Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2529 (เลขอ้างอิง 103745)

พ.ศ. 2529 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล มีฐานะเท่ากรมในรัฐบาล เป็นหน่วยราชการ มีหน้าที่พัฒนาชนบทตามนโยบายรัฐบาลมิได้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดสรรที่ดินให้ประชาชนทั่วไปเช่าซื้อ การจัดสรรที่ดินจึงมิใช่ราชการของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 ตั้งคณะกรรมการขึ้นดำเนินการจัดสรรที่ดิน โดยคณะกรรมการดังกล่าวดำเนินงานในนามของสวัสดิการสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท สวัสดิการสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทดังกล่าวกมิใช่ส่วนราชการของจำเลยที่ 1 การดำเนินงานของสวัสดิการสำนักเร่งรัดพัฒนาชนบทจึงมิใช่ราชการของจำเลยที่ 1 การประกาศจัดสรรที่ดินก็ดี สัญญาเช่าซื้อที่ดินก็ดี ใบเสร็จรับเงินก็ดี ีล้วนแต่ทำในนามของสวัสดิการของสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทมิได้กระทำในนามของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นจัดสรรที่ดิน ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่ประชาชนว่าเป็นผู้จัดสรรที่ดิน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สมควรก็ตาม ก็ไม่มีผลให้การจัดสรรที่ดินกลายเป็นราชการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้ง ๑๘ สำนวนฟ้องเป็นทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคล มีฐานะเท่ากรม มีอำนาจหน้าที่พัฒนาชนบทตามนโยบายรัฐบาลจำเลยที่ ๒ ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการของจำเลยที่ ๑ และเป็นประธานกรรมการจัดสรรที่ดินเพื่ออยู่อาศัยของสวัสดิการของจำเลยที่ ๑ และมีชื่อในโฉนดที่ดินจัดสรรดังกล่าว จำเลยที่ ๓ เป็นบริษัท จำกัด เป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ในการจัดสรรที่ดินจำหน่าย จำเลยที่ ๔ เป็นกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ ๓ ทั้งดำเนินกิจการเป็นส่วนตัวด้วย จำเลยที่ ๑ ประกาศว่าประสงค์จะส่งเสริมสวัสดิการของข้าราชการและผู้ปฏิบัติงานเร่งรัดพัฒนาชนบท จึงดำเนินการจัดสรรที่ดินเพื่ออยู่อาศัย โดยให้เช่าซื้อระยะยาว โจทก์ทั้ง ๑๘ สำนวน

ได้ตกลงทำสัญญาเช่าซื้อและชำระค่าเช่าซื้อตลอดมา ต่อมาวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๑๖ จำเลยที่ ๑ แจ้งให้โจทก์ทั้ง ๑๘ สำนวนทราบว่า ได้โอนการจัดสรรที่ดินให้จำเลยที่ ๓ ดำเนินการต่อไป ให้โจทก์ทั้ง ๑๘ สำนวนติดต่อกับจำเลยที่ ๓ โจทก์ทั้ง ๑๘ สำนวนได้ติดต่อทำสัญญาเช่าซื้อกับจำเลยที่ ๓ และชำระค่าเช่าซื้อให้กับจำเลยที่ ๓ ต่อไป ต่อมาจำเลยทั้งสี่ผิดสัญญาไม่โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่เช่าซื้อให้ ทำให้ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสี่จัดการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาเช่าซื้อ หากโอนไม่ได้ให้คืนเงินเช่าซื้อที่โจทก์แต่ละคนได้ชำระไปพร้อมดอกเบี้ย และชำระค่าเสียหายเท่าราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นอัตราตารางวาละ ๙๕๐ บาท ตามจำนวนที่ดินที่โจทก์แต่ละคนเช่าซื้อด้วย

จำเลยที่ ๑ ให้การทำนองเดียวกันทั้ง ๑๘ สำนวนว่า จำเลยที่ ๑ ไม่มีวัตถุประสงค์และไม่เคยดำเนินการจัดสรรที่ดินหรือให้เช่าซื้อที่ดิน หากจำเลยที่ ๒ กับพวกดำเนินการจัดสรรที่ดิน จำเลยที่ ๒ กับพวกก็ต้องรับผิดชอบเป็นส่วนตัว จำเลยที่ ๑ มิใช่คู่สัญญาและไม่ได้รับเงินค่าเช่าซื้อจากโจทก์ สัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะเพราะจำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินให้เช่าซื้อ เมื่อได้โอนหนี้กันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้โอนย่อมพ้นความผิด จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาทั้ง ๑๘ สำนวน จำเลยที่ ๓ ที่ ๔ ให้การทำนองเดียวกันทั้ง ๑๘ สำนวนว่า จำเลยที่ ๓ ถูกเชิดให้เข้าทำสัญญาเช่าซื้อแทนจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ต้องผูกพันตามสัญญาเช่าซื้อก็ต่อเมื่อจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ได้โอนที่ดินและมอบเงินค่าเช่าซื้อที่ได้รับไปทั้งหมดแก่จำเลยที่ ๓ แล้วเท่านั้น

ราคาที่ดินที่เช่าซื้อปัจจุบันราคาไม่เกินตารางวาละ ๖๕๐ บาท จำเลยที่ ๔ เป็นกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ ๓ ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันจัดสรรที่ดินให้โจทก์และผิดสัญญา พิพากษาให้จำเลยที่สี่ร่วมกันโอนที่ดินแปลงที่โจทก์แต่ละคนเช่าซื้อให้โจทก์ และให้จำเลยรับเงินส่วนที่จำเลยตกลงให้โจทก์บางคนชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน หากจำเลยไม่โอนให้ก็ให้จำเลยร่วมกันชำระเงินที่โจทก์แต่ละคนได้ชำระแล้วพร้อมดอกเบี้ย และให้ใช้ค่าเสียหายตามราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นอัตราตารางวาละ ๙๕๐ บาท ตามจำนวนที่ดินที่โจทก์ แต่ละคนเช่าซื้อ จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และ ที่ ๔ ทั้ง ๑๘ สำนวนอุทธรณ์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๒ จัดสรรที่ดินเป็นการส่วนตัวมิได้กระทำในนามคณะกรรมการที่จำเลยที่ ๑ แต่งตั้งขึ้น จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ ๓ รับโอนกิจการมาดำเนินการต่อไปในนามตนเอง มิได้กระทำแทนจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ จำเลยที่ ๓ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๔ เป็นกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ ๓ ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องโจทก์ เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ทุกสำนวนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ทั้ง ๑๘ สำนวน และจำเลยที่ ๓ ทั้ง ๑๘ สำนวนฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า

ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ ๑ ต้องร่วมรับผิดด้วย และจำเลยที่ ๑ ตั้งคณะกรรมการขึ้นจัดสรรที่ดิน ได้มีการประกาศจัดสรรที่ดินของสำนักงานจัดสรรที่ดินและอาคารสงเคราะห์ สวัสดิการสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท สำนักนายกรัฐมนตรี ต่อมาได้มีการทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินและออกใบเสร็จรับเงินก็ระบุว่าเป็นการจัดสรรที่ดินตามประกาศดังกล่าวต้องฟังว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้จัดสรรที่ดินรายนี้เห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยราชการ มิได้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดสรรที่ดินให้ประชาชนทั่วไปเช่าซื้อ การจัดสรรที่ดินจึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นราชการของจำเลยที่ ๑ การที่จำเลยที่ ๑ ตั้งคณะกรรมการขึ้นดำเนินการจัดสรรที่ดินนี้ คณะกรรมการดังกล่าวได้ดำเนินการในนามสวัสดิการสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท

ไม่ปรากฏสำนักเร่งรัดพัฒนาชนบทเป็นส่วนราชการของจำเลยที่ ๑ การดำเนินการของสวัสดิการดังกล่าวจะถือว่าเป็นราชการของจำเลยที่ ๑ หาได้ไม่ การประกาศจัดสรรที่ดินก็ดีสัญญาเช่าซื้อที่ดินก็ดี ใบเสร็จรับเงินก็ดี ล้วนทำในนามของสวัสดิการสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท หาได้ทำในนามของจำเลยที่ ๑ ไม่ แม้จะมีคำว่าสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทซึ่งเป็นชื่อของจำเลยที่ ๑ เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ก็เห็นได้ว่าเป็นการแอบอิงชื่อหน่วยราชการเพื่อให้เป็นที่เชื่อถือแก่ประชาชนทั่วไปการกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่ตั้งคณะกรรมการขึ้นจัดสรรที่ดินดังกล่าวนั้นแม้จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่ประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องที่ใม่สมควรก็ตามแต่ก็หามีผลถึงกับทำใหการจัดสรรที่ดินนั้นกลายเป็นราชการของจำเลยที่ ๑ และให้มีผลให้จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อตามที่โจทก์ฟ้องไม่

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
โสภณ รัตนากร · ไพรัช วงศ์วัฒนะ · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายสง่า ผลฉาย
ศาลอุทธรณ์ - วิชิต บุญถนอม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4117/2566

แม้ผู้ร้องจะได้ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งความคืบหน้าของคดีที่ผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์ได้ไปยังภูมิลำเนาหรือสำนักงานทำการใหม่ คือ เลขที่ 124 ซึ่งเป็นบ้านพักอาศัยของกรรมการและที่ตั้งขอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13847/2553

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์กู้ยืมเงินจากนิติบุคคลซึ่งเป็นสถาบันการเงินซึ่งตั้งอยู่ในสาธารณรัฐสิงคโปร์ โดยไม่ได้บรรยายฟ้องตั้งประเด็นพิพาทว่า ถิ่นอันเป็นที่ตั้งของสำนักสาขาธนาคารทั้งสองแห่งในสาธารณรัฐสิงค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3776/2549

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่มีกำหนดระยะเวลาการก่อสร้างแล้วเสร็จไว้ แต่จำเลยผู้จะขายจะต้องก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จสมบูรณ์พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ภายในเวลาอันสมควร เมื่อนับจากวันที่ทำสัญญาจนถึง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6459/2546

สำนักงานสาขาอุดรธานีของบริษัทจำเลยที่ 3 เป็นสำนักงานสาขาของจำเลยที่ 3 แต่ไม่ปรากฏว่าสำนักงานสาขาอุดรธานีของจำเลยที่ 3 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประกันภัยรถยนต์ของจำเลยที่ 2 คงได้ความเพียงว่าโจทก์ได้ไปติดต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 252/2544

จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานของจำเลยในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ซึ่งหากนับถึงวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นเวลาห่างกันเกือบ 1 ปี แต่จำเลยไม่แจ้งเรื่องการย้ายภูมิลำเนาให้ศาลหรือโจทก์ท…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้