Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1029/2519

พ.ศ. 2519 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีก่อนโจทก์รับมรดกความจากมารดาซึ่งได้ฟ้องผู้เช่าที่ดินวัดร้างเป็นจำเลยมิได้ฟ้องกรมการศาสนาจำเลยที่ 1 ผู้ให้เช่าด้วย ศาลพิพากษายกฟ้องโดยยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงที่โจทก์ว่าเดินเข้าออกที่สะพานปลาไม่จำเป็นต้องรับอนุญาตจากใคร ดังนั้น ที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้ว่าโจทก์ใช้เป็นทางเดินออกสู่ถนนสาธารณะและท่าปลามาเป็นเวลา 60 ปีเศษได้ภารจำยอม บัดนี้จำเลยล้อมรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กปิดกั้นทางผ่านของโจทก์ จึงเป็นเรื่องโจทก์ฟ้องว่าได้ภารจำยอม โดยทางอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 34 ครอบคลุมถึงอายุความได้ภารจำยอมด้วย ผู้ใดจะยกอายุความขึ้นอ้างกับวัดในเรื่องที่ดินของวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ไม่ได้ แม้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มิได้บัญญัติไว้ถึงเรื่องวัดร้างวัดร้างก็หาได้เสียสภาพจากการเป็นวัดไปไม่ (อ้างฎีกาที่ 44/2464 และฎีกาที่ 966/2474)จำเลยจะปลูกสร้างอาคารและรั้วผิดเทศบัญญัติหรือไม่ก็ตามเมื่อไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์แล้ว ก็เป็นหน้าที่ของทางฝ่ายพนักงานปกครองและเทศบาลที่จะจัดการกับจำเลย หาใช่หน้าที่ของโจทก์ไม่ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเกี่ยวกับการปลูกสร้างผิดเทศบัญญัติ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยได้รับมรดกจากมารดาโจทก์และบุคคลซึ่งอาศัยครอบครองอยู่ในที่ดินนี้ได้อาศัยเดินออกไปสู่ถนนสุขาภิบาลและออกไปสู่ท่าปลาริมคลองมหาชัยหรือขนสิ่งจำเป็นต่าง ๆ เช่น ขนส่งสินค้าอันเป็นการค้าขายตามปกติของโจทก์ผ่านและวางของในที่ดินวัดโพธิ์งามมาประมาณ 60 ปีแล้ว โดยโจทก์ไม่มีทางอื่นออกสู่ถนนสาธารณะได้จนกระทั่งที่ดินวัดโพธิ์งามตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์แล้ว ครั้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2513 จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 เช่าที่ดินของวัดโพธิ์งาม (วัดร้าง) ทั้งแปลง และอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ปลูกสร้างอาคารตึก 3 ชั้นต่อจากอาคาร 2 ชั้นเดิม เป็นอาคารทึบแสงแดดและลมผ่าน ทั้งมีระเบียงรอบอาคาร และยินยอมให้จำเลยที่ 2, 3 ล้อมรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กสูงประมาณ 3 เมตร

ห่างที่ดินของโจทก์ 50 เซนติเมตร ตลอดแนวปิดกั้นทางผ่านของโจทก์ โดยจำเลยทั้งสามมีเจตนาแกล้งโจทก์และผู้อาศัยค้าขายที่ตึกแถวในที่ดินของโจทก์ให้ได้รับความเดือดร้อนและทับทางภารจำยอมของโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้ทางเดินผ่านได้อย่างเดิมการก่อสร้างดังกล่าวเป็นการกระทำผิดเทศบัญญัติ จำเลยที่ 3 ในฐานะเทศมนตรีทราบดีอยู่แล้ว ยังอนุญาตให้สร้างได้เพราะมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ การกระทำของจำเลยทำให้ห้องแถวของโจทก์ 3 ห้อง ซึ่งให้ผู้อื่นเช่าต้องเปิดไฟตลอดวันและอากาศถ่ายเทเข้าออกไม่ได้ ขนถ่ายสินค้าและใช้เป็นสถานการค้าอย่างเดิมไม่ได้ทำให้ผู้เช่าเดิมไม่ประสงค์จะเช่า ทำให้โจทก์ต้องเสียหายและต้องขาดประโยชน์ในทางการค้า ขอให้พิพากษาว่าที่วัดโพธิ์งามตกเป็นภารจำยอมในเรื่องทางของที่ดินโจทก์

ห้ามจำเลยขัดขวาง และให้จำเลยไปจดทะเบียนภารจำยอม หรือถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยร่วมกันรื้อกำแพงและตึก 3 ชั้น ให้ห่างจากแนวเขตของโจทก์ไม่น้อยกว่า 3 เมตร และให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ให้การว่าที่ดินของโจทก์มีทางออก 4 ทาง และมีที่ดินของผู้อื่นซึ่งเดิมเป็นที่แปลงเดียวกับที่โจทก์ ถ้าโจทก์ถูกปิดล้อมโจทก์ต้องใช้สิทธิเรียกร้องเดินออกบนที่ดินนั้นซึ่งได้แบ่งแยกที่ดินแปลงเดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 เดิมที่ดินวัดโพธิ์งามจำเลยที่ 1 ให้บริษัทรถไฟแม่กลองเช่า เมื่อกิจการรถไฟโอนให้การรถไฟแห่งประเทศไทย จำเลยที่ 1 ก็ให้การรถไฟแห่งประเทศไทยเช่าต่อมา การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ทำรั้วกั้นระหว่างที่ดินแปลงนี้กับที่ดินของโจทก์

โจทก์และมารดาโจทก์เคยฟ้องการรถไฟแห่งประเทศไทยกับพวก ขอให้เปิดรั้วและเรียกค่าเสียหายตามคดีหมายเลขแดงที่ 8, 9, 10/2500 ศาลพิพากษายกฟ้อง การรถไฟแห่งประเทศไทยได้รื้อรั้วออกยังไม่ถึง 10 ปี โจทก์จะนำการได้สิทธิโดยอายุความมาใช้กับที่ดินของวัดไม่ได้ เพราะได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1306 และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 34, 35 จำเลยที่ 2 มิได้ปลูกสร้างอาคารใกล้แนวเขตที่ดินของโจทก์ตามฟ้อง จำเลยที่ 1 มิได้ร่วมละเมิดด้วย จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 เช่าที่ดินวัดแปลงนี้เพื่อก่อสร้างอาคารท่าเทียบเรือประมงและโดยสาร และการก่อสร้างก็ทำถูกต้องตามเทศบัญญัติแล้ว การก่อสร้างอาคารและรั้วไม่ได้ปิดบังแสงสว่างและปิดบังทิศทางลมตึกแถวโจทก์

โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย เพราะก่อนที่จำเลยที่ 2 จะทำรั้วปิดกั้นเขตที่ดินและก่อสร้างอาคารหน้าตึกแถวของโจทก์ก็เคยมีรั้วของการรถไฟปิดกั้นมาแล้ว ค่าเสียหายที่โจทก์เป็นการกะและคาดคะเนเอาเองสูงเกินควร เพราะจำเลยที่ 2 เพิ่งกั้นรั้วและสร้างอาคารก่อนโจทก์ฟ้องประมาณ 3 เดือน ทั้งฟ้องของโจทก์คดีนี้ก็เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 8, 9, 10/2500 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า รั้วและอาคารที่จำเลยที่ 2 ปลูกสร้างนี้ได้สร้างโดยถูกต้องตามเทศบัญญัติ ถ้าผิดเทศบัญญัติก็อาจแก้ไขให้ถูกต้องได้โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยให้รื้อถอนที่ดินของโจทก์มีทางเดินออกสู่ถนนสาธารณะได้สะดวกหลายทาง เดิมที่ดินของโจทก์กับที่ดินของนายสุวิทย์และนางอาภาเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน

ถ้าโจทก์ถูกปิดล้อมทางด้านที่ดินของนายสุวิทย์และนางอาภาแล้ว โจทก์ก็ต้องใช้สิทธิเรียกร้องเดินออกบนที่ดินของนายสุวิทย์และนางอาภาที่ได้แบ่งแยกมา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 เกี่ยวกับรั้วที่ดินระหว่างที่ดินโจทก์กับที่ดินวัดโพธิ์งาม โจทก์และมารดาโจทก์เคยฟ้องการรถไฟแห่งประเทศไทยขอให้รื้อรั้ว ตามสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 8, 9, 10/2500 ศาลได้พิพากษายกฟ้อง ผลแห่งคำพิพากษานี้ย่อมผูกพันและบังคับโจทก์มิให้กล่าวอ้างขึ้นมาฟ้องอีก รั้วนี้เพิ่งรื้อเมื่อภายหลังศาลได้พิพากษาแล้วยังไม่ถึง 10 ปี การได้สิทธิภารจำยอมเหนือที่ดินของวัดโดยอายุความนั้นจะนำมาใช้กับวัดไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1306 และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์

พ.ศ. 2505 มาตรา 34 โจทก์ไม่เสียหายเพราะโจทก์ไม่มีห้องแถวให้เช่า ห้องของโจทก์มืดเพราะโจทก์ปลูกสร้างอาคารชิดเขตที่ดินของโจทก์มากเกินไป เว้นไว้เพียง 25 เซนติเมตร ขัดต่อพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้าง รั้วอาคารที่จำเลยสร้างโปร่งแสงกว่ารั้วที่การรถไฟสร้างที่โจทก์ฟ้องในคดีก่อน และจำเลยปลูกสร้างรั้วโดยชอบด้วยกฎหมาย ค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องสูงเกินไป จำเลยที่ 3 กระทำไปโดยสุจริตในหน้าที่ นายกเทศมนตรีไม่ได้กลั่นแกล้งโจทก์ จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 8, 9, 10/2500 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร และคำพิพากษาในคดีก่อนยังมีผลผูกพันโจทก์การกระทำของจำเลยไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์

พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่าฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำ ที่ดินพิพาทเป็นของวัดโพธิ์งามซึ่งเป็นที่ธรณีสงฆ์ ไม่อาจตกอยู่ในภารจำยอมแก่อสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ได้ และไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงอื่นตามที่โจทก์อุทธรณ์อีก จำเลยมิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์เสียหาย การปลูกสร้างอาคารก็ไม่ผิดพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างหรือเทศบัญญัติแต่อย่างใด ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จะฟ้องให้รื้อถอนไม่ได้ ไม่ต้องวินิจฉัยความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 และค่าเสียหายของโจทก์

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในเรื่องฟ้องซ้ำ ในคดีก่อนศาลพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์โดยยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ที่ว่า โจทก์เดินเข้าออกที่สะพานปลาไม่จำเป็นต้องรับอนุญาตจากใคร ในคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ใช้เป็นทางเดินออกสู่ถนนสาธารณะและท่าปลาริมคลองมหาชัยเป็นเวลา 60 ปีเศษ ได้ภารจำยอม บัดนี้จำเลยล้อมรั้วปิดกั้นทางผ่านของโจทก์ เป็นเรื่องที่โจทก์ว่าได้ภารจำยอมโดยทางอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำดังที่จำเลยอ้างมาในคำแก้ฎีกา ประเด็นที่ว่าโจทก์ได้สิทธิครอบครองในทางภารจำยอมแล้วจริงหรือไม่ เห็นว่าที่ดินอันเป็นภารทรัพย์ เป็นที่ดินของวัดโพธิ์งาม ในเรื่องที่ดินของวัดนี้มีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 บัญญัติไว้ว่า "ที่วัดและที่ธรณีสงฆ์จะโอนกรรมสิทธิ์ได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติ และห้ามมิให้บุคคลใดยกอายุความขึ้นต่อสู้กับวัดในเรื่องทรัพย์สินอันเป็นที่วัดและที่ธรณีสงฆ์" ดังนั้น อายุความที่วัดต้องเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอายุความที่วัดไม่เสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินแต่ที่ดินของวัดต้องรับภาระใด ๆ จากที่ดินของบุคคลอื่น ก็อยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัตินี้เช่นเดียวกันมาตรา 34 จึงครอบคลุมถึงอายุความได้ภารจำยอมด้วย และเห็นว่าแม้วัดโพธิ์งามจะเป็นวัดร้างและพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มิได้บัญญัติไว้ถึงเรื่องวัดร้าง วัดร้างก็หาได้เสียสภาพจากการเป็นวัดไปไม่ ดังนัยฎีกาที่ 84/2464 และฎีกาที่ 966/2474 โจทก์จะยกอายุความได้ภารจำยอมขึ้นอ้างกับวัดซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ใช้ทางเดินผ่านมาช้านานเพียงใด ในเรื่องละเมิดนั้นเห็นว่าจำเลยที่ 2 มิได้กระทำการละเมิด เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นละเมิดก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยถึงจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่าจะต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่ ส่วนเรื่องจำเลยปลูกสร้างอาคารและกั้นรั้วผิดเทศบัญญัติหรือไม่ เป็นหน้าที่ของฝ่ายพนักงานปกครองและเทศบาลที่จะจัดการกับจำเลย มิใช่หน้าที่ของโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเกี่ยวกับการปลูกสร้างผิดเทศบัญญัติพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เดช วุฒิสิงห์ชัย · ถนอม ครูไพศาล · แถม ดุลยสุข
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 472/2533

โจทก์และบริวารใช้ทางพิพาทเดินออกสู่ทางสาธารณะมากว่า 10 ปีทางพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์โดยอายุความ เมื่อจำเลยก่อสร้างกำแพงรุกล้ำทางพิพาท เป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไป หรือเสื่อมความสะดว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6296/2545

โจทก์บรรยายฟ้องเสนอข้อหาว่าจำเลยทำผิดสัญญาจ้างแรงงานเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แม้โจทก์จะตั้งข้อหาหรือฐานความผิดในคำฟ้องว่าเป็นเรื่องละเมิดและบรรยายฟ้องด้วยว่าโจทก์ตรวจสอบรู้ตัวผู้รับผิดว่าคือจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2741/2541

ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่พระภิกษุ ส.ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ และพระภิกษุ ส.ไม่ได้จำหน่ายไปในระหว่างมีชีวิตหรือทำพินัยกรรมไว้เป็นอย่างอื่น ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัด ซึ่งเป็นวัดที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3375/2538

คดีเดิมภริยาโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่1ชำระหนี้ตามสัญญา ประนีประนอมยอมความ ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่าจำเลยที่1ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่1ชดใช้ ค่าสินไหมทดแทน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6529/2537

คดีก่อนโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาทซึ่งอยู่โดยอาศัยสิทธิของ ส. กับพวกที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายจากโจทก์แล้วผิดสัญญาจะซื้อจะขายไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สัญญาจะซื้อจะขายเป็นเรื่องร…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้