Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1072/2507

พ.ศ. 2507 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์เป็นเจ้าคณะอำเภอ ฟ้องหาว่าจำเลยกล่าวคำหมิ่นประมาทใส่ความว่าโจทก์เข้าหานางชีที่ห้องวิปัสสนา เป็นเหตุให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง นั้น จำเลยขอพิสูจน์ความจริงได้ เพราะการพิสูจน์ความจริงของจำเลยย่อมเป็นประโยชน์แก่ประชาชน เนื่องจากประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ผู้เป็นศาสนิกชนย่อมหวงแหนที่จะมิให้ผู้ใดมาทำลายหรือทำความมัวหมองให้แก่พุทธศาสนาที่ตนนับถือ ยิ่งเมื่อจำเลยมาพิสูจน์ความจริงให้ประจักษ์ต่อศาลได้ ก็เป็นประโยชน์แก่คนทั่วไปที่จะได้ไม่มัวหลงเคารพเลื่อมใสโจทก์ต่อไป(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 24/2507)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า ก. เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2502 เวลากลางวันจำเลยสมคบกันกล่าวคำหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าคณะอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย โดยจำเลยที่ 1 กล่าวกับพระวินัยธรจันทร์ อ่อนพรหม เจ้าอาวาสวัดดอนไชย ว่า โจทก์เข้าหานางชีประเสริฐ สุขนิตย์ ที่ห้องวิปัสสนา โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้พบเห็น และได้มาตามจำเลยที่ 1 ไปดูเหตุการณ์พร้อมจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เป็นผู้เปิดประตูห้องวิปัสสนา พบโจทก์นั่งอยู่ในห้องนางชีประเสริฐ และจำเลยที่ 2 ได้กล่าวสนันสนุนถ้อยคำของจำเลยที่ 1 ว่า เมื่อจำเลยที่ 2 เปิดประตูห้องแล้วได้พบโจทก์นั่งคลุมโปงอยู่ในห้องนางชีประเสริฐ จำเลยที่ 2 ดึงผ้าคลุมโปงออกเห็นว่าผู้นั้นคือโจทก์

ส่วนจำเลยที่ 3 กล่าวสนับสนุนถ้อยคำจำเลยที่ 1 ที่ 2 ว่า ถ้อยคำที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 กล่าวนั้นเป็นจริงทุกประการ ทั้งกล่าวเสริมว่าโจทก์ไม่น่ากระทำเลย เพราะบวชมานานแล้วเสียผ้าเหลืองข. ระหว่างวันที่ 2 ถึง 5 ธันวาคม 2502 และ ค. ระหว่างวันที่ 11 ถึง 13 ธันวาคม 2502 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามกล่าวคำหมิ่นประมาทโจทก์ โดยกล่าวต่อพระภิกษุสำราญ โตสวัสดิ์ และพระมหาฟู ศรีสุชาติว่า จำเลยต้องย้ายวัดเพราะโจทก์ประพฤติไม่ดี เข้าหานางชีประเสริฐคำกล่าวของจำเลยทั้งสามไม่เป็นความจริง เป็นเหตุให้โจทก์เสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 3 ศาลอนุญาตจำเลยที่ 1-2 ปฏิเสธว่ามิได้กระทำผิดศาลชั้นต้นเชื่อว่าข้อความที่จำเลยกล่าวเป็นความจริง

มิใช่กลั่นแกล้งโจทก์ข้อความที่จำเลยกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนาและเป็นประโยชน์แก่ประชาชน จำเลยย่อมพิสูจน์ความจริงได้ไม่ต้องรับโทษตามมาตรา 330 พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายซึ่งโจทก์ฎีกาว่าจำเลยไม่มีสิทธิพิสูจน์ความจริงได้ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อความในวรรคแรกของมาตรา 330 ที่บัญญัติว่าถ้าผู้ถูกหาว่ากระทำผิดพิสูจน์ได้ว่า ข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษนั้นย่อม เป็นข้อบัญญัติที่แสดงว่า ในกรณีหมิ่นประมาทนั้น กฎหมายยอมให้พิสูจน์ความจริงได้ ซึ่งเมื่อพิสูจน์ได้ว่าข้อความที่กล่าวเป็นความจริง กฎหมายก็ไม่เอาโทษ ส่วนข้อความในวรรคสอง ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้พิสูจน์ในเมื่อเป็นกรณีดังที่วรรค 2 นี้ระบุไว้

ย่อมแสดงว่าข้อความในวรรคสอง นี้ เป็นบทบัญญัติยกเว้นจากวรรคแรกอันแสดงว่า วรรคแรกเป็นบทบัญญัติซึ่งเป็นหลักใหญ่ ส่วนวรรค 2 เป็นบทบัญญัติอันเป็นข้อยกเว้น การห้ามมิให้พิสูจน์ความจริงตามมาตรา 330 วรรคสองจะต้องประกอบด้วยเหตุ 2 ประการ คือ 1. ข้อที่หาว่าหมิ่นประมาทนั้นเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว 2. การพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ฉะนั้น ถ้าไม่ต้องด้วยเหตุ 2 ประการนี้แล้ว ผู้ถูกหาว่าหมิ่นประมาทก็ย่อมพิสูจน์ความจริงได้ สำหรับกรณีในคดีเรื่องนี้การพิสูจน์ความจริงของจำเลยจะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนหรือไม่ศาลฎีกาเห็นว่า ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ผู้เป็นศาสนิกย่อมหวงแหน ที่จะมิให้ผู้ใดมาทำลายหรือทำความมัวหมองให้แก่พุทธศาสนาที่ตนนับถือ

โจทก์นี้เป็นพระภิกษุผู้มีอาวุโสประกอบด้วยสมณศักดิ์และมีตำแหน่งสำคัญในทางศาสนา โจทก์ย่อมอยู่ในฐานะอันเป็นหลักสำคัญของศาสนิกชนที่จะติดต่อปฏิบัติศาสนกิจด้วยความเลื่อมใสศรัทธา แต่โจทก์กลับไปทำทางลามกกับสตรีเพศ อันถือว่าเป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงของผู้อยู่ในสมณเพศเป็นทางนำมาซึ่งความมัวหมองและเสื่อมเสียแก่พุทธศาสนาอย่างร้ายแรงแม้แต่ตอนที่พวกจำเลยพากันไปเป็นสักขีพยานรู้เห็นในการประพฤติชั่วช้าของโจทก์ ก็ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการที่จะกำจัดผู้ทำมัวหมองและเสื่อมเสียแก่พุทธศาสนา เมื่อจำเลยมาพิสูจน์ความจริงให้ประจักษ์ต่อศาลได้อีก ก็ย่อมเป็นประโยชน์ยิ่งขึ้น ทั้งเป็นประโยชน์แก่ผู้คนทั่วไปที่จะได้ไม่มัวหลงเคารพเลื่อมใสโจทก์ต่อไปศาลฎีกาได้พร้อมกันประชุมใหญ่แล้วเห็นว่า การพิสูจน์ความจริงของจำเลยย่อมเป็นประโยชน์แก่ประชาชน จำเลยจึงขอพิสูจน์ความจริงได้ ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สอาด นาวีเจริญ · เจน เวชศิลป์ · สวิง ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้