Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 105/2561

พ.ศ. 2561 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนออกจากบัญชีเงินฝาก ป. รวม 9 ครั้ง เป็นเงิน 4,173,000 บาท ตามที่ได้รับมอบอำนาจจาก ป. เพื่อนำไปให้ ต. ผู้ที่ขายเมทแอมเฟตามีนให้ ศ. กับพวก ถือว่าเป็นการกระทำด้วยประการใดๆ เพื่อปกปิดการได้มาซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงมีความผิดฐานฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (2), 60

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 60

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 6, (1) (4), 14 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3, 5, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1), 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 36 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ข้อหาอื่นให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1), 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 รวม 36 กระทง เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน 2555 นางสาวศิริพร กับพวก ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษจังหวัดลพบุรี สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีน 8,000 เม็ด ตามฟ้อง จากผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาว ซึ่งผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาวตกลงขายให้ ได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องโดยลำเลียงข้ามแม่น้ำโขงจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเข้ามาในฝั่งประเทศไทยแล้ว แต่ก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมพวกนางสาวศิริพรขณะที่ขนเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องผ่านมาที่จังหวัดนครราชสีมา และสามารถจับกุมนางสาวศิริพรได้ในเวลาต่อมาที่จังหวัดลพบุรีในวันเดียวกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ นายประกอบ คนสัญชาติลาวเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมาเปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคารกรุงเทพ

จำกัด (มหาชน) สาขาเทสโก้โลตัส มุกดาหาร บัญชีเลขที่ 663-0-11xxx-x ต่อมาก่อนที่นางสาวศิริพรกับพวกจะทำการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง ในช่วงเกิดเหตุแรกระหว่างวันที่ 2 กุมภาพันธ์ถึงวันที่ 28 มีนาคม 2555 เฉพาะที่เกี่ยวกับคดีนี้ มีการรับโอนเงินเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 26 ครั้ง เป็นเงิน 1,859,910 บาท โดยเงินที่รับโอนมาเป็นเงินที่นางสาวศิริพรโอนจากบัญชีเงินฝากนางสาวศิริพร บัญชีเลขที่ 114-0-05xxx-x รวม 4 ครั้ง เป็นเงิน 120,000 บาท เป็นเงินที่นางสาวศิริพรโอนเงินผ่านเคาน์เตอร์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาโคกสำโรง รวม 5 ครั้ง เป็นเงิน 670,000 บาท เป็นเงินที่นางสาวศิริพรโอนจากบัญชีเงินฝากนางสาวสุมนทา

บัญชีเลขที่ 114-0-24 xxx-x รวม 3 ครั้ง เป็นเงิน 90,000 บาท เป็นเงินที่นางสาวสุมนทาโอนเงินผ่านเคาน์เตอร์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาโคกสำโรง และสาขาลพบุรี รวม 2 ครั้ง เป็นเงิน 180,000 บาท เป็นเงินที่นางสาวพรรษา โอนเงินผ่านเคาน์เตอร์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาอำนาจเจริญ รวม 9 ครั้ง เป็นเงิน 630,000 บาท และเป็นเงินที่นางสาวจิรดา โอนเงินผ่านเคาน์เตอร์ที่ธนาคารรวม 3 ครั้ง เป็นเงิน 169,910 บาท เข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบ และหลังจากที่นางสาวศิริพรกับพวกซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องกันแล้ว ในช่วงเกิดเหตุที่สองระหว่างวันที่ 22 มิถุนายนถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 มีการรับโอนเงินเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 56 ครั้ง เป็นเงิน 3,380,284 บาท และในขณะเดียวกันกับช่วงที่มีการโอนเงินในช่วงเกิดเหตุช่วงที่สามระหว่างวันที่ 27 มีนาคมถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 จำเลยเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมาถอนเงินที่ธนาคารกรุงเทพ

จำกัด (มหาชน) สาขาเทสโก้โลตัส มุกดาหาร ออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 9 ครั้ง เป็นเงิน 4,173,000 บาท ตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบ ต่อมาจำเลยเดินทางเข้ามาในประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง จึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2556 ศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำพิพากษาว่านางสาวศิริพรกับพวกมีความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีน 8,000 เม็ด และมีการกระทำความผิดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และมีความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของนางสาวศิริพรกับพวกในความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีน 8,000 เม็ด และมีการกระทำความผิดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และในความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีน โดยร่วมกระทำความผิดกับพวกตามฟ้องหรือไม่ และจำเลยมีความผิดฐานฟอกเงิน โดยร่วมกระทำความผิดกับพวกตามฟ้องหรือไม่

ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยมีความผิด โดยในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของนางสาวศิริพรกับพวก จำเลยกระทำความผิดด้วยการร่วมกับพวกเปิดบัญชีเงินฝากนายประกอบ ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาเทสโก้โลตัส มุกดาหาร เพื่อรับโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนจากนางสาวศิริพรกับพวกผู้ค้ายาเสพติดให้โทษและผู้ค้ายาเสพติดให้โทษรายอื่นเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบ และจำเลยถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบ ตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบ เพื่อนำไปให้ผู้ที่ขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องแก่นางศิริพรกับพวก ส่วนในความผิดฐานฟอกเงิน จำเลยกระทำความผิดด้วยการร่วมกับพวกรับโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องจากนางสาวศิริพรกับพวกผู้ค้ายาเสพติดให้โทษเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบ และจำเลยถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบ อันเป็นการเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพื่อปกปิด

ข้อมูลคดี

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.1167/2560
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ299/2556
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ2799/2556
แหล่งที่มา
ของทรัพย์สินนั้น ก่อนอื่นต้องวินิจฉัยถึงความเกี่ยวพันระหว่างจำเลยและนายประกอบกับนางสาวศิริพรก่อนว่ามีความเกี่ยวพันกันอย่างไร ซึ่งในเรื่องนี้โจทก์มีพยาน โดยนางสาวศิริพรให้การในชั้นสอบสวนว่า จำเลยและนายประกอบเป็นเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษกับนางสาวศิริพร โดยนางสาวศิริพรกับพวกจะโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบ แม้จะเป็นพยานซัดทอดที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านได้ แต่ก็ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้รับฟัง เพียงแต่ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังเท่านั้น เมื่อโจทก์มีพยานเอกสารแสดงว่า ช่วงเกิดเหตุแรก นางสาวศิริพรผู้ค้ายาเสพติดให้โทษได้โอนเงินเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบ รวม 12 ครั้ง ซึ่งก็คงจะเป็นเงินค่าเมทแอมเฟตามีนอย่างที่นางสาวศิริพรให้การในชั้นสอบสวนนั้นเอง จากนั้นตามพยานเอกสารโจทก์ยังแสดงว่าในขณะเดียวกันกับในช่วงที่มีการโอนเงิน ช่วงเกิดเหตุที่สาม จำเลยเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมาถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 9 ครั้ง ตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบตามข้อเท็จจริงที่กล่าวมาแล้ว หลังจากถอนเงินแล้วตามที่พันตำรวจเอก ธีระชัย เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า จำเลยเดินทางเข้ามาในประเทศไทยอีก แล้วมาถอนเงินตามธนาคารต่างๆ อีกหลายธนาคาร จนกระทั่งถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้ในวันเดียวกันพร้อมด้วยของกลางคือ เงินสด 1,226,600 บาท ที่ถอนมาจากธนาคารและบัญชีเงินฝากธนาคารของบุคคลอื่นอีก 23 เล่ม ซึ่งก็มีบัญชีเงินฝากนายประกอบรวมอยู่ด้วยกับบัตรเครดิตอีก 58 ใบ โดยซุกซ่อนอยู่ใต้เบาะรถด้านหลังที่จำเลยนั่งโดยสารมา เมื่อพบของกลางเป็นจำนวนมากเกินกว่าปกติของบุคคลทั่วไปที่จะพึงมีแล้วยังเอาไปซุกซ่อนอยู่ที่ใต้เบาะรถด้านหลังอีก แสดงว่าต้องการปกปิดเพื่อมิให้บุคคลอื่นล่วงรู้ จึงเป็นพิรุธ อีกทั้งจากการตรวจสอบบัญชีเงินฝากดังกล่าวยังเป็นของบุคคลคนเดียวกันแต่ได้ซอยแบ่งย่อยออกเป็นหลายบัญชีเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ และปรากฏว่ามีจำนวนเงินโอนเข้าและถอนออกจากบัญชีเป็นจำนวนมากถึง 1,000 ล้านบาท ในช่วง 7 เดือน ในลักษณะผิดสังเกตเช่นนี้ น่าเชื่อว่า เงินสด บัญชีเงินฝาก และบัตรเครดิต เป็นเงินค่าเมทแอมเฟตามีนนั้นเอง เมื่อโจทก์มีพยานพฤติการณ์แวดล้อมที่มีแหล่งที่มาเป็นอิสระต่างหาก ไม่เกี่ยวข้องกันและมีคุณค่าเชิงพิสูจน์มาสนับสนุนอยู่เช่นนี้ว่าจำเลยและนายประกอบมีส่วนเกี่ยวพันกับยาเสพติดให้โทษ จึงทำให้คำให้การของนางสาวศิริพรในชั้นสอบสวนมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าเป็นเรื่องจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 แต่อย่างไรก็ตามเมื่อตามที่โจทก์นำสืบในการที่นางสาวศิริพรกับพวกซื้อขายเมทแอมเฟตามีน 8,000 เม็ด ตามฟ้องกับผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาว ไม่ปรากฏว่าจำเลยและนายประกอบเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องโดยนางสาวศิริพรเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า ไม่เคยรู้จักจำเลยและนายประกอบ เมื่อมาพิจารณาประกอบกับที่จำเลยให้การในชั้นสอบสวนว่า จำเลยเพียงมารับจ้างนางติ๋มเปิดบัญชีเงินฝากพร้อมกับนายประกอบที่จำเลยชวนมาให้เปิดบัญชีเงินฝากด้วยเช่นกัน เพื่อให้มีการโอนเงินเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบ แล้วจำเลยถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบเพื่อนำไปให้นางติ๋มเพียงต้องการค่าจ้างเท่านั้น แต่จำเลยพอทราบว่าเงินที่โอนเข้ามาในบัญชีเงินฝากเป็นเงินที่ได้มาจากธุรกิจผิดกฎหมาย เนื่องจากแต่ละครั้งมีการโอนเงินเข้ามาเป็นจำนวนมากในเวลาใกล้เคียงกัน จึงรับฟังได้ว่าที่จำเลยและนายประกอบเป็นเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษกับนางสาวศิริพรนั้น กรณีเป็นเรื่องจำเลยเพียงมารับจ้างนางติ๋มมาเปิดบัญชีเงินฝากพร้อมกับนายประกอบเพื่อรับโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนจากนางสาวศิริพรกับพวก ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบ แล้วจำเลยถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบ ซึ่งจำเลยและนายประกอบรู้อยู่แล้วว่าเป็นเงินค่าเมทแอมเฟตามีน เพื่อนำไปให้นางติ๋มเท่านั้น โดยจำเลยและนายประกอบไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวตอนที่นางสาวศิริพรกับพวกซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องกับผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาวเลย ดังนั้น ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาวที่นางสาวศิริพรกับพวกซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องก็คงจะเป็นนางติ๋มนั้นเอง เมื่อเป็นดังนี้และพิจารณาประกอบกับที่พันตำรวจเอก ธีระชัยพยานโจทก์เบิกความว่า นางสาวสุมนทา นางสาวพรรษาและนางสาวจิรดาเป็นเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษโดยเป็นพวกเดียวกันกับนางสาวศิริพร จึงรับฟังได้ว่าช่วงเกิดเหตุแรก ที่นางสาวสุมนทา นางสาวพรรษา และนางสาวจิรดาโอนเงินเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบ 2 ครั้ง 9 ครั้ง และ 3 ครั้ง ตามลำดับ ก็เป็นเงินค่าเมทแอมเฟตามีนเช่นกัน และมีผลให้รับฟังได้ว่า ช่วงเกิดเหตุที่สองที่มีการโอนเงินเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 56 ครั้ง ก็เป็นเงินค่าเมทแอมเฟตามีนอีกด้วย จากเหตุดังกล่าวที่จำเลยเบิกความว่า จำเลยไม่ทราบว่าเป็นการกระทำความผิดและไม่ทราบว่าเป็นการโอนเงินค่าอะไร จึงรับฟังไม่ได้ และที่จำเลยเบิกความว่า เป็นเงินของชาวลาวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย แล้วมาจ้างจำเลยให้ถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากส่งกลับไปให้บิดามารดาที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แม้จำเลยจะมีสมุดรับเงินมาแสดง ก็น่าเชื่อว่าจำเลยทำทั้งสองอย่างคือ รับจ้างถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนและรับจ้างถอนเงินทำงานชาวลาวด้วย ส่วนที่จำเลยเบิกความว่า ชั้นสอบสวนจำเลยไม่เข้าใจและฟังไม่ถนัด โดยจำเลยไม่เคยให้การในชั้นสอบสวนว่าเป็นเงินธุรกิจผิดกฎหมายกับไม่มีทนายความเข้าร่วมฟังการสอบสวน เมื่อในคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลย ปรากฏชัดเจนว่ามีทนายความเข้ามาร่วมฟังด้วย จึงดูเลื่อนลอยรับฟังไม่ได้เช่นกัน แต่เมื่อตามที่พันตำรวจเอก ธีระชัย เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยเบิกความเป็นพยานโจทก์ประกอบเอกสาร ปรากฏว่าเหตุที่เจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนจนได้ความจริงว่าจำเลยและนายประกอบเป็นเครือข่ายยาเสพติดให้โทษกับนางสาวศิริพร โดยนางสาวศิริพรกับพวกจะโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนเข้าบัญชีนายประกอบนั้น ก็สืบเนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนางสาวศิริพรกับพวกที่ซื้อเมทแอมเฟตามีน 8,000 เม็ด ตามฟ้องจากนางติ๋มผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาว ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน 2555 ไม่ปรากฏหลักฐานอย่างชัดเจนว่าจะมีการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนในครั้งอื่นอีกก่อนหน้านี้ ดังนั้น จึงรับฟังได้ว่าในช่วงเกิดเหตุแรกที่นางสาวศิริพรกับพวกคือนางสาวสุมนทา นางสาวพรรษา และนางสาวจิรดา ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 26 ครั้ง เป็นเงิน 1,859,910 บาท ก็เป็นเงินค่าเมทแอมเฟตามีน 8,000 เม็ด ตามฟ้องนั้นเอง และเมื่อนางสาวศิริพรพยานโจทก์เบิกความว่า ในการชำระเงินค่าเมทแอมเฟตามีน ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษจะแจ้งให้นางสาวศิริพรโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในบัญชีเงินฝากธนาคารตามที่ระบุไว้ ดังนั้น บัญชีเงินฝากนายประกอบก็คงเป็นบัญชีที่นางติ๋มผู้ขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องให้นางสาวศิริพรกับพวก แจ้งให้นางสาวศิริพรโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องเข้ามาในบัญชีเงินฝากนั้นเอง จึงถือว่าทันทีที่นางสาวศิริพรกับพวกโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบดังกล่าว ก็เป็นการที่นางสาวศิริพรกับพวกชำระเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องให้นางติ๋มแล้ว ด้วยเหตุนี้ แม้การโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนของนางสาวศิริพรกับพวกในช่วงเกิดเหตุแรก จะเป็นเวลาก่อนที่นางสาวศิริพรกับพวกทำการซื้อขายเมทแอมเฟตามีน 8,000 เม็ด ตามฟ้อง และนางสาวศิริพรให้การในชั้นสอบสวนว่า การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องตกลงชำระเงินค่าเมทแอมเฟตามีนหลังจากรับเมทแอมเฟตามีนมาจำหน่าย ได้เงินแล้วจะชำระเงินค่าเมทแอมเฟตามีนในภายหลัง ก็ไม่ใช่ข้อพิรุธว่าไม่ใช่เป็นเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องอย่างที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย น่าเชื่อว่า นางสาวศิริพรให้การไปโดยสับสนหลงผิด โดยการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง นางสาวศิริพรกับพวกคงต้องโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบก่อนแล้วจะมีการคิดหักทอนบัญชีกันกับเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องที่นางติ๋มผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาวส่งมอบให้ในภายหลังเป็นคราวๆ ไป เมื่อเป็นดังนี้ ในช่วงเกิดเหตุที่สามที่จำเลยถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 9 ครั้ง เป็นเงิน 4,173,000 บาท ตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบเพื่อนำไปให้นางติ๋มผู้ขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องให้นางสาวศิริพรกับพวก เงินค่าเมทแอมเฟตามีนส่วนหนึ่งก็คือเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องนั่นเอง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่กล่าวมาแล้วว่าจำเลยและนายประกอบเป็นเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษกับนางสาวศิริพร ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำของนางสาวศิริพรกับพวก เมื่อตามพยานเอกสารของโจทก์ นายประกอบเป็นผู้เปิดบัญชีเงินฝากไม่ใช่จำเลย และโจทก์ไม่มีพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์มาเบิกความยืนยันเลยว่า ในการเปิดบัญชีเงินฝากนายประกอบ จำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็นกับนายประกอบ ลำพังคำให้การจำเลยที่ว่าจำเลยชวนนายประกอบให้มาเปิดบัญชีเงินฝากด้วยกัน เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธก็จะนำมารับฟังลงโทษจำเลยไม่ได้ จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดด้วยการเปิดบัญชีเงินฝากนายประกอบเพื่อรับโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องจากนางสาวศิริพรกับพวกผู้ค้ายาเสพติดให้โทษ และในช่วงเกิดเหตุที่สามที่จำเลยถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบเพื่อนำไปให้นางติ๋มผู้ขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องให้นางสาวศิริพรกับพวกเมื่อกรณีเป็นเรื่องภายในของนางติ๋มผู้ขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องให้นางสาวศิริพรกับพวก ที่ว่าจ้างให้จำเลยถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบ เพื่อนำไปให้นางติ๋ม ไม่เกี่ยวข้องกับนางสาวศิริพรกับพวกแต่อย่างใด เนื่องจากทันทีที่นางสาวศิริพรกับพวกโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบแล้วก็เป็นการที่นางสาวศิริพรกับพวกชำระเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องให้นางติ๋มแล้ว อีกทั้งในการที่นางสาวศิริพรกับพวกซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องกับนางติ๋ม ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาว จำเลยและนายประกอบไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของนางสาวศิริพรกับพวก ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ด้วยเหตุนี้ กรณียังไม่จำต้องวินิจฉัยในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยร่วมกับพวกถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง ออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบในความผิดส่วนนี้ ส่วนในความผิดฐานฟอกเงิน เมื่อจำเลยไม่มีส่วนร่วมรู้เห็นในการที่นายประกอบเปิดบัญชีเงินฝากนายประกอบเพื่อรับโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องจากนางสาวศิริพรกับพวกผู้ค้ายาเสพติดให้โทษ และในการที่นางสาวศิริพรกับพวกซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องกับนางติ๋ม ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาว จำเลยและนายประกอบไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้น ในช่วงเกิดเหตุแรกที่มีการรับโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องจากนางสาวศิริพรกับพวก ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 26 ครั้ง เป็นเงิน 1,859,910 บาท ก็ไม่เกี่ยวกับจำเลย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานฟอกเงินด้วยเหตุนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงเกิดเหตุที่สามการที่จำเลยถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 9 ครั้ง เป็นเงิน 4,173,000 บาท ตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบเพื่อนำไปให้นางติ๋ม ผู้ที่ขายเมทแอมเฟตามีนให้นางสาวศิริพรกับพวก ถือว่าเป็นการกระทำด้วยประการใดๆ เพื่อปกปิดการได้มาซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงมีความผิดฐานฟอกเงินด้วยเหตุนี้ ส่วนวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 ที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยร่วมกับพวกถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบเป็นเงิน 200,000 บาท นั้น เมื่อตามพยานเอกสารของโจทก์เป็นเรื่องนายสีคูณ สามีจำเลยคนสัญชาติลาวเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมาถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบ นายประกอบไม่ได้มอบอำนาจให้จำเลยเป็นผู้ถอนเงิน และโจทก์ไม่มีพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์มาเบิกความยืนยันว่าในการที่นายสีคูณถอนเงิน จำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็นกับนายสีคูณ ลำพังการเป็นสามีภรรยาจะไปถือว่าจำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็นไม่ได้ จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกับพวกถอนเงินตามฟ้อง ดังนั้นจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานฟอกเงินในส่วนนี้ เมื่อการกระทำความผิดฐานฟอกเงินของจำเลยตามที่กล่าวมาแล้วเกิดขึ้นต่างกรรมต่างวาระกัน 9 ครั้ง เป็นความผิดหลายกรรม จึงต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดรวม 9 กระทง ตามประมวลกฎหมายอาญา ตามมาตรา 91 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในความผิดส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลเพียงบางส่วน โดยฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (2), 60 การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 9 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 9 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 105/2561พนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญโจทก์นางกาดแก้ว แก้วกองหรือแก้วทองจำเลย พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 5 (2), ม. 60การที่จำเลยถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนออกจากบัญชีเงินฝาก ป. รวม 9 ครั้ง เป็นเงิน 4,173,000 บาท ตามที่ได้รับมอบอำนาจจาก ป. เพื่อนำไปให้ ต. ผู้ที่ขายเมทแอมเฟตามีนให้ ศ. กับพวก ถือว่าเป็นการกระทำด้วยประการใดๆ เพื่อปกปิดการได้มาซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงมีความผิดฐานฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (2), 60โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 6, (1) (4), 14 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3, 5, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1), 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 36 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ข้อหาอื่นให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1), 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 รวม 36 กระทง เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน 2555 นางสาวศิริพร กับพวก ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษจังหวัดลพบุรี สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีน 8,000 เม็ด ตามฟ้อง จากผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาว ซึ่งผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาวตกลงขายให้ ได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องโดยลำเลียงข้ามแม่น้ำโขงจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเข้ามาในฝั่งประเทศไทยแล้ว แต่ก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมพวกนางสาวศิริพรขณะที่ขนเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องผ่านมาที่จังหวัดนครราชสีมา และสามารถจับกุมนางสาวศิริพรได้ในเวลาต่อมาที่จังหวัดลพบุรีในวันเดียวกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ นายประกอบ คนสัญชาติลาวเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมาเปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาเทสโก้โลตัส มุกดาหาร บัญชีเลขที่ 663-0-11xxx-x ต่อมาก่อนที่นางสาวศิริพรกับพวกจะทำการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง ในช่วงเกิดเหตุแรกระหว่างวันที่ 2 กุมภาพันธ์ถึงวันที่ 28 มีนาคม 2555 เฉพาะที่เกี่ยวกับคดีนี้ มีการรับโอนเงินเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 26 ครั้ง เป็นเงิน 1,859,910 บาท โดยเงินที่รับโอนมาเป็นเงินที่นางสาวศิริพรโอนจากบัญชีเงินฝากนางสาวศิริพร บัญชีเลขที่ 114-0-05xxx-x รวม 4 ครั้ง เป็นเงิน 120,000 บาท เป็นเงินที่นางสาวศิริพรโอนเงินผ่านเคาน์เตอร์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาโคกสำโรง รวม 5 ครั้ง เป็นเงิน 670,000 บาท เป็นเงินที่นางสาวศิริพรโอนจากบัญชีเงินฝากนางสาวสุมนทา บัญชีเลขที่ 114-0-24 xxx-x รวม 3 ครั้ง เป็นเงิน 90,000 บาท เป็นเงินที่นางสาวสุมนทาโอนเงินผ่านเคาน์เตอร์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาโคกสำโรง และสาขาลพบุรี รวม 2 ครั้ง เป็นเงิน 180,000 บาท เป็นเงินที่นางสาวพรรษา โอนเงินผ่านเคาน์เตอร์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาอำนาจเจริญ รวม 9 ครั้ง เป็นเงิน 630,000 บาท และเป็นเงินที่นางสาวจิรดา โอนเงินผ่านเคาน์เตอร์ที่ธนาคารรวม 3 ครั้ง เป็นเงิน 169,910 บาท เข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบ และหลังจากที่นางสาวศิริพรกับพวกซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องกันแล้ว ในช่วงเกิดเหตุที่สองระหว่างวันที่ 22 มิถุนายนถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 มีการรับโอนเงินเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 56 ครั้ง เป็นเงิน 3,380,284 บาท และในขณะเดียวกันกับช่วงที่มีการโอนเงินในช่วงเกิดเหตุช่วงที่สามระหว่างวันที่ 27 มีนาคมถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 จำเลยเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมาถอนเงินที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาเทสโก้โลตัส มุกดาหาร ออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 9 ครั้ง เป็นเงิน 4,173,000 บาท ตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบ ต่อมาจำเลยเดินทางเข้ามาในประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง จึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2556 ศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำพิพากษาว่านางสาวศิริพรกับพวกมีความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีน 8,000 เม็ด และมีการกระทำความผิดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และมีความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของนางสาวศิริพรกับพวกในความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีน 8,000 เม็ด และมีการกระทำความผิดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และในความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีน โดยร่วมกระทำความผิดกับพวกตามฟ้องหรือไม่ และจำเลยมีความผิดฐานฟอกเงิน โดยร่วมกระทำความผิดกับพวกตามฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยมีความผิด โดยในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของนางสาวศิริพรกับพวก จำเลยกระทำความผิดด้วยการร่วมกับพวกเปิดบัญชีเงินฝากนายประกอบ ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาเทสโก้โลตัส มุกดาหาร เพื่อรับโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนจากนางสาวศิริพรกับพวกผู้ค้ายาเสพติดให้โทษและผู้ค้ายาเสพติดให้โทษรายอื่นเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบ และจำเลยถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบ ตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบ เพื่อนำไปให้ผู้ที่ขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องแก่นางศิริพรกับพวก ส่วนในความผิดฐานฟอกเงิน จำเลยกระทำความผิดด้วยการร่วมกับพวกรับโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องจากนางสาวศิริพรกับพวกผู้ค้ายาเสพติดให้โทษเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบ และจำเลยถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบ อันเป็นการเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพื่อปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น ก่อนอื่นต้องวินิจฉัยถึงความเกี่ยวพันระหว่างจำเลยและนายประกอบกับนางสาวศิริพรก่อนว่ามีความเกี่ยวพันกันอย่างไร ซึ่งในเรื่องนี้โจทก์มีพยาน โดยนางสาวศิริพรให้การในชั้นสอบสวนว่า จำเลยและนายประกอบเป็นเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษกับนางสาวศิริพร โดยนางสาวศิริพรกับพวกจะโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบ แม้จะเป็นพยานซัดทอดที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านได้ แต่ก็ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้รับฟัง เพียงแต่ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังเท่านั้น เมื่อโจทก์มีพยานเอกสารแสดงว่า ช่วงเกิดเหตุแรก นางสาวศิริพรผู้ค้ายาเสพติดให้โทษได้โอนเงินเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบ รวม 12 ครั้ง ซึ่งก็คงจะเป็นเงินค่าเมทแอมเฟตามีนอย่างที่นางสาวศิริพรให้การในชั้นสอบสวนนั้นเอง จากนั้นตามพยานเอกสารโจทก์ยังแสดงว่าในขณะเดียวกันกับในช่วงที่มีการโอนเงิน ช่วงเกิดเหตุที่สาม จำเลยเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมาถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 9 ครั้ง ตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบตามข้อเท็จจริงที่กล่าวมาแล้ว หลังจากถอนเงินแล้วตามที่พันตำรวจเอก ธีระชัย เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า จำเลยเดินทางเข้ามาในประเทศไทยอีก แล้วมาถอนเงินตามธนาคารต่างๆ อีกหลายธนาคาร จนกระทั่งถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้ในวันเดียวกันพร้อมด้วยของกลางคือ เงินสด 1,226,600 บาท ที่ถอนมาจากธนาคารและบัญชีเงินฝากธนาคารของบุคคลอื่นอีก 23 เล่ม ซึ่งก็มีบัญชีเงินฝากนายประกอบรวมอยู่ด้วยกับบัตรเครดิตอีก 58 ใบ โดยซุกซ่อนอยู่ใต้เบาะรถด้านหลังที่จำเลยนั่งโดยสารมา เมื่อพบของกลางเป็นจำนวนมากเกินกว่าปกติของบุคคลทั่วไปที่จะพึงมีแล้วยังเอาไปซุกซ่อนอยู่ที่ใต้เบาะรถด้านหลังอีก แสดงว่าต้องการปกปิดเพื่อมิให้บุคคลอื่นล่วงรู้ จึงเป็นพิรุธ อีกทั้งจากการตรวจสอบบัญชีเงินฝากดังกล่าวยังเป็นของบุคคลคนเดียวกันแต่ได้ซอยแบ่งย่อยออกเป็นหลายบัญชีเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ และปรากฏว่ามีจำนวนเงินโอนเข้าและถอนออกจากบัญชีเป็นจำนวนมากถึง 1,000 ล้านบาท ในช่วง 7 เดือน ในลักษณะผิดสังเกตเช่นนี้ น่าเชื่อว่า เงินสด บัญชีเงินฝาก และบัตรเครดิต เป็นเงินค่าเมทแอมเฟตามีนนั้นเอง เมื่อโจทก์มีพยานพฤติการณ์แวดล้อมที่มีแหล่งที่มาเป็นอิสระต่างหาก ไม่เกี่ยวข้องกันและมีคุณค่าเชิงพิสูจน์มาสนับสนุนอยู่เช่นนี้ว่าจำเลยและนายประกอบมีส่วนเกี่ยวพันกับยาเสพติดให้โทษ จึงทำให้คำให้การของนางสาวศิริพรในชั้นสอบสวนมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าเป็นเรื่องจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 แต่อย่างไรก็ตามเมื่อตามที่โจทก์นำสืบในการที่นางสาวศิริพรกับพวกซื้อขายเมทแอมเฟตามีน 8,000 เม็ด ตามฟ้องกับผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาว ไม่ปรากฏว่าจำเลยและนายประกอบเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องโดยนางสาวศิริพรเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า ไม่เคยรู้จักจำเลยและนายประกอบ เมื่อมาพิจารณาประกอบกับที่จำเลยให้การในชั้นสอบสวนว่า จำเลยเพียงมารับจ้างนางติ๋มเปิดบัญชีเงินฝากพร้อมกับนายประกอบที่จำเลยชวนมาให้เปิดบัญชีเงินฝากด้วยเช่นกัน เพื่อให้มีการโอนเงินเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบ แล้วจำเลยถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบเพื่อนำไปให้นางติ๋มเพียงต้องการค่าจ้างเท่านั้น แต่จำเลยพอทราบว่าเงินที่โอนเข้ามาในบัญชีเงินฝากเป็นเงินที่ได้มาจากธุรกิจผิดกฎหมาย เนื่องจากแต่ละครั้งมีการโอนเงินเข้ามาเป็นจำนวนมากในเวลาใกล้เคียงกัน จึงรับฟังได้ว่าที่จำเลยและนายประกอบเป็นเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษกับนางสาวศิริพรนั้น กรณีเป็นเรื่องจำเลยเพียงมารับจ้างนางติ๋มมาเปิดบัญชีเงินฝากพร้อมกับนายประกอบเพื่อรับโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนจากนางสาวศิริพรกับพวก ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบ แล้วจำเลยถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบ ซึ่งจำเลยและนายประกอบรู้อยู่แล้วว่าเป็นเงินค่าเมทแอมเฟตามีน เพื่อนำไปให้นางติ๋มเท่านั้น โดยจำเลยและนายประกอบไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวตอนที่นางสาวศิริพรกับพวกซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องกับผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาวเลย ดังนั้น ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาวที่นางสาวศิริพรกับพวกซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องก็คงจะเป็นนางติ๋มนั้นเอง เมื่อเป็นดังนี้และพิจารณาประกอบกับที่พันตำรวจเอก ธีระชัยพยานโจทก์เบิกความว่า นางสาวสุมนทา นางสาวพรรษาและนางสาวจิรดาเป็นเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษโดยเป็นพวกเดียวกันกับนางสาวศิริพร จึงรับฟังได้ว่าช่วงเกิดเหตุแรก ที่นางสาวสุมนทา นางสาวพรรษา และนางสาวจิรดาโอนเงินเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบ 2 ครั้ง 9 ครั้ง และ 3 ครั้ง ตามลำดับ ก็เป็นเงินค่าเมทแอมเฟตามีนเช่นกัน และมีผลให้รับฟังได้ว่า ช่วงเกิดเหตุที่สองที่มีการโอนเงินเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 56 ครั้ง ก็เป็นเงินค่าเมทแอมเฟตามีนอีกด้วย จากเหตุดังกล่าวที่จำเลยเบิกความว่า จำเลยไม่ทราบว่าเป็นการกระทำความผิดและไม่ทราบว่าเป็นการโอนเงินค่าอะไร จึงรับฟังไม่ได้ และที่จำเลยเบิกความว่า เป็นเงินของชาวลาวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย แล้วมาจ้างจำเลยให้ถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากส่งกลับไปให้บิดามารดาที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แม้จำเลยจะมีสมุดรับเงินมาแสดง ก็น่าเชื่อว่าจำเลยทำทั้งสองอย่างคือ รับจ้างถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนและรับจ้างถอนเงินทำงานชาวลาวด้วย ส่วนที่จำเลยเบิกความว่า ชั้นสอบสวนจำเลยไม่เข้าใจและฟังไม่ถนัด โดยจำเลยไม่เคยให้การในชั้นสอบสวนว่าเป็นเงินธุรกิจผิดกฎหมายกับไม่มีทนายความเข้าร่วมฟังการสอบสวน เมื่อในคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลย ปรากฏชัดเจนว่ามีทนายความเข้ามาร่วมฟังด้วย จึงดูเลื่อนลอยรับฟังไม่ได้เช่นกัน แต่เมื่อตามที่พันตำรวจเอก ธีระชัย เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยเบิกความเป็นพยานโจทก์ประกอบเอกสาร ปรากฏว่าเหตุที่เจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนจนได้ความจริงว่าจำเลยและนายประกอบเป็นเครือข่ายยาเสพติดให้โทษกับนางสาวศิริพร โดยนางสาวศิริพรกับพวกจะโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนเข้าบัญชีนายประกอบนั้น ก็สืบเนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนางสาวศิริพรกับพวกที่ซื้อเมทแอมเฟตามีน 8,000 เม็ด ตามฟ้องจากนางติ๋มผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาว ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน 2555 ไม่ปรากฏหลักฐานอย่างชัดเจนว่าจะมีการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนในครั้งอื่นอีกก่อนหน้านี้ ดังนั้น จึงรับฟังได้ว่าในช่วงเกิดเหตุแรกที่นางสาวศิริพรกับพวกคือนางสาวสุมนทา นางสาวพรรษา และนางสาวจิรดา ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 26 ครั้ง เป็นเงิน 1,859,910 บาท ก็เป็นเงินค่าเมทแอมเฟตามีน 8,000 เม็ด ตามฟ้องนั้นเอง และเมื่อนางสาวศิริพรพยานโจทก์เบิกความว่า ในการชำระเงินค่าเมทแอมเฟตามีน ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษจะแจ้งให้นางสาวศิริพรโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในบัญชีเงินฝากธนาคารตามที่ระบุไว้ ดังนั้น บัญชีเงินฝากนายประกอบก็คงเป็นบัญชีที่นางติ๋มผู้ขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องให้นางสาวศิริพรกับพวก แจ้งให้นางสาวศิริพรโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องเข้ามาในบัญชีเงินฝากนั้นเอง จึงถือว่าทันทีที่นางสาวศิริพรกับพวกโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบดังกล่าว ก็เป็นการที่นางสาวศิริพรกับพวกชำระเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องให้นางติ๋มแล้ว ด้วยเหตุนี้ แม้การโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนของนางสาวศิริพรกับพวกในช่วงเกิดเหตุแรก จะเป็นเวลาก่อนที่นางสาวศิริพรกับพวกทำการซื้อขายเมทแอมเฟตามีน 8,000 เม็ด ตามฟ้อง และนางสาวศิริพรให้การในชั้นสอบสวนว่า การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องตกลงชำระเงินค่าเมทแอมเฟตามีนหลังจากรับเมทแอมเฟตามีนมาจำหน่าย ได้เงินแล้วจะชำระเงินค่าเมทแอมเฟตามีนในภายหลัง ก็ไม่ใช่ข้อพิรุธว่าไม่ใช่เป็นเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องอย่างที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย น่าเชื่อว่า นางสาวศิริพรให้การไปโดยสับสนหลงผิด โดยการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง นางสาวศิริพรกับพวกคงต้องโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบก่อนแล้วจะมีการคิดหักทอนบัญชีกันกับเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องที่นางติ๋มผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาวส่งมอบให้ในภายหลังเป็นคราวๆ ไป เมื่อเป็นดังนี้ ในช่วงเกิดเหตุที่สามที่จำเลยถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 9 ครั้ง เป็นเงิน 4,173,000 บาท ตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบเพื่อนำไปให้นางติ๋มผู้ขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องให้นางสาวศิริพรกับพวก เงินค่าเมทแอมเฟตามีนส่วนหนึ่งก็คือเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องนั่นเอง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่กล่าวมาแล้วว่าจำเลยและนายประกอบเป็นเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษกับนางสาวศิริพร ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำของนางสาวศิริพรกับพวก เมื่อตามพยานเอกสารของโจทก์ นายประกอบเป็นผู้เปิดบัญชีเงินฝากไม่ใช่จำเลย และโจทก์ไม่มีพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์มาเบิกความยืนยันเลยว่า ในการเปิดบัญชีเงินฝากนายประกอบ จำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็นกับนายประกอบ ลำพังคำให้การจำเลยที่ว่าจำเลยชวนนายประกอบให้มาเปิดบัญชีเงินฝากด้วยกัน เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธก็จะนำมารับฟังลงโทษจำเลยไม่ได้ จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดด้วยการเปิดบัญชีเงินฝากนายประกอบเพื่อรับโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องจากนางสาวศิริพรกับพวกผู้ค้ายาเสพติดให้โทษ และในช่วงเกิดเหตุที่สามที่จำเลยถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบเพื่อนำไปให้นางติ๋มผู้ขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องให้นางสาวศิริพรกับพวกเมื่อกรณีเป็นเรื่องภายในของนางติ๋มผู้ขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องให้นางสาวศิริพรกับพวก ที่ว่าจ้างให้จำเลยถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบ เพื่อนำไปให้นางติ๋ม ไม่เกี่ยวข้องกับนางสาวศิริพรกับพวกแต่อย่างใด เนื่องจากทันทีที่นางสาวศิริพรกับพวกโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบแล้วก็เป็นการที่นางสาวศิริพรกับพวกชำระเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องให้นางติ๋มแล้ว อีกทั้งในการที่นางสาวศิริพรกับพวกซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องกับนางติ๋ม ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาว จำเลยและนายประกอบไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของนางสาวศิริพรกับพวก ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ด้วยเหตุนี้ กรณียังไม่จำต้องวินิจฉัยในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยร่วมกับพวกถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง ออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบในความผิดส่วนนี้ ส่วนในความผิดฐานฟอกเงิน เมื่อจำเลยไม่มีส่วนร่วมรู้เห็นในการที่นายประกอบเปิดบัญชีเงินฝากนายประกอบเพื่อรับโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องจากนางสาวศิริพรกับพวกผู้ค้ายาเสพติดให้โทษ และในการที่นางสาวศิริพรกับพวกซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องกับนางติ๋ม ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาว จำเลยและนายประกอบไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้น ในช่วงเกิดเหตุแรกที่มีการรับโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องจากนางสาวศิริพรกับพวก ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 26 ครั้ง เป็นเงิน 1,859,910 บาท ก็ไม่เกี่ยวกับจำเลย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานฟอกเงินด้วยเหตุนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงเกิดเหตุที่สามการที่จำเลยถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 9 ครั้ง เป็นเงิน 4,173,000 บาท ตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบเพื่อนำไปให้นางติ๋ม ผู้ที่ขายเมทแอมเฟตามีนให้นางสาวศิริพรกับพวก ถือว่าเป็นการกระทำด้วยประการใดๆ เพื่อปกปิดการได้มาซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงมีความผิดฐานฟอกเงินด้วยเหตุนี้ ส่วนวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 ที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยร่วมกับพวกถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบเป็นเงิน 200,000 บาท นั้น เมื่อตามพยานเอกสารของโจทก์เป็นเรื่องนายสีคูณ สามีจำเลยคนสัญชาติลาวเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมาถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบ นายประกอบไม่ได้มอบอำนาจให้จำเลยเป็นผู้ถอนเงิน และโจทก์ไม่มีพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์มาเบิกความยืนยันว่าในการที่นายสีคูณถอนเงิน จำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็นกับนายสีคูณ ลำพังการเป็นสามีภรรยาจะไปถือว่าจำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็นไม่ได้ จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกับพวกถอนเงินตามฟ้อง ดังนั้นจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานฟอกเงินในส่วนนี้ เมื่อการกระทำความผิดฐานฟอกเงินของจำเลยตามที่กล่าวมาแล้วเกิดขึ้นต่างกรรมต่างวาระกัน 9 ครั้ง เป็นความผิดหลายกรรม จึงต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดรวม 9 กระทง ตามประมวลกฎหมายอาญา ตามมาตรา 91 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในความผิดส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลเพียงบางส่วน โดยฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (2), 60 การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 9 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 9 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์(พีรศักดิ์ ไวกาสี-เสรี เพศประเสริฐ-ปรัชญา โกไศยกานนท์)ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ - นายสุกิจ ศรีสุวรรณศาลอุทธรณ์ - นางนวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุลแหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1044/2568

โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนแล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ และจำเลยที่ 7 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3957/2566

แม้บัญชีธนาคาร ก. สาขาซีคอนสแควร์ เลขที่บัญชี 659-1-32XXX-X ของจำเลยที่ 4 ที่มีการรับโอนเงินจากผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงในคดีนี้ เป็นบัญชีเดียวกับบัญชีที่รับโอนเงินจากผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงในคดีหมายเลข…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3637/2565

บัญชีและบัตรเอทีเอ็มเป็นของญาติใกล้ชิดที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ต้น และจำเลยที่ 1 เองก็เคยใช้บัตรเอทีเอ็มถอนเงินออกจากบัญชี จำเลยที่ 1 ย่อมรู้ว่ามีการใช้บัญชีและบัตรเอทีเอ็มกระทำความผิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2949/2563

ความผิดฐานฟอกเงิน โดยรับโอนเงินเพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริง และจำหน่ายจ่ายโอน ซึ่งเงินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระอันเป็นความผิดมูลฐานด้วย และ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1533/2563

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันทำธุรกรรมโอนเงิน รับโอนเงิน และถอนเงินผ่านบัญชีธนาคารซึ่งเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้