Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2527 (เลขอ้างอิง 102728)

พ.ศ. 2527 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้จำเลยออกคำสั่งให้นำเอาระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จและเงินทำขวัญลูกจ้าง พ.ศ. 2502 ของทางราชการมาใช้บังคับโดยอนุโลมย่อมทำได้ เมื่อจำเลยได้ตราข้อบังคับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ฉบับที่ 10 ว่าด้วยกองทุนบำเหน็จผู้ปฏิบัติการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ขึ้นมาใช้บังคับ ซึ่งมีคำจำกัดความ วิธีจัดตั้งกองทุนบำเหน็จ หลักเกณฑ์การจ่ายบำเหน็จวิธีการควบคุมรายรับ รายจ่าย ของกองทุนบำเหน็จทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้ใช้ระเบียบการจ่ายบำเหน็จและเงินทำขวัญลูกจ้าง พ.ศ.2502 อีกต่อไปแล้ว หากแต่ใช้ข้อบังคับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ฉบับที่10 ถือปฏิบัติต่อไป ที่มาแห่งการตั้งกองทุนบำเหน็จเป็นคนละเรื่องกับที่มาแห่งค่าชดเชยหลักเกณฑ์การจ่ายบำเหน็จก็แตกต่างจากการจ่ายค่าชดเชย ถือไม่ได้ว่าบำเหน็จที่โจทก์ได้รับจากจำเลยเป็นค่าชดเชย จำเลยจึงต้องมีหน้าที่จ่ายเงินค่าชดเชยแก่โจทก์

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2515 มาตรา 46 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 6) ลงวันที่ 31กรกฎาคม พ.ศ.2521 มาตรา 2

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องเป็นทำนองเดียวกันว่า จำเลยจ้างโจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างประจำ โจทก์ทั้งสองทำงานติดต่อกันครบสามปีขึ้นไป จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเพราะเหตุเกษียณอายุโดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด จำเลยไม่จ่ายค่าชดเชย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การรวมกันว่าจำเลยได้จ่ายค่าชดเชยและบำเหน็จในกรณีเลิกจ้างแล้ว แต่ตามระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จและเงินทำขวัญลูกจ้างพ.ศ. ๒๕๐๒ ระบุว่าในกรณีลูกจ้างผู้ใดมีสิทธิได้รับทั้งค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยกำหนดเวลาทำงาน วันหยุดงานของลูกจ้างฯลฯ อยู่แล้ว ไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามระเบียบนี้ แต่ถ้าค่าชดเชยนั้นมีจำนวนเงินต่ำกว่าเงินบำเหน็จที่จะพึงได้รับตามระเบียบนี้เท่าใดก็ให้จ่ายเงินบำเหน็จให้เท่ากับส่วนที่ต่ำกว่านั้น โจทก์ทั้งสองมีสิทธิรับค่าชดเชยจำนวนต่ำกว่าเงินบำเหน็จ จำเลยจึงจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์ทั้งสองไปมีค่าชดเชยอยู่ด้วยแล้ว โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิเรียกค่าชดเชยได้อีก จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ

โจทก์ทั้งสองพ้นตำแหน่งเพราะเกษียณอายุ เป็นการออกจากงานตามพระราชกำหนดเกษียณอายุของผู้ทำงานในองค์การของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๘ และพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๑๘ ไม่ใช่เพราะการเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย ขอให้ยกฟ้อง ในวันพิจารณาคู่ความรับกันว่าโจทก์ทั้งสองได้รับเงินบำเหน็จตามคำให้การจำเลยแล้ว การคำนวณเงินบำเหน็จนั้นคำนวณตามข้อบังคับของจำเลย ฉบับที่ ๑๐ลงวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๒๑

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางงดสืบพยานแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน

โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คำสั่งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ที่ ๗/๒๕๐๓ ระบุให้ใช้ระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จและเงินทำขวัญลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๐๒ ของทางราชการมาใช้บังคับในองค์การจำเลยโดยอนุโลม เห็นว่า จำเลยมิใช่ส่วนราชการการที่จำเลยออกคำสั่งให้นำเอาระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จและเงินทำขวัญลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๐๒ มาใช้บังคับในองค์การของจำเลยย่อมทำได้แต่จำเลยมิใช่ผู้ตั้งระเบียบดังกล่าวขึ้นมาเอง ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีหน้าที่หรือสิทธิที่จะไปยกเลิกแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบของทางราชการ เมื่อจำเลยมีคำสั่งให้นำระเบียบดังกล่าวมาใช้บังคับในองค์การของจำเลยโดยอนุโลมได้ ในทางกลับกัน จำเลยก็อาจยกเลิกไม่นำระเบียบนั้นมาใช้บังคับอีกต่อไปก็ได้

เมื่อจำเลยได้ตราข้อบังคับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ฉบับที่ ๑๐ ว่าด้วยกองทุนบำเหน็จผู้ปฏิบัติงานองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ขึ้นมาใช้บังคับในองค์การจำเลย ข้อบังคับนี้มีข้อความเริ่มด้วยคำจำกัดความ วิธีจัดตั้งกองทุนบำเหน็จ หลักเกณฑ์การจ่ายบำเหน็จ วิธีการควบคุมรายรับรายจ่ายของกองทุนบำเหน็จทั้งหมด แสดงให้เห็นว่า จำเลยมิได้ใช้ระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จและเงินทำขวัญลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๐๒ อีกต่อไปแล้วหากแต่ใช้ข้อบังคับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ฉบับที่ ๑๐ ถือปฏิบัติต่อไป ข้อบังคับนี้ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕(๒) และมาตรา ๒๓ แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๙๙ ที่มาแห่งการตั้งกองทุนบำเหน็จเป็นคนละเรื่องกับที่มาแห่งค่าชดเชยหลักเกณฑ์การจ่ายบำเหน็จก็แตกต่างจากการจ่ายค่าชดเชย ถือไม่ได้ว่าบำเหน็จที่โจทก์ทั้งสองได้รับจากจำเลยเป็นค่าชดเชยจำเลยจึงต้องมีหน้าที่จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ย

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วรา ไวยหงษ์ · ขจร หะวานนท์ · จุนท์ จันทรวงศ์
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นายณรงค์ ตันติเตมิทศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6024/2533

เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า เดิมโจทก์ได้รับค่าจ้างเดือนละ43,000 บาท แต่ต่อมาโจทก์ได้รับค่าจ้างไม่ครบจำนวนดังกล่าวเพราะการกระทำของจำเลยที่ผิดสัญญาจ้าง การคำนวณค่าชดเชยกับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงต้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1827/2533

ตาม ประกาศ กระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46ซึ่ง แก้ไขใหม่โดย ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2532 ข้อ 7เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยจ้าง โจทก์เพื่อทำงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวเป็นการถาวร พ้นไปตาม…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2533 (เลขอ้างอิง 110195)

การจะพิจารณาว่าโจทก์เป็นลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างแน่นอนหรือไม่ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่โจทก์ กับจำเลยปฏิบัติต่อกันประกอบด้วย มิใช่พิจารณาเฉพาะข้อความในเอกสารสัญญาจ้างเท่านั้น แม้สัญญาจ้างจะม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1979/2532

คำสั่งของจำเลยที่ 2 มีข้อความกล่าวถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และให้โจทก์ทบทวนการกระทำของโจทก์และวินิจฉัยว่าโจทก์กระทำผิดถูกอย่างไร แล้วรายงานให้จำเลยที่ 2 ทราบภายในกำหนด มิฉะนั้นจะรายงานผู้บังคับบ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3423/2529

การโอนการประปาบางบัวทองซึ่งเป็นกิจการของจำเลยให้กับการประปานครหลวงเป็นไปตามมติของคณะรัฐมนตรี การโอนดังกล่าวมีข้อตกลงระหว่างจำเลยกับการประปานครหลวงว่าพนักงานที่โอนไปจะได้รับสิทธิต่าง ๆ ที่มีอยู่เช่นเดิ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้