คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗ โจทก์ได้จำนำนาของโจทก์ไว้กับนายคลัง อินทปัจบิดาจำเลย ๑ แปลง เป็นเงิน ๔๐๐ บาท ได้ทำกรมธรรม์สัญญาต่ออำเภอ นายคลังตาย นารายนี้ตกแก่จำเลยเมื่อเดือนมีนาคม ๒๔๙๑ โจทก์ได้ไปขอไถ่การจำนำนารายนี้ จำเลยไม่ยอม จึงขอให้ศาลบังคับ
จำเลยให้การว่า โจทก์ทำนาอยู่ได้ ๓ ปีไม่ได้ส่งดอกเบี้ยเลย ครั้น พ.ศ. ๒๔๗๐ โจทก์จึงมอบนาให้แก่นายคลัง แทนการชำระหนี้ นายคลังและจำเลยได้ครอบครองมาจนบัดนี้ นารายนี้เป็นที่นามือเปล่า โจทก์สละการครอบครองมาตั้ง ๒๒ ปีแล้ว จึงควรเป็นกรรมสิทธิแก่นายคลังและจำเลย ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชนะคดี
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีเรื่องนี้เป็นเรื่องบังคับตามสัญญาจำนำที่นา ซึ่งทำกันเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗ อันเป็นเวลาก่อนประกาศใช้ ป.ม.แพ่งฯ บรรพ ๓ จึงต้องบังคับตามกฎหมายที่ใช้อยู่ก่อนใช้ประมวลนั้น โดยฉะเพาะคือ พ.ร.บ.การขายฝากและจำนำที่ดิน ร.ศ.๑๑๕ และประกาศเรื่องการจำนำและขายฝากที่ดิน ร.ศ. ๑๑๘
ศาลฎีกาเห็นว่า คดีเรื่อจำนำ (จำนอง) หรือขายฝากที่ดิน (ก่อน ป.ม.แพ่งฯ บรรพ ๓) นั้นมีประเพณีมาแต่แรก ให้ดูกิริยาที่คู่สัญญาประพฤติต่อกันมาว่า เป็นจำนำหรือขายฝาก แม้ในสัญญาจะมีข้อความเป็นอย่างอื่น ก็ต้องถือตามกิริยาที่ประพฤติต่อกัน กรณีนี้ได้ความตามคำพะยานโจทก์ว่าโจทก์ได้มอบที่ดินให้จำเลยทำกินต่างดอกเบี้ยมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๐ อันเป็นการปฏิบัติตามสัญญาจำนำที่ได้ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗ จึงเป็นกิริยาขายฝาก เมื่อโจทก์ไม่ไถ่ภายใน ๑๐ ปีที่นารายนี้ก็หลุดเป็นสิทธิแก่จำเลยตามสัญญาขายฝาก โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอไถ่ได้
ผลคำพิพากษา
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง