Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1057/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่ออุทธรณ์ของโจทก์เป็นการขอให้ศาลอุทธรณ์แก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยเพิ่มมูลหนี้ความรับผิดของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นอุทธรณ์ความรับผิดของจำเลยที่2อยู่ด้วยจึงหาทำให้คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่2ยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวแล้วหากคู่ความไม่ฎีกาคดีก็ย่อมเป็นที่สุดนับตั้งแต่ระยะเวลาฎีกาได้สิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา147วรรคสองดังนั้นเมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งพิพากษาแก้ให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามอุทธรณ์โจทก์เมื่อวันที่8พฤศจิกายน2525โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่16กันยายน2535ซึ่งยังไม่พ้นกำหนด10ปีนับแต่วันมีคำพิพากษาจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา271 เมื่อโจทก์ร้องขอให้ออกหมายบังคับคดีไม่เกิน10ปีนับแต่วันมีคำพิพากษาย่อมไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนหมายบังคับคดีส่วนค่าฤชาธรรมเนียมตามหมายบังคับคดีแม้จะเกินกว่าคำพิพากษาก็ย่อมออกคำสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำพิพากษาซึ่งเป็นเรื่องที่ศาลสั่งแก้ไขหมายบังคับคดีมิใช่แก้ไขคำพิพากษาเมื่อค่าฤชาธรรมเนียมตามหมายบังคับคดีเกินกว่าที่จำเลยต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นแก้ไขใหม่ให้ถูกต้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 512,831.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 433,806.64 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาส่วนจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดตามฟ้องขอให้ยกฟ้อง เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2524

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ 463,168.70 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 394,163.15 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์เพียง 50,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 50,000 บาท นับแต่วันที่4 สิงหาคม 2520 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมค่าขึ้นศาลคิดเท่าที่จำเลยแต่ละคนแพ้คดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในค่าทนายความเพียง 500 บาท แทนโจทก์ด้วยฟ้องนอกนั้นให้ยกโจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดในมูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินด้วย

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน 49,662.97 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 39,643.49 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระให้เสร็จ อีกจำนวนหนึ่งด้วยให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 600 บาท ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2525 โจทก์ขอหมายบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2535 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2535จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่21 ธันวาคม 2524 โจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาในส่วนที่ให้จำเลยที่ 2 รับผิดในจำนวนเงิน 50,000 บาท จึงถึงที่สุดนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา

การที่โจทก์ขอออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 16 กันยายน 2535 เกิน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นพิพากษา และศาลชั้นต้นก็ออกหมายบังคับคดีให้นั้นไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ทั้งค่าฤชาธรรมเนียมค่าทนายความตามหมายบังคับคดีดังกล่าวก็เกินกว่าคำพิพากษาที่ให้จำเลยที่ 2 รับผิด ขอให้ยกเลิกหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นลงวันที่ 16 ตุลาคม 2535 ในส่วนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2ประการแรกมีว่า โจทก์ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาแก่จำเลยที่ 2 ภายใน 10 ปีนับแต่วันมีคำพิพากษา หรือไม่

จำเลยที่ 2ฎีกาว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2524ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้จำนวน 436,168.70 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดเพียง 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมค่าขึ้นศาลเท่าที่จำเลยแต่ละคนแพ้คดี สำหรับค่าทนายความกำหนดให้จำเลยที่ 2 รับผิดเพียง 500 บาท ฟ้องนอกนั้นให้ยกเสีย โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาในส่วนนี้ คำพิพากษาในส่วนนี้จึงถึงที่สุดตั้งแต่วันครบกำหนดอุทธรณ์คือวันที่ 21 มกราคม 2525โจทก์ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นพิพากษา คือภายในวันที่ 21 ธันวาคม 2534 การที่โจทก์ร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2535และศาลชั้นต้นได้ออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 16 ตุลาคม 2535ให้นั้น เป็นการออกหมายบังคับคดีที่พ้นกำหนด 10 ปี แล้ว

ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 เห็นว่าปรากฏตามสำนวนว่าโจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่าให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 49,662.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอีกจำนวนหนึ่งด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งศาลอุทธรณ์ก็ได้พิพากษาแก้ไปตามที่โจทก์อุทธรณ์ว่าให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน 49,662.97 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอีกจำนวนหนึ่งด้วย แม้จำนวนเงินที่จำเลยที่ 2ต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จะมีจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยเช่นเดียวกับที่ศาลชั้นต้นพิพากษา แต่อุทธรณ์ของโจทก์ก็เป็นการขอให้ศาลอุทธรณ์แก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยเพิ่มมูลหนี้ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ด้วย จึงหาทำให้คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังที่จำเลยฎีกาไม่

เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวแล้ว หากคู่ความไม่ฎีกา คดีก็ย่อมเป็นที่สุดนับตั้งแต่ระยะเวลาฎีกาได้สิ้นสุดลง ตามนัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 147 วรรคสอง ปรากฏว่าศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2525 โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2535 ซึ่งยังไม่พ้นกำหนด10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้วปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อมามีว่า ศาลต้องเพิกถอนหมายบังคับคดีที่ออกเกินกว่าคำพิพากษาหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระค่าฤชาธรรมเนียมประมาณ4,000 บาท แต่ค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามหมายบังคับคดีมีจำนวนถึง 17,240 บาท เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 เห็นว่าปัญหาข้อนี้จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างไว้ในอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปทีเดียว ปรากฏว่าค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามหมายบังคับคดีเกินกว่าที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามคำพิพากษาจำนวนมาก แต่เมื่อคดีฟังว่าโจทก์ร้องขอให้ออกหมายบังคับคดีไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาตามที่วินิจฉัยมา ย่อมไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนหมายบังคับคดี ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมตามที่ปรากฏในหมายบังคับคดีแม้จะเกินกว่าคำพิพากษา ถ้าความปรากฏขึ้นมาต่อศาลชั้นต้นศาลชั้นต้นก็ย่อมออกคำสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำพิพากษาซึ่งเป็นเรื่องที่ศาลสั่งแก้ไขหมายบังคับคดีมิใช่แก้ไขคำพิพากษา สมควรให้ศาลชั้นต้นแก้ไขใหม่ให้ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วนพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามคำพิพากษา แล้วออกหมายบังคับคดีแก้ไขค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดเสียใหม่ให้ถูกต้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อำนวย สุขพรหม · ปรีชา นาคพันธุ์ · ระพินทร บรรจงศิลป
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1467/2566

ในชั้นเดิมที่ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลชั้นที่สุดโดยตรง เพื่ออธิบายว่ากรณีจะต้องบังคับตามรูปแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.20 หรือต้องบังคับให้มีเน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2040/2563

หนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้เงิน เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำบังคับ เป็นกรณีที่ต้องตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6663/2558

การขอให้บังคับตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ออกจากสารบัญจดทะเบียนตามโฉนดที่ดิน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์ มิใช่เป็นการบ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14122/2558

หนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้เงิน เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำบังคับ เป็นกรณีที่ต้องตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อพิจารณาต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13553/2557

กำหนดระยะเวลาบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ที่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น หมายถึงวันที่คำพิพากษาถึงที่สุด คดีนี้ศาลช…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้