Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2516 (เลขอ้างอิง 107200)

พ.ศ. 2516 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การนำสินค้าประเภทการค้า 1 ชนิด 1 แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้าที่มิใช่เป็นของใช้ส่วนตัวซึ่งใช้กันตามปกติและตามสมควร เข้ามาในราชอาณาจักร โดยมิใช่นำมาขายหรือผลิตเพื่อขายประมวลรัษฎากรมาตรา 79 ทวิ ให้ถือว่าเป็นการขายสินค้า และให้ถือมูลค่าของสินค้าดังกล่าวเป็นรายรับ และให้ถือว่าผู้ที่นำสินค้านั้นเข้าในราชอาณาจักรเป็นผู้ประกอบการค้า มีหน้าที่เสียภาษีการค้าตามมาตรา 78 ตามบัญชีอัตราภาษีการค้าประเภทการค้า 1 ชนิด 1 ฟิล์มภาพยนตร์ที่ถ่ายทำแล้วซึ่งโจทก์นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อให้เช่าฉายเสร็จแล้วส่งกลับไปนอกราชอาณาจักรนั้น เป็นสินค้าในประเภทการค้า 1 ชนิด 1(ก) แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้า ที่มิใช่เป็นของใช้ส่วนตัวซึ่งใช้กันตามปกติและตามสมควร ทั้งมิใช่นำมาขายหรือผลิตเพื่อขาย จึงถือว่าโจทก์ผู้ที่นำฟิล์มภาพยนตร์เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นผู้ประกอบการค้าได้ขายฟิล์มภาพยนตร์ และให้ถือมูลค่าของฟิล์มภาพยนตร์นั้นเป็นรายรับตามประมวลรัษฎากรมาตรา 79 ทวิ แม้โจทก์จะประกอบการค้าประเภทการค้า 5 การให้เช่าทรัพย์สินที่มิใช่อสังหาริมทรัพย์และได้เสียภาษีการค้าในประเภทดังกล่าวถูกต้องแล้ว แต่ตามประมวลรัษฎากรซึ่งใช้บังคับขณะเกิดกรณีพิพาท ไม่มีบทยกเว้นให้โจทก์นำฟิล์มภาพยนตร์ที่ถ่ายทำแล้วเข้าในราชอาณาจักรเพื่อให้เช่าฉายได้โดยไม่ต้องเสียภาษีการค้าในประเภทการค้า 1 การขายของชนิด 1(ก) โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าในฐานะผู้นำเข้า ประเภทการค้า 1 ชนิด 1(ก) อีกด้วย เมื่อโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าในขณะเดียวกัน 2 ประเภทคือประเภทการค้า 1 ชนิด 1(ก) และประเภทการค้า 5 โจทก์ก็มีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าทั้งสองประเภท และไม่เป็นการซ้ำซ้อนกัน หากแต่เป็นการเสียภาษีแต่ละประเภทการค้าที่โจทก์ได้กระทำในฐานะผู้ประกอบการค้าให้ครบถ้วนตามประมวลรัษฎากร (วรรค 2 วินิจฉัย โดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 17-18/2516)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าในประเภทที่ ๕ คือให้เช่าทรัพย์สินที่มิใช่อสังหาริมทรัพย์ โดยนำฟิล์มภาพยนตร์ที่ถ่ายแล้วเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อให้เช่าฉาย ฉายเสร็จเก็บเงินค่าเช่าได้เป็นที่พอใจหรือครบกำหนดแล้วก็จะต้องส่งฟิล์มภาพยนตร์นั้นกลับคืนออกนอกประเทศ แต่เจ้าพนักงานประเมินภาษีการค้าของจำเลยกลับประเมินให้โจทก์เสียภาษีการค้าสำหรับประเภทการค้า ๑คือการขายของ ซึ่งไม่ถูกต้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการประเมินถูกต้องแล้ว ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ จำเลยต่อสู้ว่า โจทก์ต้องเสียภาษีการค้าในฐานะผู้นำเข้าและผู้ให้เช่าทรัพย์สินการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ถูกต้องแล้ว โจทก์จำเลยไม่สืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาเพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าประเภทการค้า ๕การให้เช่าทรัพย์สินที่มิใช่อสังหาริมทรัพย์ ตามบัญชีอัตราภาษีการค้าในหมวด ๔ภาษีการค้าและได้เสียภาษีการค้าในประเภทการค้าดังกล่าวถูกต้องแล้ว คดีมีปัญหาว่า การที่โจทก์นำเอาฟิล์มภาพยนตร์ที่ถ่ายทำแล้วเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อให้เช่าฉาย เสร็จแล้วส่งฟิล์มภาพยนตร์นั้นกลับคืนไปนอกราชอาณาจักรโจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าในฐานะผู้นำเข้าประเภทการค้า ๑ ชนิด ๑(ก)อีกด้วยหรือไม่ ซึ่งจะต้องวินิจฉัยตามประมวลรัษฎากรซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔ อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดข้อพิพาทคดีนี้

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การนำสินค้าประเภทการค้า ๑ ชนิด ๑แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้าที่มิใช่เป็นของใช้ส่วนตัวซึ่งใช้กันตามปกติและตามสมควร เข้าในราชอาณาจักรโดยมิใช่นำมาขายหรือผลิตเพื่อขายแล้วตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๗๙ ทวิให้ถือว่าเป็นการขายสินค้า และให้ถือมูลค่าของสินค้าดังกล่าวเป็นรายรับ และให้ถือว่าผู้ที่นำสินค้านั้นเข้าในราชอาณาจักรเป็นผู้ประกอบการค้า มีหน้าที่เสียภาษีการค้าตาม มาตรา ๗๘ตามบัญชีอัตราภาษีการค้าประเภทการค้า ๑ ชนิด ๑ ฟิล์มภาพยนตร์ที่ถ่ายทำแล้วซึ่งโจทก์นำเข้าในราชอาณาจักรเป็นสินค้าประเภทการค้า ๑ชนิด ๑ (ก) แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้าที่มิใช่เป็นของใช้ส่วนตัวซึ่งใช้กันตามปกติและตามสมควร

ทั้งมิใช่นำมาขายหรือผลิตเพื่อขาย จึงถือว่าโจทก์ผู้ที่นำฟิล์มภาพยนตร์เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นผู้ประกอบการค้าได้ขายฟิล์มภาพยนตร์ และให้ถือมูลค่าของฟิล์มภาพยนตร์นั้นเป็นรายรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๗๙ ทวิ โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าตามมาตรา ๗๘ ตามบัญชีอัตราภาษีการค้าประเภทการค้า ๑ การขายของรายการที่ประกอบการค้า การขายสินค้า (ฟิล์มภาพยนตร์ที่ถ่ายทำแล้วที่นำเข้า)ชนิด ๑ (ก) สินค้าและวัตถุพลอยได้นอกจากที่ระบุในชนิด ๒ ถึงชนิด ๙ และนอกจากที่ระบุในประเภทการค้าอื่นแล้ว อัตราภาษีร้อยละ ๕ ของรายรับ การที่โจทก์ประกอบการค้าประเภทการค้า ๕ การให้เช่าทรัพย์สินที่มิใช่อสังหาริมทรัพย์(ให้เช่าฟิล์มภาพยนตร์ที่ถ่ายทำแล้วไปฉาย) ตามบัญชีอัตราภาษีการค้าในหมวด ๔ ภาษีการค้า และได้เสียภาษีในประเภทดังกล่าวถูกต้องแล้วนั้นตามประมวลรัษฎากรที่ใช้บังคับในขณะนั้นไม่มีบทยกเว้นให้โจทก์นำฟิล์มภาพยนตร์ที่ถ่ายทำแล้วเข้าในราชอาณาจักรเพื่อให้เช่าฉายได้โดยไม่ต้องเสียภาษีการค้าในประเภทการค้า ๑ การขายของชนิด ๑ (ก)

ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่มีมติว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าในฐานะผู้นำเข้าประเภทการค้า ๑ชนิด ๑ (ก) อีกด้วย ฉะนั้น โจทก์จึงมีหน้าที่เสียภาษีการค้าในการนำฟิล์มภาพยนตร์ที่ถ่ายทำแล้วเข้าในราชอาณาจักรในประเภทการค้า ๑ การขายของชนิด ๑ (ก) ดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว อีกประเภทหนึ่ง เมื่อโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าในขณะเดียวกัน ๒ ประเภท คือ ประเภทการค้า ๑ ชนิด ๑ (ก)และประเภทการค้า ๕ โจทก์ก็มีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าทั้ง ๒ ประเภท การที่โจทก์ต้องเสียภาษีการค้าในประเภทการค้า ๑ ชนิด ๑ (ก) ด้วย ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์และข้อต่อสู้ของจำเลย จึงไม่เป็นการซ้ำซ้อนกัน หากเป็นการเสียภาษีแต่ละประเภทการค้าที่โจทก์ได้กระทำในฐานะผู้ประกอบการค้าให้ครบถ้วนตามประมวลรัษฎากร ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยกับข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อุดม เพชรคุปต์ · พิชัย รชตะนันทน์ · กฤษณ์ โสภิตกุล
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายถนอม ครูไพ
ศาลศาลอุทธรณ์ - นายยงยุทธ เลอลภ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้