Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1036/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เดิมที่ดินโฉนดพิพาทมีชื่อ พ.เป็นเจ้าของร่วมกับฟ.มารดาจำเลย พ.เป็นมารดาของท.บิดาโจทก์พ.และท.ถึงแก่ความตายแต่โฉนดพิพาทยังมีชื่อ พ. ถือกรรมสิทธิ์รวมอยู่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกของ พ.และท.เมื่อพ. ถึงแก่ความตาย ป. บิดาจำเลยรับโอนมรดกที่ดินส่วนของนางฟ. แล้ว ป. ขายฝากที่ดินเฉพาะส่วนของตนจนหลุดเป็นกรรมสิทธิ์ของ ส. ต่อมาจำเลยซื้อที่ดินเฉพาะส่วนดังกล่าวคืนจาก ส.แล้วโอนขายให้แก่ศ. หลังจากนั้นจำเลยได้ยื่นคำร้องขออ้างว่า พ.ยกที่ดินส่วนของพ. ให้จำเลยและจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยและคดีถึงที่สุดโดยที่ พ. ไม่ได้ยกที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนให้แก่จำเลยดังนี้ โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทคนหนึ่งของ พ. ซึ่งมิใช่คู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ของจำเลยในที่ดินพิพาทส่วนของ พ.โจทก์จึงเป็นบุคคลภายนอกซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่าจำเลยตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง(2)เมื่อ พ. ไม่ได้ยกที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนให้แก่จำเลย ดังนั้นที่ดินพิพาทจึงยังเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ผูกพันโจทก์ ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายว่า พ. เจ้ามรดกไม่ได้ยกกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้จำเลยพร้อมกับมีคำขอท้ายคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่แสดงกรรมสิทธิ์ของจำเลยในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของ พ. ไม่ผูกพันโจทก์จึงเท่ากับขอให้จำเลยคืนที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของ พ. ให้แก่โจทก์ และโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในส่วนคำขอท้ายฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมกับให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์เพิ่มเติมคำฟ้องดังกล่าวโดยจำเลยไม่ได้คัดค้าน เมื่อคำฟ้องเดิมและคำร้องขอเพิ่มเติมคำฟ้องภายหลังนั้นเกี่ยวข้องกัน ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะพิพากษาให้ขับไล่จำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(1)

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกและเป็นทายาทของนางพัน เวชกิจ เดิมนางพันเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2348 ร่วมกันนางศิริลักษณ์ เยี่ยมประภา ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นขอแสดงกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2348 ในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของนางพันโดยอ้างว่านางพันยกที่ดินให้จำเลยและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ที่ดินเฉพาะส่วนของนางพันตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยความจริงนางพันไม่เคยยกที่ดินให้จำเลย และจำเลยไม่เคยครอบครอบที่ดินพิพาท ขอให้พิพากษาว่าคำสั่งของศาลในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 792/2533 ที่สั่งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2348 ในส่วนของนางพัน เวชกิจ เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยนั้นไม่มีผลผูกพันโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกและในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนางพัน

ขอให้มีคำสั่งไปยังเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ยกเลิกหรือเพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่จำเลยได้แจ้งจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ใส่ชื่อจำเลยในที่ดินพิพาทและขอให้ขับไล่จำเลยด้วยจำเลยให้การว่า นางพันยกที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของนางพันให้จำเลยแล้วโดยนายเปลื้อง สนธิรักษ์ บิดาจำเลยเข้าครอบครองแทนจำเลยเมื่อจำเลยแต่งงานกับนายสายหยุด ศรีสุข จึงเข้าครอบครองที่ดินพิพาทดังกล่าวโดยสงบ เปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาเป็นระยะเวลา 30 ปี แล้ว

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คำสั่งศาลในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่792/2533 ของศาลชั้นต้นว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2348ในส่วนของนางพัน เวชกิจเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ ไม่มีผลผูกพันโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทนางพัน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกโจทก์และจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ขับไล่จำเลยและบริวาร ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินส่วนของนางพัน เวชกิจ และห้ามเกี่ยวข้องต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยฎีกาได้เฉพาะข้อกฎหมายในการวินิจฉัยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยที่ว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ของจำเลยในที่ดินพิพาทส่วนของนางพันผูกพันโจทก์หรือไม่ และคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ให้ขับไล่จำเลยด้วยชอบหรือไม่นั้น

ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยแล้ว จากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมที่ดินโฉนดพิพาทมีชื่อนางพันเป็นเจ้าของร่วมกับนางเฟื้อมารดาจำเลย นางพันเป็นมารดาของนายท้วน เวชกิจ บิดาโจทก์ นางพันและนายท้วนถึงแก่ความตายแต่โฉนดพิพาทยังมีชื่อนางพันถือกรรมสิทธิ์รวมอยู่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกทั้งสองเมื่อนางเฟื้อถึงแก่ความตาย นายเปลื้องบิดาจำเลยรับโอนมรดกที่ดินส่วนของนางเฟื้อแล้วนายเปลื้องขายฝากที่ดินเฉพาะส่วนของตนจนหลุดเป็นกรรมสิทธิ์ของนายสนุ่น คงอยู่ ต่อมาจำเลยซื้อที่ดินเฉพาะส่วนดังกล่าวคืนจากนายสนุ่นแล้วโอนขายให้แก่นางศิริลักษณ์ เยี่ยมประภา หลังจากนั้นจำเลยได้ยื่นคำร้องขออ้างว่านางพันยกที่ดินส่วนของนางพันให้จำเลยและจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยและคดีถึงที่สุดโดยที่นางพันไม่ได้ยกที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนให้แก่จำเลยปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ของจำเลยในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของนางพันผูกพันโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทคนหนึ่งของนางพันมิใช่คู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ของจำเลยในที่ดินพิพาทส่วนของนางพันดังนั้นโจทก์จึงเป็นบุคคลภายนอกซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่าจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 145 วรรคสอง(2) เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านางพันไม่ได้ยกที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนให้แก่จำเลย

ดังนั้น ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ผูกพันโจทก์ส่วนฎีกาปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยประการสุดท้ายว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ขับไล่จำเลยด้วยนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายว่า นางพันเจ้ามรดกไม่ได้ยกกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้จำเลยพร้อมกับมีคำขอท้ายคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่แสดงกรรมสิทธิ์ของจำเลยในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของนางพันไม่ผูกพันโจทก์จึงเท่ากับขอให้จำเลยคืนที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของนางพันให้แก่โจทก์ เกี่ยวกับเรื่องนี้โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในส่วนคำขอท้ายฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมกับให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์เพิ่มเติมคำฟ้องดังกล่าวโดยจำเลยไม่ได้คัดค้าน คำฟ้องเดิมและคำร้องขอเพิ่มเติมคำฟ้องภายหลังนั้นเกี่ยวข้องกันศาลอุทธรณ์ภาค 2จึงชอบที่จะพิพากษาให้ขับไล่จำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(1)

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กนก พรรณรักษา · พิมล สมานิตย์ · ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2443/2563

ท. ยกที่ดินพิพาทให้จำเลย จำเลยยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จำเลยครอบครองทำประโยชน์มาแล้วประมาณ 18 ปี ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ทรัพย์มรดกของ ท. และไม่มีเหตุที่จำเลยจะต้องครอบครองแทนทายาทคนอื่น โจทก์จึ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 601/2546

เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ดำเนินการใส่ชื่อจำเลยที่ 2 และ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4626/2540

ศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์แบ่งที่ดินส่วนที่เป็นของ ม.ให้จำเลยทั้งสอง การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวของจำเลยทั้งสองเป็นการได้มาโดยผลของคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้ว ไม่ใช่ได้มาโดยทางมรดกในฐานะที่เป็นท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3148/2540

ป่าช้าจีนบ้าบ๋าเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาท ที่ชาวจีนฮกเกี้ยนได้ช่วยกันออกเงินซื้อที่ดินโดยให้ ล.เป็นผู้จัดการ ขณะร่วมกันออกเงินซื้อที่พิพาทซึ่งยังไม่มีใบสำคัญสำหรับที่ดินเพื่อทำเป็นป่าช้าฝัง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6661/2540

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดพิพาทเฉพาะส่วนเนื้อที่ประมาณ 3 งาน 82 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินในส่วนที่ผู้คัดค้านครอบครองอยู่เนื้อที่ 1 งา…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้