Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10312/2559

พ.ศ. 2559 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 52 บัญญัติว่า "ในทางเดินรถที่สวนกันได้ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่กลับรถหรือเลี้ยวรถทางขวาในเมื่อมีรถอื่นสวนหรือตามมาในระยะน้อยกว่าหนึ่งร้อยเมตร เว้นแต่เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรของรถอื่น" สภาพถนนบริเวณที่เกิดเหตุมีช่องเดินรถไป 3 ช่อง และกลับ 3 ช่อง แยกจากกันโดยมีเกาะกลางถนน รถบรรทุกที่จำเลยที่ 1 ขับมีความยาวของรถหัวลากรวมถึงท่อนซุง 20 ม. ในขณะความกว้างของทางเดินรถทั้ง 3 ช่อง มีเพียง 10.5 ม. การเลี้ยวกลับรถไม่สามารถทำได้ในครั้งเดียวโดยเฉพาะท่อนซุงมีน้ำหนักมาก สภาพถนนที่เปียกแฉะทำให้ไม่สามารถเลี้ยวกลับรถด้วยความเร็ว จำเลยที่ 1 ต้องใช้ความระมัดระวังยิ่งกว่ารถบรรทุกที่มีความยาวปกติจะเลี้ยวกลับรถได้ต่อเมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรของรถอื่นที่อยู่ในทางเดินรถที่สวนทางมา การที่จำเลยที่ 1 ขับรถเลี้ยวขวากลับรถเข้าไปในทางเดินรถที่เกิดเหตุโดยขับเลยเข้าไปในช่องทางเบี่ยงที่อยู่คู่ขนานด้านซ้ายของทางเดินรถที่เกิดเหตุซึ่งเป็นถนนฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ เพื่อออกไปยังทางเดินรถอีกด้านหนึ่งเพื่อเข้าทางเดินรถปกติ แสดงว่าการเลี้ยวกลับรถเข้าทางเดินรถที่เกิดเหตุ ณ จุดกลับรถตามปกติไม่อาจทำได้โดยก่อนเลี้ยวจำเลยที่ 1 เบิกความว่าเห็นแสงไฟรถในทางเดินรถที่เกิดเหตุอยู่ในระยะไกลเกินกว่า 200 ม. หากเป็นจริงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 สามารถเลี้ยวกลับรถเข้าไปในช่องทางเบี่ยงคู่ขนานดังกล่าวได้ทันก่อนรถคันที่จำเลยที่ 1 เห็นแสงไฟจะแล่นมาถึง แต่ ร.ต.อ. อ. พนักงานสอบสวนเบิกความว่า การตรวจสถานที่เกิดเหตุพบรอยล้อปัดของรถยนต์ของโจทก์เป็นทางยาว 70 ม. รอยปัดเริ่มจากช่องเดินรถช่องกลางเมื่อใกล้จุดเกิดเหตุได้เบนไปทางซ้ายเข้าสู่ช่องเดินรถซ้ายสุด เชื่อว่า ก. ต้องห้ามล้อรถด้วยความแรงพอสมควรถึงขนาดทำให้ล้อรถยนต์โจทก์มีรอยลื่นปัดและเปลี่ยนช่องเดินรถจากช่องกลางไปยังช่องซ้ายสุด จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ขับรถเลี้ยวกลับรถเข้าไปในทางเดินรถที่เกิดเหตุในขณะที่มีรถยนต์ของโจทก์แล่นสวนทางมาในระยะน้อยกว่า 100 ม. ตามที่กฎหมายกำหนด โดยไม่รอให้รถยนต์ของโจทก์ที่สวนมาผ่านทางร่วมทางแยกไปก่อน อันเป็นการกีดขวางการจราจรของรถอื่นและไม่ปลอดภัย การเลี้ยวกลับรถของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้เกิดเหตุรถชนกันในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 368,792 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 119,396 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2543 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า รถยนต์บรรทุก 18 ล้อ หมายเลขทะเบียน 73 - 7020 กรุงเทพมหานคร ที่จำเลยที่ 1 ลูกจ้าง จำเลยที่ 2 ขับในทางการที่จ้างโดยจำเลยที่ 2 เจ้าของรถยนต์บรรทุกดังกล่าวเอาประกันภัยไว้แก่จำเลยที่ 3 รถยนต์บรรทุกดังกล่าวเป็นรถยนต์บรรทุกพ่วงขนาดใหญ่ และยาวกว่าปกติทั่วไป เนื่องจากประกอบไปด้วยรถหัวลาก 10 ล้อ บรรทุกท่อนซุงขนาดใหญ่หลายท่อนที่นำมาผูกรวมกันจนเต็มคันรถโดยด้านหนึ่งของท่อนซุงอยู่บนแท่นด้านหลังของรถหัวลาก ส่วนท่อนซุงอีกด้านหนึ่งก็ผูกรวมกันบรรทุกอยู่บนตัวพ่วงซึ่งทำเป็นแท่นลากจูง มี 8 ล้อ ทำให้รถยนต์บรรทุกซุงที่จำเลยที่ 1 ขับมีความยาวไปตามท่อนซุงรวมรถหัวลากแล้วถึง 20 เมตร

คืนเกิดเหตุวันที่ 8 ตุลาคม 2542 เวลา 5 นาฬิกา ขณะที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกซุงดังกล่าวเลี้ยวกลับรถที่จุดกลับรถเข้าไปในช่องเดินรถสวนบนถนนบรมราชชนนี (ปิ่นเกล้า - นครชัยศรี) ซึ่งมี 6 ช่องเดินรถ ฝั่งละ 3 ช่อง ที่บริเวณหน้าสถานีขนส่งสินค้า พุทธมณฑลสาย 5 ตำบลบางเตย อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เพื่อมุ่งหน้าไปทางกรุงเทพมหานคร ได้ถูกรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 10 - 1298 ราชบุรี ของโจทก์ ที่นายโกมล ขับสวนทางมาพุ่งเข้าชนรถที่จำเลยที่ 1 ขับที่บริเวณกลางท่อนซุงอย่างแรง ทำให้รถของโจทก์ได้รับความเสียหายทางด้านหน้ารถอย่างมาก โดยที่เกิดเหตุสภาพถนนเปียกเนื่องจากฝนตกก่อนเกิดเหตุและมีรอยล้อปัดของรถของโจทก์บนถนนเกิดจากการที่นายโกมลห้ามล้อเพื่อหยุดรถเป็นทางยาว 70 เมตร

เหตุรถชนเรื่องนี้ทำให้นายโกมลได้รับอันตรายแก่กาย และจำเลยที่ 1 ถูกพนักงานอัยการฟ้องเป็นคดีอาญาในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ตามศาลแขวงนครปฐม ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในคดีหมายเลขแดงที่ 1623/2548 แต่คดีนี้ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยเป็นบุคคลภายนอก ไม่ใช่คู่ความในคดีอาญา จำเลยที่ 3 จึงไม่ถูกผูกพันที่จะต้องถือตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อย่างที่โจทก์แก้ฎีกา จำเลยที่ 3 ยังสามารถโต้เถียงได้ว่าเหตุรถชนเรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทเลินเล่อ ส่วนโจทก์นั้นศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า

นายโกมลผู้ขับรถยนต์โดยสารของโจทก์ขับรถใกล้ทางร่วมทางแยกมาด้วยความเร็วมาก แล้วไม่ลดความเร็วลงอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 70 เป็นเหตุให้รถชนกัน จึงเป็นการกระทำโดยประมาทด้วย โจทก์มิได้ฎีกา ข้อเท็จจริงที่รับฟังว่านายโกมลขับรถโดยประมาทจึงถึงที่สุดแล้ว คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้เกิดเหตุรถชนคดีนี้หรือไม่ ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 52 บัญญัติว่า "ในทางเดินรถที่สวนกันได้ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่กลับรถหรือเลี้ยวรถทางขวาในเมื่อมีรถอื่นสวนหรือตามมาในระยะน้อยกว่าหนึ่งร้อยเมตร เว้นแต่เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรของรถอื่น"

สภาพถนนบริเวณที่เกิดเหตุคดีนี้เป็นทางเดินรถไปและกลับแยกจากกันโดยมีเกาะกลางถนน เมื่อปรากฏว่ารถยนต์บรรทุกที่จำเลยที่ 1 ขับมีความยาวของรถหัวลากรวมท่อนซุงถึง 20 เมตร ในขณะที่ทางเดินรถที่เกิดเหตุแบ่งช่องเดินรถเป็น 3 ช่อง ความกว้างของทางเดินรถทั้ง 3 ช่อง มีเพียง 10.5 เมตร ดังนั้น ความยาวของรถหัวลากรวมท่อนซุงที่จำเลยที่ 1 ขับดังกล่าวจึงมีความยาวเป็นสองเท่าของความกว้างทางเดินรถที่เกิดเหตุ การเลี้ยวกลับรถเข้าสู่ทางเดินรถที่เกิดเหตุไม่สามารถทำได้ในครั้งเดียว โดยเฉพาะท่อนซุงที่บรรทุกมามีน้ำหนักมาก รวมทั้งสภาพถนนที่เปียกแฉะยิ่งทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถขับเลี้ยวกลับรถด้วยความเร็วได้ การที่จำเลยที่ 1 จะเลี้ยวกลับเข้าไปในทางเดินรถที่เกิดเหตุเพื่อมุ่งหน้าไปยังกรุงเทพมหานคร

จำเลยที่ 1 ยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมากยิ่งกว่ารถยนต์บรรทุกอื่นที่มีความยาวปกติ โดยจำเลยที่ 1 จะเลี้ยวกลับรถได้ต่อเมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรของรถอื่นที่อยู่ในทางเดินรถที่สวนทางมา จำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ขับรถเลี้ยวขวากลับรถเข้าไปในทางเดินรถที่เกิดเหตุโดยขับเลยเข้าไปในช่องทางเบี่ยงที่อยู่คู่ขนานด้านซ้ายของทางรถเดินที่เกิดเหตุซึ่งเป็นถนนฝั่งขาเข้ากรุงเทพมหานครเพื่อออกไปยังทางอีกด้านหนึ่งเพื่อเข้าทางเดินรถปกตินั้น แสดงว่าการเลี้ยวกลับรถเข้าทางเดินรถที่เกิดเหตุ ณ จุดกลับรถตามปกตินั้นไม่อาจทำได้ เนื่องจากรถหัวลากและท่อนซุงที่บรรทุกมามีความยาวมากถึงสองเท่าของความกว้างของทางเดินรถทั้งสามช่อง

จำเลยที่ 1 จึงต้องขับรถเลยไปเข้าช่องคู่ขนานเพื่อไปออกทางอีกด้านหนึ่งจึงจะเข้าสู่ทางเดินรถที่สวนมาได้ โดยก่อนเลี้ยวจำเลยที่ 1 เบิกความว่า เห็นแสงไฟรถในทางเดินรถที่เกิดเหตุอยู่ในระยะไกลเกินกว่า 200 เมตร ในส่วนนี้หากเป็นความจริงตามที่จำเลยที่ 1 เบิกความ เชื่อว่าจำเลยที่ 1 สามารถเลี้ยวกลับรถเข้าไปในช่องทางเบี่ยงคู่ขนานดังกล่าวได้ทันก่อนรถคันที่จำเลยที่ 1 เห็นแสงไฟจะแล่นมาถึง อีกทั้งร้อยตำรวจเอกอิทธิพล พนักงานสอบสวนเบิกความว่า ในการตรวจสถานที่เกิดเหตุพบรอยล้อปัดของรถยนต์โจทก์บนถนนเป็นระยะทางยาว 70 เมตร รอยปัดเริ่มจากช่องเดินรถช่องกลางเมื่อใกล้จุดเกิดเหตุได้เบนไปทางซ้ายเข้าสู่ช่องเดินรถซ้ายสุด พยานปากนี้เป็นเจ้าพนักงานถือเป็นพยานคนกลาง

คำเบิกความมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังเพราะหากนายโกมลห้ามล้อรถอย่างแรงมากอาจทำให้รถหมุนหรือพลิกคว่ำได้ ไม่ใช่เพียงแค่ปัดลื่นไปทางซ้ายดังที่ปรากฏร่องรอยดังกล่าว รวมทั้งรถยนต์ของโจทก์เป็นรถยนต์โดยสารซึ่งถือเป็นรถขนาดใหญ่ ระยะการห้ามล้อให้รถยนต์หยุดย่อมแตกต่างจากรถยนต์นั่งทั่วไปที่มีขนาดเล็กกว่า โดยจะใช้ระยะทางในการห้ามล้อให้รถหยุดมากกว่า แต่จากรอยปัดของรถยนต์โจทก์ยาวถึง 70 เมตร ดังกล่าว เชื่อว่านายโกมลต้องห้ามล้อรถด้วยความแรงพอสมควรถึงขนาดทำให้ล้อรถยนต์โจทก์มีรอยลื่นปัดและเปลี่ยนช่องเดินรถจากช่องกลางไปยังช่องซ้ายสุด ด้วยเหตุนี้จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 เห็นแสงไฟจากรถยนต์ในทางรถสวนเกินกว่า 200 เมตร

ดังที่เบิกความ แต่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ขับรถเลี้ยวกลับรถเข้าไปในทางเดินรถที่เกิดเหตุในขณะที่มีรถยนต์ของโจทก์แล่นสวนทางมาในระยะน้อยกว่า 100 เมตร ตามที่กฎหมายกำหนด โดยไม่รอให้รถยนต์ของโจทก์ที่สวนมาผ่านทางร่วมทางแยกไปก่อน อันเป็นการกีดขวางการจราจรของรถอื่นและไม่ปลอดภัย การเลี้ยวกลับรถของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้เกิดเหตุรถชนกันในคดีนี้ เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ในการขับรถทั้งของนายโกมลและจำเลยที่ 1 แล้ว เหตุคดีนี้เกิดเวลา 5 นาฬิกา เป็นเวลาเช้ามืดหลังฝนตก สภาพถนนที่เกิดเหตุเปียกแฉะและมีแสงสว่างน้อย จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกท่อนซุงยาวรวม 20 เมตร ขับขวางทางเดินรถที่เกิดเหตุ แม้จำเลยที่ 1 เบิกความว่าด้านซ้ายรถ

คือ ด้านที่ถูกรถยนต์ของโจทก์ชนติดหลอดไฟส่องสว่างไว้ 5 ดวง แต่ตามภาพถ่ายมีหลอดไฟเพียงหลอดเดียวอยู่ค่อนไปทางท้ายรถ ท่อนซุงก็มีลักษณะสีค่อนข้างดำมืด ขณะรถบรรทุกท่อนซุงขวางถนนอยู่ย่อมยากที่จะมองเห็นได้ นายโกมลห้ามล้อรถจนรถปัดไปทางซ้ายและหัวรถเลยไปอยู่ที่ไหล่ทาง จึงชนท่อนซุงตามแผนที่แสดงสถานที่เกิดเหตุ ส่วนของรถยนต์โจทก์ที่ชนท่อนซุงดังกล่าวเป็นบริเวณด้านหน้าขวาของรถที่นายโกมลนั่งขับรถอยู่เป็นเหตุให้นายโกมลได้รับบาดเจ็บติดอยู่ในรถ และหากรถยนต์ของโจทก์ไม่ลื่นปัดไปทางซ้ายโดยยังคงอยู่ในช่องเดินรถช่องกลางที่แล่นมาก็ยังต้องชนรถที่จำเลยที่ 1 ขับขวางอยู่ในทางเดินรถอยู่ดี เห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 เลี้ยวกลับรถในลักษณะดังกล่าวเป็นการกระทำโดยประมาทมากกว่านายโกมล ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์กึ่งหนึ่งของค่าเสียหาย โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนจากจำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดในเหตุละเมิดดังกล่าวด้วยนั้นเหมาะสมแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยทั้งสามต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เสียค่าซ่อมรถไปจำนวน 188,792 บาท จริง ส่วนค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถระหว่างซ่อมที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์จำนวน 50,000 บาท นั้นเป็นจำนวนเหมาะสมแล้ว รวมเป็นค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสิ้นจำนวน 238,792 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดให้จำเลยทั้งสามต้องรับผิดเป็นเงิน 119,396 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ เป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พีรศักดิ์ ไวกาสี · กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์ · เสรี เพศประเสริฐ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนครปฐม - นายนรินทร์ ทองคำใส
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายกำพล ษมาคุณากร
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.621/2558
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ2082/2543
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ595/2545
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้