คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ขายฝากที่ดินโฉนดที่ 1220 พร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างไว้กับจำเลยเป็นราคา 8,000 บาท มีกำหนด 2 ปี ครั้นขายฝากได้ 1 ปี 8 เดือน 7 วัน โจทก์ไปขอไถ่จากจำเลย จำเลยไม่ยอมให้ไถ่ ขอให้ศาลบังคับจำเลยให้โจทก์ไถ่ที่ดินที่ขายฝากพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้าง กับให้จำเลยรับเงิน 8,000 บาทจำเลยให้การว่า โจทก์ได้ขายฝากที่ดินตามฟ้องจริง แต่เวลานี้ยังไม่ถึงกำหนดไถ่ จำเลยจึงไม่ยอมให้โจทก์ไถ่ ใบมอบอำนาจให้ฟ้องไม่ชอบวันนัดชี้สองสถาน ศาลเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยศาลชั้นต้นพิจารณาเฉพาะข้อโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ วินิจฉัยว่าสัญญาขายฝากมีกำหนด 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2506 จะครบกำหนดไถ่ในวันที่ 29 สิงหาคม 2508 โจทก์มาฟ้องจำเลยก่อนกำหนดจึงไม่มีอำนาจฟ้อง
ประเด็นที่ว่าใบมอบอำนาจชอบหรือไม่ ไม่จำต้องวินิจฉัยพิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า กฎหมายมิได้ห้ามไถ่คืนก่อนกำหนด เงื่อนเวลา 2 ปีที่กำหนดไว้ในสัญญาก็เพื่อประโยชน์แก่โจทก์ผู้เป็นลูกหนี้โจทก์ย่อมสละเงื่อนเวลานี้เสียได้ไม่กระทบกระเทือนถึงประโยชน์ของจำเลยผู้เป็นเจ้าหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 154 โจทก์ผู้ขายฝากมีสิทธิขอไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากจากจำเลยได้ เมื่อโจทก์ขอไถ่ จำเลยปฏิเสธ ถือได้ว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีจำเลยฎีกาศาลฎีกาได้วินิจฉัยในประเด็นที่ว่า สัญญาขายฝากที่โจทก์ขายฝากไว้กับจำเลยมีกำหนด 2 ปีนั้น
โจทก์ขอไถ่คืนก่อนกำหนด 2 ปีได้หรือไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 494, 492 บัญญัติเป็นใจความว่า ท่านห้ามไม่ให้ใช้สิทธิไถ่ทรัพย์ที่ขายฝาก ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ เมื่อพ้นกำหนด 10 ปีหรือเมื่อพ้นกำหนดที่กำหนดไว้ในสัญญา สัญญาขายฝากทรัพย์สินรายพิพาทนี้มีกำหนด 2 ปี ตามกฎหมายที่กล่าว จึงห้ามไม่ให้ใช้สิทธิไถ่ เมื่อพ้นกำหนด 2 ปี ตามนัยของกฎหมายที่กล่าวนี้ จะเห็นได้ว่ากฎหมายไม่ได้ห้ามโจทก์ใช้สิทธิไถ่ถอน 2 ปีเลย ดังนั้น ภายในกำหนด 2 ปี โจทก์จะใช้สิทธิไถ่เมื่อใดก็ได้ เมื่อจำเลยไม่ยอมให้ไถ่ก็เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ข้อที่จำเลยฎีกาว่า ถ้าโจทก์ไถ่ได้ก่อนกำหนดก็เสียหาย เพราะได้จัดการหาผลประโยชน์ในทรัพย์ที่ขายฝากอยู่นั้น
เห็นว่า การรับซื้อฝากนั้น ผู้รับซื้อฝากมีสิทธิหาผลประโยชน์ในทรัพย์ที่รับซื้อฝากได้ก่อนไถ่คืนเท่านั้น จึงไม่มีสิทธิที่จะอ้างเอาประโยชน์หลังจากไถ่คืน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าใบมอบอำนาจฟ้องคดีของโจทก์นั้นได้มอบกันจริงหรือไม่ ข้อนี้จำต้องพิจารณาต่อไป ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ที่ให้ย้อนสำนวนไปพิพากษาใหม่ในข้อนี้พิพากษายืน