Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1037/2491

พ.ศ. 2491 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีเรียกค่าเสียหายฐานผิดสัญญา เมื่อจำเลยรู้ดีว่า เมื่อตนผิดสัญญาโจทก์จะต้องเสียหาย ดังนี้ จำเลยต้องรับผิดในค่าเสียหาย ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 380 วรรค2 ซึ่งศาลอาจจะให้ค่าเสียหายได้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานผิดสัญญา 1,000 บาทและค่าเสียหายจากการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง 7,000 บาทศาลชั้นต้นให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 1,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์เห็นควรให้ค่าเสียหายทั้งหมดรวมกัน 7,000 บาทดังนี้ จะเรียกว่าศาลอุทธรณ์ไปวินิจฉัยในเรื่อง 1,000 บาทซึ่งโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ไม่ได้เมื่อมีกรณีผิดสัญญาแล้ว ก็ย่อมเรียกค่าเสียหายแก่กันได้ถ้าผู้ได้รับความเสียหายพิสูจน์ได้ว่าตนได้เสียหายจริงจังเป็นเงินเท่าใดแล้ว ศาลก็ให้ตามนั้น หากพิสูจน์ไม่ได้ ศาลก็ให้ค่าเสียหายตามควรแก่กรณีโดยศาลกำหนดให้เองแล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร และผู้เสียหายอาจได้รับค่าเสียหายทั้งสองประเภทก็ได้คดีนี้ โจทก์ต้องเสียหายเพราะต้องรื้อสิ่งปลูกสร้างไป และต้องเสียหายเพราะไม่ได้ที่ดิน โจทก์จึงชอบที่จะได้ค่าเสียหายทั้งสองจำนวนรวมกันเป็น8,000 บาท

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำสัญญาจะแบ่งขายที่ดินที่พิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยได้รับมัดจำไว้จากโจทก์ และสัญญาว่าถ้าไม่โอนที่ดินให้ตามกำหนดแล้ว ยอมใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ 1,000 บาท ก่อนที่จะมีสัญญาซื้อขายนี้โจทก์ได้เช่าที่ดินนี้อยู่ เมื่อทำสัญญาแล้วจำเลยได้ให้โจทก์ครอบครองที่ดินดุจที่ดินนั้นเป็นของโจทก์ คือยกเลิกสัญญาเช่าที่ทำกันไว้ โจทก์จึงได้ปลูกเรือน 1 หลัง โรงควาย1 หลัง ทำถนน 1 สาย ต่อมาจำเลยที่ 2 นำที่รายเดียวกันนี้ไปขายให้แก่บุคคลภายนอก โจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำ ใช้ค่ารื้อถอนเรือนโรงควายและค่าทำถนน รวม 7,000 บาท ค่าเสียหายตามสัญญา 1,000 บาทศาลแพ่งเห็นว่า จำเลยเอาที่รายนี้ไปขายให้แก่บุคคลอื่นจำเลยต้องคืนเงินมัดจำและใช้ค่าเสียหาย 1,000 บาทศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายทั้งหมด 7,000 บาทค่าเสียหาย 1,000 บาทที่ศาลแพ่งให้จำเลยใช้ให้ยกเสียโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่ารูปคดีฟังได้ว่า จำเลยได้ทราบว่าโจทก์จะทำการปลูกสร้าง ซึ่งหมายความว่าจำเลยรู้ดีว่าเมื่อตนผิดสัญญาโจทก์จะต้องเสียหาย เพราะได้ปลูกสร้างนี้จำเลยจึงต้องรับผิดในค่าเสียหายเหล่านี้ กรณีเข้า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 380 วรรค 2 ซึ่งศาลอาจจะให้ค่าเสียหายสำหรับสิ่งปลูกสร้างนี้ได้เรื่องค่าเสียหาย 1,000 บาทที่ศาลแพ่งให้นั้น โจทก์ได้อุทธรณ์เรื่องค่าเสียหายขอเพิ่มอีก 7,000 บาท ศาลอุทธรณ์เห็นว่าควรให้รวมกัน 7,000 บาท เป็นการวินิจฉัยว่าเท่าที่ศาลแพ่งให้ 1,000 บาทยังไม่เพียงพอ จึงเพิ่มให้ จะเรียกว่าศาลอุทธรณ์ไปวินิจฉัยในเรื่อง 1,000 บาทที่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ไม่ได้ค่าเสียหายแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ

ค่าเสียหายในกฎหมาย และค่าเสียหายที่ได้เสียหายจริงจัง กล่าวคือเมื่อมีกรณีผิดสัญญาแล้วก็ย่อมเรียกค่าเสียหายแก่กันได้ ถ้าผู้ได้รับความเสียหายพิสูจน์ได้ว่าตนเสียหายจริงจังเป็นเงินเท่าใดแล้ว ศาลก็ให้ตามนั้น หากพิสูจน์ไม่ได้ ศาลก็ให้ค่าเสียหายสมควรแก่กรณีโดยศาลกำหนดให้เองแล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร และผู้เสียหายอาจได้รับความเสียหายทั้งสองประเภทก็ได้ กฎหมายไม่ได้จำกัดว่าจะได้แต่ประเภทเดียว เช่นเรื่องทำร้ายร่างกาย นอกจากผู้ถูกทำร้ายจะได้รับค่าแพทย์ ค่ายา ยังอาจได้ค่าเสียหายในการที่ถูกทำร้าย และทนทุกข์ทรมานด้วย คดีนี้โจทก์ต้องเสียหาย เพราะต้องรื้อสิ่งปลูกสร้างไป และต้องเสียหายเพราะไม่ได้ที่ดิน ค่าเสียหายประเภทแรกโจทก์สืบได้ความว่า 7,000 บาท ส่วนเบี้ยปรับ 1,000 บาท ที่กำหนดไว้ในสัญญานั้นเป็นจำนวนเงินที่กำหนดไว้สำหรับค่าเสียหายประเภทหลัง โจทก์ชอบที่จะได้ค่าเสียหายนั้นทั้งสองจำนวนพิพากษาแก้ เฉพาะในจำนวนค่าเสียหายเป็นเงิน 8,000 บาท นอกนั้นยืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จำรูญเนติศาสตร์ · ประวัติ ปัตตพงศ์ · ปรีชาวินิจฉัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้