Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1049/2513

พ.ศ. 2513 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เดิมเป็นที่ดินแปลงเดียวแต่ต่อมาได้แบ่งแยกออกเป็นหลายแปลงและแบ่งขายไป อายุความได้ภารจำยอมในทางเดินภายในที่ดินแปลงเหล่านี้ต้องเริ่มนับแต่เมื่อได้มีการแบ่งแยกที่ดินและโอนกรรมสิทธิ์กันแล้วเมื่อที่ดินโฉนดเดียวได้แบ่งแยกออกเป็นหลายแปลง และที่ดินบางแปลงไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะ เจ้าของที่ดินแปลงที่ไม่มีทางออก มีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินในที่ดินโฉนดเดิมได้ในฐานะที่เป็นทางจำเป็นเจ้าของที่ดินที่ทางจำเป็นผ่านอาจเปลี่ยนย้ายทางจำเป็นได้ถ้าไม่ทำให้ผู้มีสิทธิจะผ่านต้องเสียความสะดวกในการออกสู่ทางสาธารณะ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เดิมที่ดินโฉนดที่ 1915 เป็นของนางยวด นางยวดได้กันที่ดินเป็นถนนซอยเพื่อออกถนนสาธารณะสู่ถนนสี่พระยาเพื่อเป็นทางเข้าออกสู่ที่ดินแปลงนี้ ต่อมานางยวดได้แบ่งขายที่ดินแปลงนี้บางส่วนให้ผู้มีชื่อโดยให้ถนนซอยติดไปกับที่ดินที่แบ่งแยกไปด้วย แล้วต่อมาพวกโจทก์ได้ซื้อที่ดินแปลงที่นางยวดแบ่งขาย โจทก์ได้ใช้ถนนซอยเป็นทางเข้าออกตลอดมา นอกจากถนนซอยนี้แล้วพวกโจทก์ไม่มีทางอื่นออกสู่ถนนสาธารณะ ต่อมาจำเลยได้รับโอนที่ดินโฉนดที่ 1915 ที่เหลือจากแบ่งขายแล้ว และได้ปิดกั้นถนนซอยส่วนที่อยู่ในที่ดินที่จำเลยได้รับโอนมา โจทก์ทักท้วง จำเลยก็ไม่เชื่อ โจทก์เห็นว่าถนนซอยดังกล่าวเป็นทางจำเป็นและตกเป็นภารจำยอมตามกฎหมายแล้ว จึงขอให้บังคับจำเลยเปิดถนนซอยให้จำเลยให้การว่า

ทางพิพาทมิใช่ทางจำเป็นและยังไม่เกิดภารจำยอม ทั้งจำเลยได้นำทางใหม่และได้อนุญาตให้โจทก์อาศัยใช้เข้าออกได้ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อนางยวดแบ่งขายที่ดินให้ผู้มีชื่อใน พ.ศ. 2494 ยังมิได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ เพราะยังมิได้มีการแบ่งแยกที่ดิน เพิ่งจะได้มาจดทะเบียนขายและโอนกรรมสิทธิ์กันเมื่อวันที่12 พฤศจิกายน 2495

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าอายุความที่จะได้การจำยอมในทางพิพาทต้องเริ่มนับแต่วันที่ได้มีการแบ่งแยกที่ดินและโอนกรรมสิทธิ์กันแล้ว เพราะก่อนการแบ่งแยกคงมีแต่ที่ดินโฉนดที่ 1915 แปลงเดียว โฉนดที่ดินของพวกโจทก์ยังหามีไม่ จึงไม่อาจจะนับเอาระยะเวลาก่อนการแบ่งแยกโฉนดเป็นการเริ่มต้นอายุความการได้มาซึ่งภารจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของพวกโจทก์ได้และเมื่อเริ่มนับอายุความตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2495 ถึงวันที่โจทก์ฟ้องหาว่าจำเลยปิดกั้นทางพิพาทก็ยังไม่ถึง 10 ปี จึงยังไม่เกิดเป็นทางภารจำยอมโดยอายุความและฟังข้อเท็จจริงต่อไปว่า ที่ดินของพวกโจทก์ไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้นอกจากทางพิพาทนี้ทางเดียว และโดยเหตุที่ที่ดินของพวกโจทก์ได้แบ่งแยกมาจากที่ดินแปลงหมายเลข 1915 เมื่อการแบ่งแยกกันเป็นเหตุให้ที่ดินของพวกโจทก์ไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะ

พวกโจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องเอาทางพิพาทได้ในฐานะที่เป็นทางจำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349, 1350 แต่เห็นว่า ตามบทบัญญัติมาตรา 1349 วรรค 3 แสดงว่าการใช้ทางจำเป็นต้องคำนึงถึงความจำเป็นของที่ดินที่ถูกล้อม และความเสียหายของที่ดินที่ล้อมอยู่ด้วย ความจำเป็นของโจทก์คือให้ได้มีทางออกสู่ถนนสาธารณะโดยสะดวก ซึ่งปรากฏว่าจำเลยได้เปิดทางให้โจทก์ได้ออกสู่ถนนสี่พระยาโดยตรงแล้ว และทางใหม่นี้ก็สามารถนำรถยนต์แล่นเข้าออกได้สะดวกแม้จะได้ความว่าโจทก์ต้องลอดตึก แต่ก็ไม่ทำให้ต้องเสียความสะดวกอย่างใด และถ้าไม่ย้ายทางจำเป็นของโจทก์อาจทำให้จำเลยเสียหาย ศาลฎีกาจึงเห็นว่าจำเลยมีสิทธิเปลี่ยนย้ายทางจำเป็นของโจทก์ไปยังส่วนอื่นได้พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สว่าง ภูวะปัจฉิม · ยง เหลืองรังษี · ปันโน สุขทรรศนีย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้