Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1048/2526

พ.ศ. 2526 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

บทบัญญัติมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติควบคุมการเช่านาที่ว่า 'การเช่านาให้มีกำหนดคราวละไม่น้อยกว่าหกปี การเช่านารายใดที่ทำไว้โดยไม่มีกำหนดเวลาหรือมีแต่ต่ำกว่าหกปีให้ถือว่าการเช่านารายนั้นมีกำหนดเวลาหกปี' เป็นบทบัญญัติเป็นข้อยกเว้นของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5(เดิม) มาตรา 1546(2) แม้เจ้าของนาจะเป็นผู้เยาว์ ผู้ใช้อำนาจปกครองก็นำออกให้เช่าได้โดยไม่ต้องรับอนุญาตจากศาล และมีผลผูกพันผู้เยาว์ไม่ว่าผู้เยาว์จะรู้เห็นยินยอมในการให้เช่าหรือไม่ก็ตาม

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 5991 เนื้อที่ 9 ไร่ 2 งาน 64 ตารางวา โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ โดยขุดเป็นสวนทำการเพาะปลูกพืชไร่ โดยทำสัญญากับมารดาจำเลยที่ 1ตั้งแต่ พ.ศ. 2519 เป็นเวลา 3 ปี เพราะขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต่อมาวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2522 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินโฉนดดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ในราคา 48,300 บาท โดยจำเลยที่ 1 มิได้แจ้งให้โอกาสได้ซื้อก่อนในราคาเดียวกันนั้น โจทก์เพิ่งทราบเมื่อเดือนตุลาคม 2522 จึงได้อายัดที่ดินและให้ทนายเตือนจำเลยที่ 2 ที่ 3 ให้โอนขายที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ในราคาที่ซื้อจากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ไม่ยอมขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ในราคา 48,300 บาท

หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เช่าที่ดินพิพาท สัญญาเช่าตามฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะจำเลยที่ 1 มิได้ลงชื่อให้เช่า มารดาจำเลยที่ 1 ผู้ลงชื่อให้เช่าไม่ได้รับความยินยอมจากสามี และไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยหรือศาลจึงเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การโอนขายที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ที่ 3 กระทำโดยเปิดเผยและถูกต้องตามกฎหมายทั้งโจทก์ก็ทราบเรื่องดีว่าเป็นการซื้อขายโดยมีเงื่อนไข แต่โจทก์ไม่ได้คัดค้าน ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ไม่กล่าวถึงว่าโจทก์ถูกรอนสิทธิโดยความผิดของจำเลยที่ 1 และไม่ได้กล่าวถึงการกระทำของจำเลยที่ 1 ว่ารบกวนสิทธิโจทก์อย่างไร

โจทก์เสียหายอย่างไร ทั้งคำขอบังคับก็มิได้กล่าวถึงจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เช่าที่ดินพิพาท สัญญาเช่าตามฟ้องไม่มีลายมือชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ให้เช่า มารดาจำเลยที่ 1 ทำสัญญาให้เช่าที่ดินพิพาทโดยไม่ได้รับความยินยอมจากสามีและจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตเปิดเผย เสียค่าตอบแทน ถูกต้องตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับซื้อจากจำเลยที่ 2 ที่ 3 โจทก์มีอำนาจตามสัญญาเช่าเพียงวันที่ 2 มิถุนายน 2522 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความและเป็นฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ไปจดทะเบียนซื้อขายโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 5991 เฉพาะส่วนที่เช่าจากจำเลยที่ 1 เนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ ให้แก่โจทก์ในราคา 30,000 บาท

ถ้าไม่ไปโอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสามฎีกาว่า มารดาจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจที่ดินไปทำสัญญาให้โจทก์เช่าระหว่างที่จำเลยที่ 1 ยังเป็นผู้เยาว์ เพราะมารดาจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้ใช้อำนาจปกครอง ทั้งสัญญาเช่ามีกำหนด 6 ปี มารดาจำเลยที่ 1 ทำสัญญาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลจึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 หรือถ้าผูกพันก็มีผลเพียง 3 ปีศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การเช่ารายนี้เป็นการเช่านาตามความหมายแห่งบทบัญญัติมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ. 2517เพราะ "ทำนา" หมายความรวมถึงการเพาะปลูกพืชไร่อันหมายถึงพืชซึ่งต้องการน้ำน้อยและมีอายุสั้นด้วย การเช่านาในกรณีเช่นนี้จะมีหลักฐานเป็นหนังสือหรือไม่ก็ได้ และยังหมายความรวมถึงการยินยอมให้ใช้นาเพื่อทำนาโดยได้รับค่าเช่า

ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 วรรค 7 ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าบิดาจำเลยที่ 1 ได้ยินยอมให้มารดาจำเลยที่ 1 จัดการที่ดินแปลงนี้เนื่องจากเห็นว่าเป็นทรัพย์มรดกของญาติข้างภรรยา จึงมีผลเท่ากับว่าบิดาจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 1 ได้ยินยอมให้โจทก์เช่าที่ดินเพื่อทำนาด้วย การใช้อำนาจปกครองในการให้โจทก์เช่านาถูกต้องตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ. 2517 แล้ว และมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า " การเช่านา ให้มีกำหนดคราวละไม่น้อยกว่าหกปี การเช่านารายใดที่ทำไว้โดยไม่มีกำหนดเวลาหรือมีแต่ต่ำกว่าหกปีให้ถือว่าการเช่านารายนั้นมีกำหนดเวลาหกปี " บทบัญญัตินี้เป็นข้อยกเว้นของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 (เดิม) มาตรา 1546(2)การเช่านารายนี้จึงไม่ต้องรับอนุญาตจากศาล และมีผลผูกพันจำเลยที่ 1ซึ่งขณะนั้นยังเป็นผู้เยาว์ได้ ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะรู้เห็นยินยอมในการให้เช่าหรือไม่ก็ตามพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เสมา รัตนมาลัย · สุนทร วรรณแสง · พูน จักรเสน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้