Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1043/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แบบขออนุมัติใช้อำนาจการประเมินตามมาตรา 88/6 วรรคท้าย แห่ง ป.รัษฎากร ได้ระบุรายละเอียดการขออนุมัติประเมิน ประเด็นความผิดที่ตรวจพบรายการด้านซื้อว่าภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 จึงปรากฏข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าเป็นกรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการแสดงรายการตามแบบแสดงรายการภาษีไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่สมบูรณ์ ที่ให้เจ้าพนักงานประเมินขออนุมัติอธิบดีให้ประเมินภาษีได้ภายในกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่กำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีตาม ป.รัษฎากร มาตรา 88/6 วรรคท้าย และบทบัญญัติในมาตราดังกล่าวมิได้กำหนดว่าเจ้าพนักงานประเมินต้องขออนุมัติอธิบดีประเมินภาษีและอธิบดีต้องอนุมัติเมื่อใด การที่ ก. ผู้รักษาราชการแทนสรรพากรภาค 1 ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากอธิบดีกรมสรรพากรให้มีอำนาจในการอนุมัติขยายเวลาประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 88/6 วรรคท้าย ตามคำสั่งกรมสรรพากร เป็นผู้ลงนามอนุมัติในแบบขออนุมัติใช้อำนาจการประเมินตามมาตรา 88/6 วรรคท้าย จึงชอบแล้ว คำสั่งอนุมัติและการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ซื้อทรัพย์สินตามสัญญาโดยมีเจตนาให้การก่อสร้างดำเนินต่อไปจนแล้วเสร็จและใช้ประโยชน์เป็นโรงงานผลิตปูนซิเมนต์เช่นเดียวกับเจตนาเดิมของบริษัท ป. ผู้ขาย จึงเป็นการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ในการประกอบกิจการของบริษัท ป. ไม่ใช่เป็นการซื้อขายสิทธิตามสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง การที่สิ่งปลูกสร้างยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ ยังไม่มีการรับมอบงานตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ยังไม่ได้ใช้ประกอบกิจการ ตลอดจนไม่มีการจดทะเบียนนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หามีผลทำให้ทรัพย์สินดังกล่าวเปลี่ยนสภาพเป็นไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ไม่ ภาษีซื้อตามสัญญาซื้อขายดังกล่าวจึงนำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 82/5 และเมื่อเป็นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ โจทก์ในฐานะผู้ซื้อจึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้ ณ ที่จ่าย และนำส่งตาม ป.รัษฎากร มาตรา 69 ตรี

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 69 ป.รัษฎากร มาตรา 82/5 ป.รัษฎากร มาตรา 88/6

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ตป 1.301005290/5/102104 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2542 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/164/2545 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2545 เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ที่ ตป 1.301005290/2/100098 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2542 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.1)163/2545 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2545 งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ตป 1. 301005290/5/102104 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2542 แจ้งว่า เดือนภาษีมีนาคม 2539 โจทก์ไม่มียอดซื้อ ภาษีซื้อและไม่มีภาษีที่ชำระเกินตามแบบแสดงรายการที่ยื่นไว้ เจ้าพนักงานประเมินจึงประเมินให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 63,595,469.26 บาท และเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (4) จำนวน 63,595,469.26 บาท กับได้รับหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ที่ ตป 1.301005290/2/100098 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2542 แจ้งว่า โจทก์จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ให้แก่บริษัทปูนซิเมนต์ไทย

จำกัด (มหาชน) โดยมิได้หักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งให้ถูกต้องครบถ้วน เจ้าพนักงานประเมินจึงแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเดือนมีนาคม 2539 จำนวน 9,085,067.04 บาท และเงินเพิ่มจำนวน 5,996,144.24 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินทั้งสองกรณีชอบแล้ว แต่กรณีภาษีมูลค่าเพิ่มให้ลดเบี้ยปรับลงคงเหลือเรียกเก็บร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/164/2545 และเลขที่ สภ.1 (อธ.1)/163/2545 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2545 โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายสินค้าปูนซิเมนต์

จดทะเบียนตั้งบริษัทเมื่อปี 2537 มีบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด เมื่อปี 2537 บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เริ่มทำการก่อสร้างโรงงานผลิตปูนซิเมนต์ที่จังหวัดลำปาง หลังจากจดทะเบียนตั้งบริษัทโจทก์แล้ว บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ได้โอนขายโครงการทั้งหมดให้แก่โจทก์ ซึ่งรวมถึงโครงการก่อสร้างมูลค่า 908,506,703.70 บาท ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 25 มีนาคม 2539 ด้วย โดยบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากโจทก์เป็นเงิน 63,595,469.26 บาท และโจทก์มิได้หักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มรายพิพาทเจ้าพนักงานประเมินไม่ได้กระทำภายในกำหนดเวลาสองปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88/6 (1) (ก) แต่ได้กระทำภายในกำหนดเวลาห้าปีนับแต่กำหนดเวลาในมาตรา 88 (1) (ก) ตามมาตรา 88/6 วรรคท้าย โดยผู้รักษาราชการแทนสรรพากรภาค 1 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอธิบดีอนุมัติให้เจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีได้ตามแบบขออนุมัติใช้อำนาจการประเมินตามมาตรา 88/6 วรรคท้าย

แห่งประมวลรัษฎากร ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามแบบขออนุมัติใช้อำนาจการประเมินตามมาตรา 88/6 วรรคท้าย แห่งประมวลรัษฎากร ได้ระบุรายละเอียดการขออนุมัติประเมินตามมาตรา 88/6 วรรคท้าย แห่งประมวลรัษฎากร รายโจทก์ ประเด็นความผิดที่ตรวจพบรายการที่ 1.2 ด้านซื้อว่า ภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 ดังนั้นตามแบบขออนุมัติใช้อำนาจการประเมินตามมาตรา 88/6 วรรคท้าย แห่งประมวลรัษฎากร ดังกล่าวจึงปรากฏข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าเป็นกรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการแสดงรายการตามแบบแสดงรายการภาษีไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่สมบูรณ์ ที่ให้เจ้าพนักงานประเมินขออนุมัติอธิบดีให้ประเมินภาษีได้ภายในกำหนดเวลาห้าปีนับแต่กำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88/6 วรรคท้าย

คำสั่งอนุมัติดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายและการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจึงชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปว่า เจ้าพนักงานประเมินขออนุมัติเมื่อล่วงพ้นกำหนดเวลาสองปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีโดยผู้อนุมัติไม่ใช่อธิบดี และการอนุมัติดังกล่าวไม่ใช่อำนาจหน้าที่ปฏิบัติราชการทั่วไปของอธิบดี เมื่ออธิบดีไม่ได้ให้สิทธิแก่ผู้รับมอบอำนาจในการมอบอำนาจช่วง ผู้รักษาราชการแทนสรรพากรภาค 1 จึงไม่มีอำนาจกระทำได้ การอนุมัติดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88/6 วรรคท้าย มิได้บัญญัติว่าเจ้าพนักงานประเมินต้องขออนุมัติอธิบดีประเมินภาษีและอธิบดีต้องอนุมัติเมื่อใด ดังนั้น

การที่นายกิติศักดิ์ ผู้รักษาราชการแทนสรรพากรภาค 1 ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากอธิบดีกรมสรรพากรให้มีอำนาจในการอนุมัติขยายเวลาประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 88/6 วรรคท้าย แห่งประมวลรัษฎากร ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ 488/2541 และที่ ท.197/2541 เป็นผู้ลงนามอนุมัติในแบบขออนุมัติใช้อำนาจการประเมินตามมาตรา 88/6 วรรคท้าย แห่งประมวลรัษฎากร จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า ภาษีซื้อตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 25 มีนาคม 2539 จำนวน 63,595,469.26 บาท ตามฟ้องเป็นภาษีซื้อที่นำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และบริษัทปูนซิเมนต์ไทย

จำกัด (มหาชน) ต่างมีวัตถุประสงค์ผลิตปูนซิเมนต์จำหน่าย การซื้อขายทรัพย์สินมูลค่า 908,506,703.70 บาท ที่เป็นปัญหาพิพาทนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตปูนซิเมนต์ของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ที่บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ขายให้แก่โจทก์หมดทั้งโครงการในราคารวม 5,525,234,809 บาท แต่แยกทำสัญญาซื้อขายเป็น 3 ฉบับ เฉพาะการซื้อขายที่เป็นปัญหาพิพาทนี้ สัญญาซื้อขายทรัพย์สินระบุว่าทรัพย์สินทั้งหมดได้ตกลงซื้อขายกันตามราคาที่ปรากฏในบัญชีมูลค่าทรัพย์สินของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ณ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2539 โดยมีรายละเอียดว่าทรัพย์สินระหว่างก่อสร้างที่ซื้อขายเป็นระบบสาธารณูปโภคและงานก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างต่าง

ๆ รวม 55 รายการ แต่ละรายการระบุราคาหรือมูลค่าต่างหากจากกันอย่างชัดแจ้ง และโจทก์นำสืบว่า ราคาดังกล่าวเป็นราคาที่บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ได้บันทึกในบัญชีมูลค่าทรัพย์สินตามมูลค่าของงานก่อสร้างที่ได้ดำเนินการแล้วเสร็จ มูลค่าทรัพย์สินตามสัญญาดังกล่าวจึงเป็นมูลค่าของสิ่งปลูกสร้างที่ได้ติดตรึงตราอยู่กับที่ดินเป็นการถาวรโดยเจตนาจะใช้ประโยชน์เป็นโรงงานผลิตปูนซิเมนต์เมื่อการก่อสร้างได้ดำเนินการต่อไปจนแล้วเสร็จ โจทก์ซื้อทรัพย์สินดังกล่าวโดยมีเจตนาให้การก่อสร้างดำเนินต่อไปจนแล้วเสร็จและใช้ประโยชน์เป็นโรงงานผลิตปูนซิเมนต์เช่นเดียวกับเจตนาเดิมของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) การซื้อขายทรัพย์สินที่เป็นปัญหาพิพาทนี้จึงเป็นการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ในการประกอบกิจการของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย

จำกัด (มหาชน) หาใช่เป็นการซื้อขายสิทธิตามสัญญาว่าจ้างก่อสร้างดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ การที่สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ ยังไม่มีการรับมอบงานตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ยังไม่ได้ใช้ประกอบกิจการ ตลอดจนไม่มีการจดทะเบียนนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หามีผลทำให้ทรัพย์สินดังกล่าวเปลี่ยนสภาพเป็นไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ไม่ ส่วนสัญญาระหว่างบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และโจทก์กับผู้รับเหมาหรือผู้รับจ้างตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง หากมีผลเป็นการเปลี่ยนตัวผู้ว่าจ้างจากบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ดังที่โจทก์อุทธรณ์ ก็เป็นสัญญาหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ไม่มีผลทำให้สภาพหรือลักษณะของทรัพย์ที่ติดตรึงตราอยู่กับที่ดินเป็นการถาวรเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า การซื้อขายโครงการระหว่างก่อสร้างระหว่างโจทก์กับบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ที่เป็นปัญหาพิพาทนี้เป็นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ภาษีซื้อตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 25 มีนาคม 2539 จำนวน 63,595,469.26 บาท ตามฟ้อง จึงนำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนจำเลย

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชาลี ทัพภวิมล · ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช · เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ศาลล่าง
ศาลภาษีอากรกลาง - นายชูเกียรติ ดิลกแพทย์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ภษ.116/2546
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ160/2546
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกภาษีอากร
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4727/2565

การที่กิจการและทรัพย์สินบางส่วนซึ่งรวมถึงอาคารที่โจทก์ก่อสร้างขึ้นถูกโอนไปเป็นของสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) สืบเนื่องมาจาก พ.ร.ฎ.จัดตั้งสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2556 มาตรา 40…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5552/2560

โจทก์รับจ้างก่อสร้างอาคารให้แก่ผู้ว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างชำระค่าจ้างก่อสร้างให้โจทก์เพียงบางส่วนคงเหลือค่าจ้างค้างชำระ 87,602,523.10 บาท ต่อมาโจทก์กับผู้ว่าจ้างทำบันทึกข้อตกลงลดหนี้เงินค่าก่อสร้างลงเหลือ 2…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8303/2557

ป.รัษฎากร มาตรา 86/4 บัญญัติว่า ใบกำกับภาษีต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ ... (3) ชื่อ ที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ โดยบทกฎหมายดังกล่าวไม่ได้บัญญัติไว้เป็นที่ชัดเจนว่าจะต้องให้ชื่อ ที่อยู…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10698/2554

หนังสือแจ้งการประเมินแต่ละฉบับได้แสดงเหตุผลที่ประเมินว่า โจทก์แสดงยอดซื้อสูงไปเป็นเงินจำนวนเท่าใด และนำภาษีซื้อต้องห้ามตาม ป.รัษฎากร มาตรา 82/5 (3) มาถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเป็นเงินจำนวนเท่าใด จึง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3618/2554

อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลภาษีอากรกลางในการวินิจฉัยเรื่องเหตุอันควรงดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ว่ามีความเหมาะสมเพียงใด เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อจำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษี…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้