Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2528 (เลขอ้างอิง 103617)

พ.ศ. 2528 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

รถของโจทก์ที่ 1 ชนกับรถของจำเลยที่ 2 แม้ ส. คนขับรถ ของโจทก์ที่ 1 จะขับรถโดยประมาทเลินเล่อด้วย แต่โจทก์ที่ 4 เป็นเพียงนั่งโดยสารมากับรถของโจทก์ที่ 1 คันเกิดเหตุมิได้มีส่วน ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นด้วย จำเลยทั้งสามจึงต้องรับผิดชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 4 เต็มจำนวนโดยไม่อาจแบ่ง ความรับผิดให้แก่โจทก์ที่ 4 ได้ และปัญหาข้อนี้เกี่ยวด้วย ความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ที่ 4 จะไม่ได้ยกขึ้นอ้างศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อความเป็นธรรมแก่โจทก์ที่ 4 ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่ารถของโจทก์ที่ 1 ชนกับรถของจำเลยที่ 2 เพราะ ส. ซึ่งเป็นคนขับรถของโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็น คนขับรถของจำเลยที่ 2 ขับรถโดยประมาทเลินเล่อด้วยกันทั้งสองฝ่ายแต่จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อมากกว่ากรณีเช่นนี้ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นฝ่ายผิดมากกว่าก็ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องให้โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นฝ่ายผิดน้อยกว่าให้รับผิดในความเสียหายของจำเลยที่ 2 ได้ ปัญหาดังกล่าวนี้เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสี่สำนวนศาลชั้นต้นสั่งรวมการพิจารณาโดยให้เรียกนายสกล คณารักษ์สมบัติ เป็นโจทก์ที่ ๑ นางเพชร หงษ์ทอง เป็นโจทก์ที่ ๒ นายเป็น แซ่โค้ว เป็นโจทก์ที่ ๓ นางไพรเส็ง หรือบุญสิน แซ่ฉั่ว เป็นโจทก์ ๔ นายสุนทร ดีเรืองเดชเป็นจำเลยที่ ๑ นายปัญญา เต็มเจริญ เป็นจำเลยที่ ๒ บริษัทขนส่ง จำกัด เป็นจำเลยที่ ๓

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยทั้งสามว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ได้ขับรถยนต์โดยสารประจำทางในทางการที่จ้างหรือมอบหมายจากจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ โดยประมาณชนกับรถของโจทก์ที่ ๑ โดยมีนายสุพล หงษ์ทองบุตรของโจทก์ที่ ๒ ที่ ๓ เป็นคนขับ และโจทก์ที่ ๔ นั่งโดยสารมาในรถยนต์คันที่นายสุพลขับเป็นเหตุให้นายสุพล หงษ์ทอง ถึงแก่ความตายและโจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ ๑ จำนวน ๒๒๗,๙๔๐ บาท โจทก์ที่ ๒ ที่ ๓ จำนวน ๑๕๕,๘๔๕ บาท โจทก์ที่ ๔ จำนวน ๑๒๕,๗๕๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๒ ให้การว่า เหตุเกิดเพราะความประมาทของนายสุพล

หงษ์ทองผู้ตายฝ่ายเดียว เป็นเหตุสุดวิสัยของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดชอบโจทก์ที่ ๒ ที่ ๓ ไม่ใช่ทายาทของนายสุพล หงษ์ทอง จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมาย โจทก์เรียกค่าเสียหายมาสูงเกินไป ขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสี่ จำเลยที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ ไม่ได้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองรถร่วมกับจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นลูกจ้างกระทำในทางการที่จ้างหรือมีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๓ ไม่ต้องรับผิดชอบในการกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ เหตุเกิดโดยไม่ใช่ความผิดของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ฟ้องโจทก์ที่ ๑ เป็นสำนวนที่ ๔ ว่า นายสุพล หงษ์ทอง ลูกจ้างโจทก์ที่ ๑ ขับรถยนต์โดยประมาทชนรถของจำเลยที่ ๒ ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์ที่ ๑ ใช้เงิน ๑,๔๕๔,๒๗๐.๗๕ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยให้แก่จำเลยที่ ๒ โจทก์ที่ ๑ ให้การว่า เหตุเกิดเพราะความประมาทของจำเลยที่ ๑ ลูกจ้างจำเลยที่ ๒ โจทก์ที่ ๑ ไม่ต้องรับผิด ฟ้องของจำเลยที่ ๒ เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์สำนวนที่ ๑ ถึงสำนวนที่ ๓ ให้จำเลยในสำนวนที่ ๔ (โจทก์ที่ ๑) ใช้ค่าเสียหาย ๕๑๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในสำนวนที่ ๔ (จำเลยที่ ๒) โจทก์ทั้งสี่และจำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ในสำนวนที่ ๑ ถึงสำนวนที่ ๓ ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ในสำนวนที่ ๑ เป็นเงิน ๑๐๐,๐๕๓.๓๔ บาท ชดใช้ให้โจทก์ที่ ๑ ในสำนวนที่ ๒ เป็นเงิน ๔๖,๐๐๐ บาท ชดใช้ให้โจทก์ในสำนวนที่ ๓ เป็นเงิน ๒๕,๓๓๓.๓๔ บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ย ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ ๒ ในสำนวนที่ ๒ ให้จำเลยในสำนวนที่ ๔ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ในสำนวนที่ ๔ เป็นเงิน ๙๙,๓๓๓.๓๓ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ และจำเลยที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ทั้งจำเลยที่ ๑ และนายสุพลขับรถยนต์โดยประมาทเลินเล่อด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่จำเลยที่ ๑ เป็นฝ่ายประมาทมากกว่าแล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ให้ลดค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งสามจะต้องใช้ให้แก่โจทก์ที่ ๔ จำนวน ๓๘,๐๐๐ บาท ลงหนึ่งในสาม คงเหลือเพียง ๒๕,๓๓๓.๓๔ บาทนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์ที่ ๔ หาได้มีส่วนร่วมในการประมาทเลินเล่อของนายสุพลหรือต้องรับผิดร่วมกับนายสุพลไม่กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์ที่ ๔ ได้รับความเสียหายโดยมิได้มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นด้วย ศาลอุทธรณ์จึงไม่อาจแบ่งความรับผิดให้แก่โจทก์ที่ ๔ ดังเช่นกรณีของโจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๒ จำเลยทั้งสามต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ ๔ เต็มจำนวน ๓๘,๐๐๐ บาท ปัญหาข้อนี้เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้โจทก์ที่ ๔ จะไม่ได้ยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็เห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อความเป็นธรรมแก่โจทก์ที่ ๔ มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ที่ ๑ จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่จำเลยที่ ๒ เพียงใดหรือไม่ ในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า

จำเลยที่ ๒ เสียหายเป็นเงิน ๒๙๘,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๑ ต้องรับผิดหนึ่งในสาม เป็นเงิน ๙๙,๓๓๓.๓๓ บาท โจทก์ที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ต่างฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า รถของโจทก์ที่ ๑ ชนกับรถของจำเลยที่ ๒ เพราะนายสุพลซึ่งเป็นคนขับรถของโจทก์ที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นคนขับรถของจำเลยที่ ๒ ขับรถโดยประมาทเลินเล่อด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่จำเลยที่ ๑ เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อมากกว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นฝ่ายผิดมากกว่าก็ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องให้โจทก์ที่ ๑ ซึ่งเป็นฝ่ายผิดน้อยกว่าให้รับผิดในความเสียหายของจำเลยที่ ๒ ได้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ที่ ๑ ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่จำเลยที่ ๒ นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ปัญหานี้ก็เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเช่นกัน

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ ๔ เป็นเงิน ๓๘,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย ให้ยกฟ้องโจทก์ในสำนวนที่ ๔ (สำนวนที่จำเลยที่ ๒ ฟ้องโจทก์ที่ ๑) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
โสภณ รัตนากร · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · วุฒิ ยุววิทยาพาณิชย์
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายเลียบ ภิญญะวรรณ
ศาลอุทธรณ์ - นายอำนวย เปล่งวิทยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้