนของคณะเทศมนตรีที่ต้องออกจากตำแหน่งให้เป็นคณะเทศมนตรีชั่วคราว เพื่อดำเนินกิจการของเทศบาลไปจนกว่าจะได้แต่งตั้งคณะเทศมนตรีขึ้นใหม่ และแก้ไขใหม่ตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2542 ว่า "ในระหว่างที่ไม่มีคณะเทศมนตรี ให้ปลัดเทศบาลปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีเป็นการชั่วคราวเท่าที่จำเป็นได้จนกว่าคณะเทศมนตรีที่แต่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่" ก็ตาม แต่กฎหมายฉบับใหม่นี้มิได้กล่าวถึงสถานะของคณะเทศมนตรีชั่วคราวซึ่งแต่งตั้งขึ้นตามกฎหมายฉบับเดิมว่าจะให้ดำรงอยู่ในสถานะใด เช่นนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า คณะเทศมนตรีนครอุดรธานีชั่วคราวซึ่งแต่งตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายฉบับเดิม จึงยังคงมีสถานะเป็นคณะเทศมนตรีชั่วคราวรวมทั้งมีอำนาจและหน้าที่ดำเนินกิจการของเทศบาลนครอุดรธานีไปจนกว่าจะมีการส่งมอบงานในหน้าที่ให้แก่ปลัดเทศบาลนครอุดรธานีปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีนครอุดรธานีเป็นการชั่วคราวต่อไปจนกว่าคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีที่แต่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ เมื่อขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ส่งมอบงานในหน้าที่ให้แก่ปลัดเทศบาลนครอุดรธานี และได้ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่นายกเทศมนตรีนครอุดรธานีในการบริหารงานของเทศบาลนครอุดรธานีต่อไป ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์อ้างในฟ้อง จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าพนักงานตามกฎหมาย การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. รับเรื่องร้องเรียน แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน ลงมติว่าจำเลยที่ 1 มีมูลความผิดอาญา กับส่งรายงานเอกสารและความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องคดีนี้ เป็นการกระทำที่มีอำนาจกระทำได้ ถือว่ามีการสอบสวนแล้ว พนักงานอัยการย่อมอ้างรายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดังกล่าวเป็นสำนวนการสอบสวนเพื่อยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต จัดการทรัพย์อันเป็นการเสียหายและทำเอกสารเท็จหรือไม่ เห็นว่า นายชัยยาเป็นเจ้าพนักงานเบิกความไปตามอำนาจหน้าที่ เชื่อว่าเบิกความไปตามความจริงตามที่ได้รับการบอกเล่าจากนางทองวันและจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 แม้โจทก์นำนายชัยยาเข้าเบิกความในชั้นพิจารณาโดยทำบันทึกคำเบิกความพยานแทนการซักถามพยานต่อหน้าศาล แต่ก็ไม่ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยคัดค้าน ทั้งยังถามค้านพยานต่อมาอีกหลายนัดจนเสร็จการสืบพยานดังกล่าว ก็ไม่ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยได้คัดค้านเช่นกัน ดังนี้ จำเลยที่ 5 จะยกขึ้นเถียงในชั้นฎีกาว่า การสืบพยานดังกล่าวขัดต่อวิธีพิจารณาความอาญาหาได้ไม่ และแม้คำเบิกความของนายชัยยาดังกล่าวจะเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อคำนึงถึงตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ คำเบิกความของนายชัยยาจึงรับฟังได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ฎีกาอ้างว่า พยานหลักฐานของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้นั้นฟังไม่ขึ้น เมื่อรับฟังคำเบิกความของนายชัยยาประกอบคำให้การของนางทองวัน กับรายงานการประชุมคณะกรรมการจัดซื้อที่ดินโดยวิธีพิเศษครั้งที่ 2/2542 และครั้งที่ 3/2542 ดังกล่าวแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นางทองวันขายที่ดินในราคาไร่ละ 50,000 บาท โดยได้รับเงินค่าที่ดินเพียง 1,900,000 บาท และรายงานการประชุมคณะกรรมการจัดซื้อที่ดินโดยวิธีพิเศษครั้งที่ 2/2542 และครั้งที่ 3/2542 ซึ่งจำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดทำเป็นความเท็จ และทำให้บันทึกผลการจัดซื้อที่ดิน ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2542 ที่ระบุว่า คณะกรรมการจัดซื้อที่ดินได้ทำการต่อรองราคาซื้อขายที่ดินในช่วงบ่ายของวันที่ 10 มิถุนายน 2542 และที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นควรจัดซื้อที่ดินในราคาไร่ละ 286,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 19,689,670 บาท ซึ่งคณะกรรมการจัดซื้อที่ดินนำเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นจนถึงจำเลยที่ 1 พิจารณาและอนุมัติจัดซื้อที่ดินตามเสนอนั้นเป็นความเท็จด้วย จากพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ดังที่ได้วินิจฉัยมาดังกล่าว ตั้งแต่จำเลยที่ 1 ออกประกาศเทศบาลนครอุดรธานี โดยกำหนดหลักเกณฑ์และคุณสมบัติเฉพาะของที่ดินในลักษณะเป็นการล็อกสเปกเพื่อให้สามารถจัดซื้อที่ดินเฉพาะรายของนางทองวัน กับมีการเพิ่มเติมข้อกำหนดให้ผู้ที่ได้รับมอบอำนาจเสนอขายที่ดินได้ รวมทั้งให้เทศบาลนครอุดรธานีจ่ายเงินค่าที่ดินให้แก่ผู้ที่ได้รับมอบอำนาจได้ฝ่าฝืนระเบียบของกระทรวงมหาดไทยและมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นคณะกรรมการจัดซื้อที่ดินรายนี้ ทำให้มีเหตุผลให้เชื่อว่า จำเลยที่ 1 มีส่วนรู้เห็นกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เกี่ยวกับการจัดทำรายงานการประชุมและบันทึกผลการจัดซื้อที่ดินดังกล่าวด้วย เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่เป็นกรรมการจัดซื้อที่ดินร่วมกันลงนามในรายงานการประชุมและบันทึกผลการจัดซื้อที่ดินว่ามีการประชุมและต่อรองราคาที่ดินซึ่งความจริงไม่ได้มีการประชุมและต่อรองราคาที่ดินแต่อย่างใด ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติงานในตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครอุดรธานี มีหน้าที่รับเอกสารลงนามรับรองรายงานการประชุมและบันทึกผลการจัดซื้อที่ดินที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เสนอให้พิจารณาอนุมัติจัดซื้อซึ่งตนมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการจัดทำเอกสารดังกล่าวด้วย การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ลงนามรับรองว่าได้กระทำการดังกล่าวเป็นการร่วมกันรับรองเอกสารเท็จและรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) (4) ประกอบมาตรา 83 จากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แวดล้อมดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่เป็นกรรมการจัดซื้อที่ดินให้แก่เทศบาลนครอุดรธานี ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติงานในฐานะนายกเทศมนตรีนครอุดรธานี และเป็นผู้แต่งตั้งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นคณะกรรมการจัดซื้อที่ดิน แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นกรรมการจัดซื้อที่ดิน แต่มีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ มิให้เป็นการเสียหายแก่รัฐและเทศบาลนครอุดรธานี การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ร่วมกันจัดซื้อที่ดินจากนางทองวัน ในราคาไร่ละ 286,000 บาท ทั้ง ๆ ที่ที่ดินมีราคาเพียงไร่ละ 50,000 บาท เท่านั้น ทำให้เทศบาลนครอุดรธานีเสียหายต้องซื้อที่ดินในราคาสูงกว่าราคาที่แท้จริงมาก และจำเลยที่ 1 ไม่ตรวจสอบการจัดซื้อที่ดินให้ถูกต้องตามระเบียบ ทั้งยังออกเช็คสั่งจ่ายเงินผิดระเบียบเพราะไม่จ่ายให้แก่เจ้าหนี้หรือคู่สัญญาโดยตรงหรือในนามของผู้มอบฉันทะ แต่กลับไปจ่ายให้แก่จำเลยที่ 7 ผู้รับมอบอำนาจ ดังนี้ พฤติการณ์บ่งชี้ชัดแจ้งว่าเป็นการร่วมรู้เห็นกันมาแต่ต้นในการจัดซื้อที่ดิน เป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐและเทศบาลนครอุดรธานีแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 83 พิพากษายืน(วีระวัฒน์ ปวราจารย์-อุดม สิทธิวิรัชธรรม-ชัยเจริญ ดุษฎีพร)ศาลจังหวัดอุดรธานี - นายสุมิตร ดวงสีดาศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นางศรีวิไล ธรรมดุษฎีแหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้