Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1072/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ไม่มีพยานที่รู้เห็นในขณะกระทำผิดมาเบิกความคงมีแต่คำให้การของผู้เสียหาย และ ล. ที่ให้การต่อพนักงานสอบสวน และมีคำเบิกความของพนักงานสอบสวนรับรองว่าได้สอบปากคำผู้เสียหายและ ล. ไว้ พยานโจทก์จึงมีแต่พยานบอกเล่า โดยไม่มีพยานอื่นใดประกอบ ไม่เป็นหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าจำเลยกระทำตามที่บอกเล่าแม้โจทก์จะนำสืบและส่งคำให้การของผู้เสียหายกับ ล.ต่อศาลโดยจำเลยมิได้ค้านว่าข้อความในเอกสารไม่ถูกต้อง ก็ไม่อาจถือได้ว่าเหตุการณ์เป็นจริงดังที่ผู้เสียหายและ ล. ให้การ ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2ร่วมกับจำเลยที่ 3 หลอกลวงผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและได้ไปซึ่งเงินจำนวน 11,000 บาท จากผู้เสียหายอันเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาปล้นทรัพย์ แต่การกระทำผิดฐานปล้นทรัพย์เป็นการลักทรัพย์โดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป โดยการกระทำนั้นมีลักษณะเป็นการชิงทรัพย์ซึ่งเป็นการได้ทรัพย์ของผู้เสียหายไปเช่นเดียวกันกับความผิดฐานฉ้อโกง จึงถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ อันจะเป็นเหตุให้ศาลต้องยกฟ้อง เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่หลงต่อสู้ ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานฉ้อโกงตามที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 192 วรรคสาม

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 25 ถึง 26 พฤษภาคม 2530เวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกัน จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะทำการปล้นทรัพย์เงินสดจำนวน 11,000 บาท ของนางพุฒ เรืองโอชา ผู้เสียหายไปโดยทุจริตขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 340, 340 ตรีจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 ถึงแก่กรรมศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง 340 ตรี วางโทษจำคุกคนละ 15 ปี คำให้การชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 10 ปีจำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2530 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 หลอกลวงผู้เสียหายว่าจำเลยที่ 3 ซึ่งปลอมตัวเป็นพระภิกษุสามารถบอกเลขสลากกินรวบที่ถูกรางวัลได้ และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้พาผู้เสียหายไปพบจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 บอกเลขสลากกินรวบให้ทั้งบอกให้ซื้อจากเจ้ามือที่อยู่ห่างจากอำเภอพลไปทางทิศเหนือเป็นเงิน 12,000 บาท ผู้เสียหายหลงเชื่อและรวบรวมเงินได้11,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้พาผู้เสียหายหาซื้อสลากกินรวบเมื่อไปถึงตำบลหนองซอน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคามจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้เงิน 11,000 บาท จากผู้เสียหายแล้วขับรถหลบหนีไปพิเคราะห์แล้ว ข้อฎีกาของโจทก์ฎีกาว่า จำเลยที 1 และที่ 2ได้เงินจากผู้เสียหาย 11,000 บาท โดยการขู่เข็ญของจำเลยที่ 1นั้น

เห็นว่าโจทก์ไม่มีพยานที่รู้เห็นในการกระทำผิดมาเบิกความต่อศาล คงมีแต่คำให้การของผู้เสียหาย และนางละเอียดที่ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 และมีคำเบิกความของร้องตำรวจโทพิบูลย์ ศรีนุต รับรองว่าได้สอบปากคำผู้เสียหายกับนางละเอียดไว้พยานโจทก์จึงมีแต่พยานบอกเล่าที่ได้บอกพนักงานสอบสวนว่าจำเลยที่ 1 ได้ขู่เข็ญเอาเงิน เหตุการณ์จะเป็นจริงอย่างที่ได้บอกเล่าไว้หรือไม่ก็ไม่มีผู้ใดยืนยันต่อศาลได้การที่มีแต่พยานบอกเล่า โดยไม่มีพยานอื่นใดประกอบเลย ไม่เป็นหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กระทำตามที่บอกเล่า และถึงแม้ว่าโจทก์จะได้นำสืบและส่งคำให้การผู้เสียหายกับนางละเอียดต่อศาล โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ค้านว่าข้อความในเอกสารไม่ถูกต้อง

ก็ไม่อาจถือได้ว่าเหตุการณ์จะเป็นจริงอย่างที่ผู้เสียหายและนางละเอียดให้การ และนอกจากนี้เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ต่าง ๆ ในคดีนี้แล้ว ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบรับว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้หลอกลวงผู้เสียหายจนหลงเชื่อและผู้เสียหายได้จัดการหาเงินเพื่อซื้อสลากกินรวบ จนกระทั่งให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์พาไปเพื่อซื้อสลากกินรวบตามที่จำเลยที่ 3 บอก เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุจึงได้มีการรับเงินกัน น่าจะเป็นกรณีที่ผู้เสียหายมอบเงินให้จำเลยที่ 1เพื่อนำไปซื้อสลากกินรวบ มิใช่เกิดจากการขู่เข็ญของจำเลยที่ 1พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อเอาเงินจากผู้เสียหายอันจะเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาฟังได้ว่า

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกับจำเลยที่ 3 หลอกลวงผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ และโดยการหลอกลวงดังกล่าวจำเลยได้ไปซึ่งจำนวนเงิน 11,000 บาท จากผู้เสียหายอันเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาปล้นทรัพย์ แต่การกระทำผิดฐานปล้นทรัพย์ก็เป็นการลักทรัพย์โดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่3 คนขึ้นไปโดยการกระทำนั้นมีลักษณะเป็นการชิงทรัพย์ซึ่งเป็นการได้ทรัพย์ของผู้เสียหายไปเช่นเดียวกันกับความผิดฐานฉ้อโกงจึงถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ อันจะเป็นเหตุให้ศาลต้องยกฟ้อง เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ โดยนำสืบว่าได้เงินจำนวน 11,000 บาท ไปจากผู้เสียหายจริง แต่มิได้กระทำความผิดตามฟ้องแสดงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้หลงต่อสู้ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานฉ้อโกงตามที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคสาม"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ให้จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยที่ 1และที่ 2 ต้องขังมาพอแก่โทษแล้ว ให้ปล่อยตัวจำเลยที่ 1 และ ที่ 2 ไป

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ก้าน อันนานนท์ · อากาศ บำรุงชีพ · อุดม เฟื่องฟุ้ง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้