Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2516 (เลขอ้างอิง 107175)

พ.ศ. 2516 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พฤติการณ์ที่ถือว่าจำเลยจงใจประวิงหน่วงเหนี่ยวให้คดีชักช้าโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ซึ่งศาลมีอำนาจงดสืบพยานจำเลยและชี้ขาดคดีไป โดยไม่ต้องสืบพยานจำเลยได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกที่ดินของโจทก์ ขอให้ขับไล่ให้รื้อรั้ว และห้ามเกี่ยวข้องกับให้ใช้ค่าเสียหาย จำเลยต่อสู้ว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้ขอจับจองและทำประโยชน์มี น.ส.๓ แล้ว และจำเลยที่ ๒, ๓, ๔ เช่าจากจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒, ๓, ๔ ขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์นำสืบก่อน เมื่อสืบพยานโจทก์หมดแล้วถึงวันนัดสืบพยานจำเลยนัดสุดท้าย จำเลยที่ ๑ ซึ่งอ้างตัวเองเป็นพยานและพยานอื่นไม่มาตามนัด

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นพฤติการณ์ประวิงคดีไม่อนุญาตให้เลื่อน ถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบ แล้วศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ครอบครองที่พิพาทและมีสิทธิดีกว่าจำเลย จำเลยร่วมกันบุกรุกที่พิพาทเป็นเหตุให้โจทก์เสียหายพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่รวมทั้งบริวารออกไปจากที่พิพาท ห้ามเกี่ยวข้อง ให้จำเลยที่ ๑ รื้อรั้วซึ่งสร้างรุกล้ำที่พิพาท และให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ๖,๐๐๐ บาท รวมทั้งค่าเสียหายอีกปีละ๔,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกไป จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนาประวิงคดีศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานจำเลยยังไม่ถูกต้อง พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา กระบวนพิจารณาที่จำเลยที่ ๑ กระทำต่อศาลปรากฏว่า ในวันสืบพยานโจทก์นัดที่สองต่อจากนัดก่อนในวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๑๔ โจทก์สืบพยานหมดโดยไม่ขอสืบต่อไป จำเลยขอสืบพยานแก้ตัวจำเลยที่ ๑ได้ไปศาลในวันนั้น แถลงขอเลื่อนไปสืบพยานจำเลยวันที่ ๓๐ เมษายน๒๕๑๔ อ้างว่าจะจัดงานศพมารดาและงานอื่น ๆ ศาลชั้นต้นเห็นว่าขอนัดนานไป คงให้เลื่อนไปสืบในวันที่ ๘ และวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๑๔ ก่อนถึงวันนัด จำเลยที่ ๑ ได้ขอหมายเรียกพยานบุคคลและเรียกเอกสาร ครั้นถึงวันนัดวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๑๔ ทนายจำเลยที่ ๑ได้มอบฉันทะให้เสมียนทนายมายื่นคำร้องขอเลื่อนคดี อ้างว่าจำเลยที่ ๑ป่วยมาศาลไม่ได้ มีใบรับรองของแพทย์สถานตรวจโรคปอดขอนแก่นว่าจำเลยที่ ๑ ป่วยเยื่อหุ้มปอดอักเสบ

จะต้องรักษาตัว ๑๕ วัน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปสืบในวันที่ ๒๖, ๒๘, ๓๐ เมษายน ๒๕๑๔ รวม ๓ วัน ก่อนวันนัด จำเลยที่ ๑ ขอหมายเรียกพยานบุคคล ถึงวันนัด วันที่ ๒๖เมษายน ๒๕๑๔ ทนายจำเลยที่ ๑ มอบฉันทะให้เสมียนทนายมายื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอีก อ้างว่าจำเลยที่ ๑ ป่วย และไม่ได้ส่งหมายเรียกให้พยานมีใบรับรองของแพทย์คนเดิมว่า จำเลยที่ ๑ ป่วยเยื่อหุ้มปอดอักเสบจะต้องรักษาตัวอีก ๑๕ วัน ทนายจำเลยที่ ๑ ไปศาลในวันนัด ศาลชั้นต้นตั้งข้อสังเกตว่า จำเลยที่ ๑ พยายามจะประวิงคดี กำชับไม่ให้ขอเลื่อนอีกในนัดหน้า แล้วอนุญาตให้เลื่อนไปสืบในวันที่ ๒๔, ๒๕, ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๑๔ ในนัดหลังนี้ จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ขอหมายเรียกพยาน ถึงวันนัดวันที่ ๒๔พฤษภาคม ๒๕๑๔ เวลา ๙.๔๐ นาฬิกา

ศาลออกนั่งพิจารณาจำเลยที่ ๑ และพยานจำเลยไม่มาศาล ทนายจำเลยที่ ๑ แถลงว่า จำเลยที่ ๑ ไม่มาศาลไม่ทราบเหตุขัดข้อง ในระยะนี้จำเลยที่ ๑ สุขภาพไม่ดีต้องเลื่อนคดีเพราะป่วยมา ๒ ครั้งแล้ว เข้าใจว่านัดนี้จำเลยที่ ๑ อาจจะป่วย จึงขอเลื่อนไปโจทก์แถลงคัดค้าน ขอให้ศาลสั่งงดสืบพยานจำเลย ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนาประวิงคดีให้ล่าช้าและไม่เอาใจใส่นำพยานมาสืบตามนัดถือว่าจำเลยที่ ๑ ไม่มีพยานมาสืบ คดีเป็นอันเสร็จการพิจารณา ต่อมาวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๑๔ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอสืบพยานต่อไป อ้างเหตุต่าง ๆ คือ จำเลยที่ ๑ ป่วย ได้ไปรักษาตัวที่จังหวัดพระนครในวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๑๔ มีใบรับรองแพทย์ประจำร้านแพทย์ปริญญาตั้งอยู่ปากซอยจารุรัตน์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ พระนคร ว่าจำเลยที่ ๑ป่วยเป็นโรคโลหิตเลี้ยงสมองไม่พอ และโรคหมดประจำเดือน จำเลยที่ ๑ไม่ทราบวันนัดของศาล และจำเลยที่ ๑ ได้เดินทางมาถึงศาลในวันนัดครั้งสุดท้ายเวลาบ่ายแล้ว ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องเสีย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามที่จำเลยที่ ๑ ขอเลื่อนการพิจารณาสืบพยานฝ่ายตนมาเป็นลำดับนั้น เมื่อศาลอนุญาตให้เลื่อนไปแล้ว ในนัดต่อมาก็ไม่ได้สืบสักนัดเดียว เฉพาะนัดหลังสุดนี้ ทั้ง ๆ ที่ศาลได้สั่งกำชับไว้ในนัดก่อนแล้ว ตัวจำเลยที่ ๑ ก็ไม่มาศาล ทั้งพยานอื่นก็ไม่ได้นำมาสืบ โดยทนายจำเลยแถลงว่าไม่ทราบเหตุขัดข้องที่จำเลยที่ ๑ไม่มาศาลเข้าใจเอาเองว่าจำเลยที่ ๑ อาจจะป่วย ซึ่งไม่มีหลักฐานแสดงว่าจำเลยที่ ๑ ป่วยจริง เพียงแต่คำแถลงของทนายจำเลยกล่าวอ้างเข้ามาลอย ๆ เพื่อจะขอเลื่อนคดีต่อไป โดยไม่สังวรต่อการที่ศาลเคยกำชับไว้เช่นนี้ จะถือว่ามีเหตุผลอันสมควรในการขอเลื่อนคดีไม่ได้ที่ศาลอุทธรณ์เชื่อว่าจำเลยที่ ๑ ยังป่วยเป็นโรคปอดอยู่ โดยไม่มีเจตนาประวิงคดีนั้นตามใบรับรองแพทย์ ครั้งก่อนๆไม่ได้ลงความเห็นว่าเป็นโรคปอดชนิดเรื้อรังรักษาไม่หาย

ตรงข้ามคงลงความเห็นแต่ละครั้งเพียงว่า ให้หยุดพักเป็นคราว ๆ คราวละ ๑๕ วันเท่านั้น แสดงว่าน่าจะไม่ใช่อาการป่วยในขั้นรุนแรงถึงกับต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เมื่ออาการทุเลาแล้วย่อมจะไปทำธุรกิจใด ๆ ก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันนัดครั้งสุดท้ายจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ป่วยเป็นโรคปอดแล้ว กลับแสดงว่าป่วยเป็นโรคอย่างอื่นถึงกระนั้นก็ยังเดินทางไปศาลได้ แต่ไปถึงเอาตอนบ่าย ซึ่งล่วงเลยเวลานัดของศาลไปแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ ป่วยจริงดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ เพราะถ้าจำเลยที่ ๑ ป่วยจริงก็ต้องแสดงใบรับรองแพทย์ต่อศาลก่อนที่ทนายจำเลยจะขอเลื่อนคดีในนัดสุดท้ายแล้ว ทั้งทนายจำเลยก็มิได้เอาใจใส่เตรียมพยานอื่นไปสืบโดยมิได้ขอหมายเรียกพยานไว้

จำเลยที่ ๑จะมาอ้างในภายหลังว่าไม่มีเจตนาประวิงคดีหาได้ไม่ พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าว ส่อให้เห็นชัดว่าเป็นการจงใจประวิงหน่วงเหนี่ยวให้คดีชักช้า โดยปราศจากเหตุผลอันสมควรซึ่งเป็นการดำเนินคดีอันผิดความประสงค์ของการพิจารณาคดีที่ไม่ต้องการให้ศาลเลื่อนอย่างพร่ำเพรื่อดังที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๗ บัญญัติวางหลักปฏิบัติไว้ จึงชอบที่ศาลจะงดสืบพยานจำเลยและชี้ขาดคดีไปโดยไม่ต้องสืบพยานของจำเลยที่ ๑ ได้ศาลฎีกาเห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยที่ ๑ เสียนั้นชอบแล้ว คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้ชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาทที่จำเลยอุทธรณ์ไว้

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ ๑ ต่อไป แล้วพิพากษาใหม่

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เสถียร ลิมปิษเฐียร · ถนอม ครูไพศาล · ชุ่ม สุนทรธัย
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ - นายอำพัน สุวรรณรัตน์
ศาลอุทธรณ์ - นายพิทยา มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้