Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10553/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามหนังสือมอบอำนาจช่วง และฟ้องเดิมของโจทก์ระบุว่าฟ้อง นางสาวดารุณีเป็นจำเลยที่ 1 โดยให้รับผิดในมูลละเมิด ระบุว่าภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 อยู่บ้านเลขที่ 1 หมู่ที่ 3 อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง ต่อมาโจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องโดยแก้ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นนางดารุณีหรือนางสาวดรุณี และขอแก้ไขภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 เป็นบ้านเลขที่ 2/1 หมู่ที่ 10 ซึ่งภูมิลำเนาตามที่ขอแก้ไขตรงกับภูมิลำเนาปัจจุบันของจำเลยที่ 1 ที่ให้การระบุว่า จำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 2/1 หมู่ที่ 10 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง โดยระบุว่าย้ายมาจากบ้านเลขที่ 1 หมู่ที่ 3 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองรถยนต์คันที่ทำละเมิดในคดีนี้ ดังนี้จึงเป็นการแก้ไขชื่อตัว ชื่อสกุล และภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ตามฟ้องเดิมซึ่งเป็นจำเลยคนเดียวกัน มิใช่แก้ไขคำฟ้องโดยเปลี่ยนตัวจำเลยที่ 1 จากนางสาวดารุณี เป็นนางสาวดรุณี ซึ่งเป็นคนละคนกันแต่อย่างใด อีกทั้งการที่โจทก์ระบุชื่อตัวและชื่อสกุลของจำเลยที่ 1 ในหนังสือมอบอำนาจช่วงและคำฟ้องเดิมผิดพลาดคลาดเคลื่อนนั้น ก็เป็นการสะกดชื่อตัวผิดเล็กน้อยจาก "นางสาวดรุณี" เป็น "นางสาวดารุณี" พอถือว่าเป็นชื่อเดียวกันนั้นเอง ส่วนชื่อสกุลสะกดผิดจาก "สังข์แก้ว" เป็น "สังข์ทอง" ก็ผิดเฉพาะพยางค์ท้ายเท่านั้น พยางค์หน้าเป็นคำเดียวกัน ชื่อสกุลจึงคล้ายคลึงกันมาก แสดงว่าที่ระบุชื่อตัวและชื่อสกุลจำเลยที่ 1 ผิดเกิดจากการสับสนเข้าใจผิดในชื่อของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ถือว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยที่ 1 และได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามหนังสือมอบอำนาจช่วงถูกตัวและถูกต้องชอบแล้ว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 470,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากไม่ได้บรรยายฟ้องว่ารถคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้เสียหายอย่างไร และไม่ได้บรรยายให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 กับนายเสถียรเป็นนายจ้างลูกจ้างกันอย่างไร วันเกิดเหตุนายเสถียรทำงานในทางการที่จ้างให้แก่จำเลยที่ 1 อย่างไร เหตุละเมิดไม่ได้เกิดจากความประมาทของนายเสถียร ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ค่าซ่อมแซมรถไม่เกิน 50,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 และนายเสถียร จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน 80-2125 พัทลุง จากจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ส่งมอบการครอบครองให้จำเลยที่ 1 ไปแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น

โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนยัน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ตามสำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.6 โจทก์มอบอำนาจให้นายสมพจน์ มีอำนาจดำเนินคดีแทนและมอบอำนาจช่วงได้ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.7 นายสมพจน์ได้มอบอำนาจช่วงให้นายทรงชัย หรือนายสุนันท์ หรือนายศราวุธ ฟ้องคดีนี้แทนตามหนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.10 โจทก์รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 80 - 5714 สุราษฎร์ธานี ตามกรมธรรม์ประกันภัย เอกสารหมาย จ.1 จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 80 - 2125 พัทลุง นายทักษิณ ได้ขับรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 80 - 5714 สุราษฎร์ธานี ไปตามถนนสายเอเซีย 41 จากอำเภอทุ่งสงมุ่งหน้าไปทางอำเภอเวียงสระ

นายเสถียร ขับรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 80 - 2125 จังหวัดพัทลุง จากอำเภอเวียงสระมุ่งหน้าไปอำเภอทุ่งสง เมื่อถึงที่เกิดเหตุรถยนต์บรรทุกทั้ง 2 คัน ได้ชนกันได้รับความเสียหายตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย ป.จ.1 ของศาลแพ่งธนบุรี คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารหมาย จ.8 มีข้อความว่า นายสมพจน์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้มอบอำนาจช่วงให้นายทรงชัยฟ้องและดำเนินคดีกับนางสาวดารุณี ที่ 1 บริษัทหาดใหญ่สหมอเตอร์ จำกัด ที่ 2 และผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีและตามคำฟ้องเดิมโจทก์ได้ฟ้องนางสาวดารุณี เป็นจำเลยที่ 1 บริษัทหาดใหญ่สหมอเตอร์

จำกัด เป็นจำเลยที่ 2 โดยฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 80 - 2125 พัทลุง และจำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์คันดังกล่าวร่วมกันเป็นนายจ้างหรือตัวการของนายเสถียร ผู้ทำละเมิดในทางการที่จ้างหรือมอบหมายจากจำเลยทั้งสองโดยคำฟ้องเดิมระบุภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ว่า อยู่บ้านเลขที่ 1 หมู่ที่ 3 อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง แม้ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องตามคำร้องลงวันที่ 24 เมษายน 2541 โดยขอแก้ชื่อจำเลยที่ 1 จากนางสาวดารุณี เป็นนางดารุณีหรือนางสาวดรุณี และได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องตามคำร้องลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2541 ขอแก้ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นนางสาวดรุณี และขอแก้ไขภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 เป็นบ้านเลขที่ 2/1 หมู่ที่ 10 ก็เป็นการแก้ไขชื่อตัวชื่อสกุลและภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ตามฟ้องเดิมซึ่งเป็นจำเลยคนเดียวกัน

มิใช่การแก้ไขคำฟ้องโดยการเปลี่ยนตัวจำเลยที่ 1 จากนางสาวดารุณี เป็นนางสาวดรุณี ซึ่งเป็นคนละคนกัน ภูมิลำเนาที่ขอแก้ไขนั้นก็ตรงกับภูมิลำเนาปัจจุบันของจำเลยที่ 1 ที่ให้การระบุว่า จำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 2/1 หมู่ที่ 10 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง ซึ่งตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารท้ายคำร้องดังกล่าวปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ย้ายภูมิลำเนามาจากบ้านเลขที่ 1 หมู่ที่ 3 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง ซึ่งก็ตรงกับภูมิลำเนาของนางสาวดารุณี จำเลยที่ 1 ตามคำฟ้องเดิมก่อนมีการแก้ไขและตรงกับสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนท้ายคำร้องดังกล่าว ทั้งตามภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ที่ระบุในคำฟ้องก็ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลชื่อนางสาวดารุณีหรือดรุณี

อันจะแสดงว่าฟ้องผิดตัว นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ก็เป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 80 - 2125 พัทลุง จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้ครอบครองรถยนต์คันดังกล่าวและเป็นนายจ้างหรือตัวการนายเสถียรผู้ทำละเมิดตามที่โจทก์เข้าใจ ตามหนังสือมอบอำนาจและตามฟ้องมานั้นเอง ที่โจทก์ระบุชื่อตัวและชื่อสกุลของจำเลยที่ 1 ในหนังสือมอบอำนาจช่วงและคำฟ้องเดิมผิดพลาดคลาดเคลื่อนนั้น ก็เป็นการสะกดชื่อตัวผิดเล็กน้อยจาก "นางสาวดรุณี" เป็น "นางสาวดารุณี" พอถือว่าเป็นชื่อเดียวกันนั้นเอง ส่วนชื่อสกุลสะกดผิดจาก "สังข์แก้ว" เป็น "สังข์ทอง" ก็ผิดเฉพาะพยางค์ท้ายเท่านั้น พยางค์หน้าเป็นคำเดียวกัน ชื่อสกุลจึงคล้ายคลึงกันมาก แสดงว่าที่ระบุชื่อตัวและชื่อสกุลจำเลยที่ 1 ผิดเกิดจากการสับสนเข้าใจผิดในชื่อของจำเลยที่ 1 เท่านั้น

ถือว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยที่ 1 และได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามหนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารหมาย จ.8 ถูกตัวและถูกต้องชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยมิได้วินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทข้ออื่น ๆ ให้ครบถ้วนทุกข้อ จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่การย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาในประเด็นข้ออื่น ๆ ที่ยังไม่ได้วินิจฉัยนั้นจะทำให้คดีล่าช้าเสียความเป็นธรรมโดยไม่จำเป็น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในประเด็นข้ออื่น ๆ นั้นไปในคำพิพากษานี้ ในปัญหาที่ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยที่ 1 ให้การว่า

ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากมิได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ภายใน 1 ปี นับแต่เกิดเหตุละเมิด เห็นว่า เหตุละเมิดเกิดวันที่ 13 กันยายน 2539 วันสุดท้ายที่ครบกำหนด 1 ปี คือวันที่ 13 กันยายน 2540 เป็นวันเสาร์และวันที่ 14 ก็เป็นวันอาทิตย์หยุดทำการตามประเพณี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/4 ประกอบมาตรา 193/8 ให้วันเริ่มทำการใหม่ต่อจากวันที่หยุดทำการนั้นเป็นวันสุดท้ายของระยะเวลาอายุความ 1 ปี นั้น ดังนั้นโจทก์จึงฟ้องคดีนี้วันที่ 15 ซึ่งเป็นวันจันทร์เริ่มทำการใหม่ต่อจากวันเสาร์และอาทิตย์ได้ ถือว่าโจทก์ฟ้องภายในกำหนดอายุความ 1 ปีแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ในปัญหาที่ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้จำเลยที่ 1 เห็นว่า จำเลยที่ 1 กับนายเสถียร เป็นนายจ้างลูกจ้างกันอย่างไร วันเกิดเหตุนายเสถียรทำงานอะไร ซึ่งเป็นงานในทางการที่จ้างให้แก่จำเลยที่ 1 รถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 80 - 5714 สุราษฎร์ธานี ซึ่งทำประกันไว้กับโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไร ต้องซ่อมแซมอย่างไรบ้าง เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องในเรื่องนี้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 80 - 2125 พัทลุง เป็นนายจ้างหรือตัวการของนายเสถียร จ้างวานใช้ให้นายเสถียรกระทำไปในทางการที่จ้างหรือที่มอบหมายในขณะเกิดเหตุนายเสถียรเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 80 - 2125 พัทลุง

ไปในทางการที่จ้างหรือที่มอบหมายจากจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2539 เวลา 15.30 นาฬิกา นายเสถียรขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 80 - 2125 พัทลุง จากอำเภอเวียงสระมาตามถนนสายเอเซีย 41 มุ่งหน้าไปอำเภอทุ่งสง ด้วยความประมาทขับรถด้วยความเร็วสูงเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุได้ขับแซงรถจักรยานยนต์ล้ำเข้าไปในช่องทางรถสวนอย่างกะทันหันและรวดเร็วพุ่งเข้าชนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 80 - 5714 สุราษฎร์ธานี ทำให้รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 80 - 5714 สุราษฎร์ธานี ได้รับความเสียหายได้แก่ กันชนหน้าแตก กระโปรงหน้าแตก กระจกหน้าแตก และอื่น ๆ ปรากฏตามใบเสนอราคาและภาพถ่าย เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 และ 6 โจทก์ผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวได้ทำการซ่อมแซม โดยเสียค่าใช้จ่าย

ค่าซ่อมแซม และค่าลากรถมาซ่อม รวมเป็นเงิน 470,000 บาท ปรากฏตามสำเนาใบสั่งซ่อมเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 7 โจทก์จึงได้รับช่วงสิทธิในค่าเสียหายดังกล่าว เห็นว่า การบรรยายฟ้องตามคำฟ้องดังกล่าวมีความหมายชัดแจ้งว่า นายเสถียรเป็นลูกจ้างขับรถของจำเลยที่ 1 และขับรถในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ไปเกิดเหตุชนกับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหายกันชนหน้าแตก และอื่น ๆ รวมเป็นค่าเสียหาย 470,000 บาท ตามใบเสนอราคา ภาพถ่ายและใบสั่งซ่อมท้ายฟ้องหมายเลข 5 ถึง 7 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง คำฟ้องของโจทก์จึงชัดแจ้งไม่เคลือบคลุม ในปัญหาที่ว่า เหตุรถยนต์ทั้งสองคันชนกันเกิดจากความประมาทของนายเสถียรหรือนายทักษิณ

โจทก์มีนายทักษิณ ผู้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 80 - 5714 สุราษฎร์ธานี เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า พยานขับรถคันดังกล่าวจากอำเภอถ้ำพรรณรามุ่งหน้าไปทางอำเภอเวียงสระ เมื่อเลยสามแยกพรรณราประมาณ 100 เมตร รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 80 - 2125 พัทลุง ได้หลบรถจักรยานยนต์มาชนหน้ารถด้านขวา พยานหลบไม่พ้นและรถยนต์คันที่พยานขับตกข้างทาง โจทก์ยังมีร้อยตำรวจเอกยศ ขณะเกิดเหตุรับราชการอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอถ้ำพรรณรา จังหวัดนครศรีธรรมราช ทำหน้าที่เวรสอบสวนคดีอาญาเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า พยานได้รับแจ้งเหตุจึงไปที่เกิดเหตุ พบรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 80 - 2125 พัทลุง และคันหมายเลขทะเบียน 80 - 5714 สุราษฎร์ธานี ซึ่งเฉี่ยวชนกันอยู่ในที่เกิดเหตุ

จากการสอบสวนนายเสถียรขับรถแซงรถจักรยานยนต์ล้ำเข้าไปในช่องทางเดินรถของนายทักษิณเป็นเหตุให้รถยนต์ทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน พยานสรุปสำนวนว่าอุบัติเหตุเกิดจากความประมาทของนายเสถียรประกอบกับเมื่อเกิดเหตุรถยนต์ชนกันแล้ว รถยนต์คันที่นายทักษิณขับมาได้เสียหลักตกข้างทาง ส่วนรถยนต์คันที่นายเสถียรขับมายังคงจอดอยู่กลางถนน แสดงว่าจุดชนอยู่ในช่องเดินรถที่นายทักษิณขับมา ส่วนจำเลยที่ 1 มีเพียงตัวจำเลยที่ 1 และสิบตำรวจโทเสรี เป็นพยานเบิกความประกอบกันว่า อุบัติเหตุเกิดจากการประมาทร่วมกันของทั้งสองฝ่าย จึงเป็นการเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ จึงเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เหตุรถยนต์ชนกันเกิดจากความประมาทของนายเสถียรฝ่ายเดียว ในปัญหาที่ว่านายเสถียรเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 และทำละเมิดในทางการที่จ้างหรือตามที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 หรือไม่

เห็นว่า รถยนต์คันที่นายเสถียรขับเป็นของจำเลยที่ 1 ที่เช่าซื้อมา และจำเลยที่ 1 ก็เป็นผู้ประกอบการขนส่ง ที่นายเสถียรขับรถยนต์จนเกิดชนกันนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการขนส่งประกอบกับได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ปากร้อยตำรวจเอกยศว่า พยานได้เรียกจำเลยที่ 1 มาสอบปากคำ ทราบว่านายเสถียรเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ส่วนที่จำเลยที่ 1 มีตัวจำเลยที่ 1 และสิบตำรวจโทเสรี พี่ชาย เป็นพยานเบิกความประกอบกันว่า เมื่อจำเลยที่ 1 เช่าซื้อมาแล้วก็ให้สิบตำรวจโทเสรีนำไปให้นายเสถียรเช่าโดยไม่ได้ทำสัญญาเช่า จึงเป็นการเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ ถึงนายเสถียรซึ่งได้ตายไปแล้วจึงเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อพยานโจทก์และพฤติการณ์แห่งคดีน่าเชื่อว่านายเสถียรเป็นลูกจ้างและทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ในปัญหาที่ว่า

โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่เพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายเสถียรทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 จนเป็นเหตุให้รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 80 - 5714 สุราษฎร์ธานี ของห้างหุ้นส่วนจำกัดรวยพัฒนกิจได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดรวยพัฒนกิจ ในผลแห่งละเมิดที่นายเสถียรได้กระทำไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ได้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวได้ชำระค่าซ่อมและส่งมอบรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดรวยพัฒนกิจผู้เอาประกันภัยตามสัญญาประกันภัย โจทก์จึงได้รับช่วงสิทธิมาฟ้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าซ่อมและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์คันดังกล่าวได้ แต่ได้รับช่วงสิทธิเรียกค่าเสียหายได้เท่าที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดรวยพัฒนกิจจะมีสิทธิเรียกร้องได้จากจำเลยที่ 1 เท่านั้น ตามใบเสนอราคาเอกสารหมาย

ป.จ.2 ของศาลจังหวัดนครปฐม มีรายการเปลี่ยนอะไหล่ใหม่เกือบทั้งหมดจนเกินความจำเป็น ทั้งรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยและได้รับความเสียหายนั้นก็เป็นรถยนต์ที่ใช้งานมาแล้วนานประมาณ 2 ปี รถยนต์ซึ่งรวมอะไหล่ต่าง ๆ ที่ประกอบเป็นรถยนต์คันดังกล่าวย่อมมีราคาลดลงตามสภาพมูลค่าที่ซ่อมจึงสูงเกินกว่ามูลค่าความเสียหายของรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจริง เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้ตามสมควรแก่สภาพของรถยนต์ที่เสียหาย เป็นเงิน 250,000 บาท แม้โจทก์จะได้จ่ายค่าซ่อมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกี่ยวกับรถยนต์ไปเป็นเงิน 470,000 บาท ก็เป็นการจ่ายตามสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนจำกัดรวยพัฒนกิจ โจทก์มีสิทธิเพียงความเสียหายที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดรวยพัฒนกิจมีสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 เป็นเงินจำนวน 250,000 บาท ตามที่กำหนดมาให้แล้ว พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 250,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สิทธิชัย รุ่งตระกูล · สมศักดิ์ เนตรมัย · สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้