คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ได้รับมรดกครบถ้วนและจำเลยฟ้องเรียกทรัพย์มรดกจากผู้จัดการมรดกมิได้ฟ้องเรียกเอาส่วนของโจทก์ที่ได้รับไปแล้ว จำเลยจึงมิได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "
ศาลฎีกาวินิจฉัย
พิเคราะห์แล้วปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ก็คือ การสมรสระหว่างจำเลยกับเรือเอกเชิดชาย ศรีงามผ่อง เป็นโมฆะหรือไม่ จากการนำสืบของทั้งสองฝ่าย ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยได้จดทะเบียนสมรสกับเรือเอกเชิดชายเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2537 ปรากฏตามใบสำคัญการสมรสเอกสารหมาย จ.6 ซึ่งการสมรสนั้นจะทำได้ต่อเมื่อจำเลยกับเรือเอกเชิดชายยินยอมเป็นสามีภริยากัน และการเป็นสามีภริยากันนั้นก็คือทั้งสองคนตกลงจะเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกัน จึงจำต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาทั้งในทางธรรมชาติและกฎหมาย นั่นก็คือจะได้ดูแลความทุกข์สุขเจ็บป่วยซึ่งกันและกัน ต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน จำเลยเบิกความว่าได้อยู่กินฉันสามีภริยากับเรือเอกเชิดชายก่อนจดทะเบียนสมรสนานประมาณ 5 ปี แต่ในขณะเดียวกันจำเลยกลับเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าจำเลยพักอาศัยอยู่ที่บ้านของน้องสาวจำเลยมาตั้งแต่ปี 2526 ส่วนเรือเอกเชิดชายนั้นก็พักอาศัยอยู่บ้านของเรือเอกเชิดชาย ซึ่งจำเลยเคยไปที่บ้านของเรือเอกเชิดชายหลายครั้งแต่ไม่ได้พักอาศัยอยู่ด้วยแต่อย่างใด ในปี 2534 ถึง 2535 เรือเอกเชิดชายต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
โจทก์เป็นผู้พาเรือเอกเชิดชายไปโรงพยาบาลและเสียค่ารักษาพยาบาลให้ และยังให้เรือเอกเชิดชายไปพักอาศัยอยู่ด้วย ส่วนจำเลยคงพักอาศัยอยู่กับน้องสาวเช่นเดิม จากข้อเท็จจริงดังกล่าวเมื่อนำมาวินิจฉัยเข้ากับคำเบิกความของโจทก์ที่ว่านางทองอยู่มารดาของโจทก์ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2530 ต่อมาปลายปี2535 เรือเอกเชิดชายป่วย โจทก์ได้พาไปรักษาที่โรงพยาบาลแล้วนำตัวมาพักอาศัยอยู่ที่บ้านของโจทก์ เนื่องจากเห็นว่าไม่สมควรที่จะให้เรือเอกเชิดชายอยู่บ้านเพียงลำพังคนเดียว จนกระทั่งวันที่ 15 สิงหาคม 2537 เรือเอกเชิดชายก็ถึงแก่กรรม ได้ความจากโจทก์ต่อไปว่าไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่า เรือเอกเชิดชายได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยไม่เคยรู้จักกับจำเลยมาก่อน
จำเลยไม่เคยออกค่ารักษาพยาบาลและไม่เคยมาเยี่ยมเรือเอกเชิดชาย รูปคดีเห็นได้ว่าจำเลยกับเรือเอกเชิดชายมิได้อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของจำเลยอีกว่า จำเลยยังไม่อยากไปจดทะเบียนสมรสจนกระทั่งในตอนหลังเรือเอกเชิดชายเป็นผู้พาไปจดทะเบียนสมรสเองโดยเรือเอกเชิดชายบอกว่าหากจำเลยไม่จดทะเบียนสมรสกับเรือเอกเชิดชายแล้วจะไม่มีผู้ใดมีสิทธิรับเงินบำเหน็จตกทอด เมื่อเรือเอกเชิดชายถึงแก่กรรม ซึ่งจำเลยก็ได้ไปรับเงินบำเหน็จตกทอดมาแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้เห็นได้ว่าจำเลยจดทะเบียนสมรสกับเรือเอกเชิดชายโดยมิได้มีเจตนาที่จะเป็นสามีภริยากันมาตั้งแต่แรก หากแต่เป็นการกระทำเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนั่นก็คือการมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตกทอดดังกล่าวนั่นเอง การสมรสของจำเลยจึงฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 จึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"
ผลคำพิพากษา
พิพากษากลับว่า การสมรสระหว่างจำเลยกับเรือเอกเชิดชาย ศรีงามผ่อง เป็นโมฆะให้แจ้งไปยังนายทะเบียนเพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส