Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2527 (เลขอ้างอิง 103049)

พ.ศ. 2527 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยทั้งสิบสำนวนเป็นนิติบุคคลรายเดียวกัน ศาลสั่งรวมพิจารณาสำนวนที่ 1 ถึงสำนวนที่ 9 ซึ่งจำเลยได้ยื่นใบแต่งทนาย และคำให้การเป็นหนังสือไว้แล้ว ต่อมาศาลสั่งรวมพิจารณาสำนวนที่ 10 เข้ากับสำนวนทั้งเก้า แต่ไม่ปรากฏว่ามีใบแต่งทนายและคำให้การในสำนวนที่ 10 ซึ่งน่าจะเป็นเพราะหลงลืมหรือพลั้งเผลอ ดังนี้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 39 กำหนดให้เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสอบถามคำให้การด้วยวาจาของจำเลยสำนวนที่ 10 และบันทึกไว้หากจำเลยไม่ยอมให้การ ศาลไม่ปฏิบัติเกี่ยวกับจำเลยสำนวนที่ 10 ตามที่กฎหมายกำหนดหน้าที่ และสั่งสืบพยานโจทก์สำนวนที่ 10 ไปโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยสำนวนที่ 10ประสงค์จะให้การหรือไม่ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 39

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสิบสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งรวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน

โจทก์ทั้งสิบสำนวนฟ้องใจความทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสิบเป็นลูกจ้างจำเลยต่อมา พ.ศ. ๒๕๒๗ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบด้วยเหตุไม่มีงานให้ทำ โดยไม่จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค้าจ้างค้างจ่าย ค่าล่วงเวลา ค่าชดเชย และค่าเสียหายขอให้ศาลพิพากษาบังคับจำเลยจ่ายเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย ฯลฯ จำเลยสำนวนที่ ๑ ถึงที่ ๙ ให้การว่า โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๙ เป็นลูกจ้างของจำเลยที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน สัญญาว่าจ้างกระทำในต่างประเทศมิได้มีข้อตกลงให้ฟ้องคดีได้ในศาลไทย จำเลยไม่มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรไทย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับสินจ้างในการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นฟ้องเคลือบคลุมจำเลยมีสิทธิบอกเลิกการจ้างโดยไม่จำต้องจ่ายเงินตามฟ้องให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยสำนวนที่ ๑๐ มิได้ให้การ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสิบเป็นบางประเภท โจทก์ที่ ๑๐ และจำเลยสำนวนที่ ๑ ถึงที่ ๙ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยเสียก่อน และวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๙ ที่ว่าศาลแรงงานกลางรับฟังพยานหลักฐานไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณาเพราะสั่งตัดพยานจำเลย ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีไปสืบพยานในนัดต่อไปอีกว่า คดีฟังได้ว่าทนายจำเลยไม่มีเจตนาประวิงคดี คำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ให้สืบพยานจำเลยเพียง ๑ ปาก โดยทนายจำเลยไม่มีโอกาสซักถามพยานที่เตรียมไว้ และสั่งตัดพยานที่เหลือทั้งหมด เป็นการไม่ชอบ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมควรอนุญาตให้เลื่อนการสืบพยานจำเลยไป และวินิจฉัยต่อไปถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาสำหรับจำเลยในสำนวนที่ ๑๐ ว่า ศาลแรงงานกลางสั่งรวมพิจารณาสำนวนที่ ๑๐ กับสำนวนที่ ๑ ถึงที่ ๙ เมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๒๗ และจำเลยสำนวนที่ ๑ ถึงที่ ๙ ยื่นใบแต่งทนายความและคำให้การเป็นหนังสือเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๒๗ ศาลแรงงานกลางสั่งรับเป็นคำให้การและสำเนาให้โจทก์ แล้วดำเนินการสืบพยานโจทก์ต่อมาโดยมิได้สอบถามจำเลยในสำนวนที่ ๑๐ จะให้การประการใดหรือไม่

ศาลฎีกาเห็นว่า ในคดีแรงงานจำเลยจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือก่อนวันเวลาที่ศาลแรงงานนัดให้มาศาลก็ได้ตามมาตรา ๓๗ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ แต่ถ้าจำเลยไม่ได้ให้การเป็นหนังสือ มาตรา ๓๙ ให้ศาลจดคำให้การของจำเลยอ่านให้คู่ความฟังและลงลายมือชื่อไว้ แต่ถ้าจำเลยไม่ยอมให้การ ให้ศาลแรงงานบันทึกไว้ และดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป คดีนี้ปรากฏว่าจำเลยทั้งสิบสำนวนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดรายเดียวกัน จำเลยได้แต่งให้นางสาวอัจฉรา โตษจระ เป็นทนายความของตน แต่ในใบแต่งทนายและคำให้การได้ลงหมายเลขคดีเฉพาะ ๙ สำนวนแรกแสดงว่าได้ทำใบแต่งทนายและคำให้การไว้ก่อนที่ศาลแรงงานกลางจะมีคำสั่งรวมการพิจารณาคดีสำนวนที่ ๑๐ เข้ากับคดีสำนวนแรก จึงมิได้พิมพ์หมายเลขคดีสำนวนที่ ๑๐ ในใบแต่งทนายและคำให้การ ซึ่งน่าจะเป็นเพราะหลงลืมหรือพลั้งเผลอ

ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของศาลแรงงานกลางที่จะต้องสอบถามคำให้การด้วยวาจาของจำเลยในสำนวนที่ ๑๐ ไว้ หากจำเลยสำนวนที่ ๑๐ ไม่ยอมให้การ ก็ต้องบันทึกไว้ตามมาตรา ๓๙แต่ศาลแรงงานกลางก็มิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามมาตรา ๓๙ ดังนั้น การสืบพยานโจทก์ในสำนวนที่ ๑๐ ไปโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยสำนวนที่ ๑๐ ประสงค์จะให้การหรือไม่จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายชอบที่ศาลแรงงานกลางจะปฏิบัติให้ถูกต้องเสียก่อน ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ ๑๐ ต่อไป

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้เพิกถอนการสืบพยานโจทก์สำนวนที่ ๑๐ กับรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๒๗ และการสืบพยานจำเลยในวันดังกล่าว ให้ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคำให้การของจำเลยสำนวนที่ ๑๐ ให้ถูกต้อง โดยสืบพยานโจทก์ในสำนวนที่ ๑ และพยานจำเลยใหม่ แล้วพิพากษาตามรูปความ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุรัช รัตนอุดม · ขจร หะวานนท์ · จุนท์ จันทรวงศ์
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นายสนิท นิติธรรมาศศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11096/2556

โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป มีหน้าที่ดูแลด้านการตลาด การขาย และลูกค้าสัมพันธ์ ในเวลาเดียวกันโจทก์ไปดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท อ. ซึ่งมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกันและมีลักษณะเป็นก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3195/2551

การที่จะถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ดำเนินคดีต่อไปและศาลแรงงานมีอำนาจสั่งจำหน่ายคดีได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง ต้องเป็นกรณีที่โจทก์ไม่มาศาลเมื่อศาลสั่งรับ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8395/2550

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 9 กำหนดให้ในกรณีที่นายจ้างจงใจไม่คืนหรือไม่จ่ายเงินประกัน ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ค่าชดเชย หรือค่าชดเชยพิเศษ โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เมื…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6296/2548

การพิจารณาคดีแรงงานต้องอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะ ตามกฎหมายดังกล่าวหาได้มีบทบัญญัติใดกำหนดไว้ว่าหากเป็นคดีที่นายจ้างหรือลูกจ้างนำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5269/2548

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 37 วรรคสอง บัญญัติว่า "จำเลยจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือก่อนวันเวลาที่ศาลแรงงานนัดให้มาศาลก็ได้" มาตรา 39 บัญญัติว่า "ในกรณีมีประเด็นที่ยังไม่อาจตกลงก…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้