คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า นายบัวผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและนายเหลี่ยมผู้ใหญ่บ้านจะเข้าจับกุม จำเลยฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นอันเป็นการปฏิบัติการตามหน้าที่ จำเลยได้ขัดขวางการจับกุมโดยขัดขืนไม่ยอมให้นายบัวและนายเหลี่ยมจับกุมตามหน้าที่ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 138จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยใช้ไม้ตีทำร้ายร่างกายนางสาวดวงนางสาวดวงและมารดาจึงไปแจ้งความต่อนายเหลี่ยมผู้ใหญ่บ้านขอให้จับ แต่วันนั้นจับไม่ได้เพราะมืด รุ่งเช้านายเหลี่ยมได้พาคนทั้งสองไปแจ้งความต่อผู้บังคับกอง ผู้บังคับกองให้ตำรวจไปกับนายเหลี่ยมเพื่อจับ แต่ไม่พบจำเลยจึงพากันกลับ แล้วผู้บังคับกองได้สั่งด้วยวาจาว่า
ถ้าพบให้จับกุมจำเลยมาดำเนินคดี ในวันนั้นเองเวลาประมาณ18 นาฬิกา นางสาวดวงและมารดาไปบอก นายเหลี่ยมว่าจำเลยอยู่ที่บ้านนายทองสุข ขอให้ไปจับ นายเหลี่ยมกับนายบัวผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านจึงพากันไปที่นั่น โดยคนทั้งสองไม่มีหมายจับ เมื่อพบจำเลยอยู่ใต้ถุนบ้านนายทองสุข นายเหลี่ยมได้แจ้งแก่จำเลยว่า ตำรวจต้องการตัวเรื่องจำเลยทำร้ายร่างกายนางสาวดวง แต่จำเลยไม่ยอมให้จับได้ต่อสู้ขัดขวาง แต่ในที่สุดถูกจับได้วินิจฉัยว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ที่โจทก์ฎีกาว่า นายบัวและนายเหลี่ยมมีอำนาจจับจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ โดยเข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78(4) ซึ่งบัญญัติไว้ว่า "(4) เมื่อมีผู้ขอให้จับโดยแจ้งว่าบุคคลนั้นได้กระทำความผิด และแจ้งด้วยว่าได้ร้องทุกข์ไว้ตามระเบียบแล้ว" นั้น
ศาลฎีกาเห็นว่า การจับโดยไม่ต้องมีหมายจับตามมาตรา 78(4) จะต้องเป็นกรณีจับบุคคลในสถานที่ซึ่งมิใช่ที่รโหฐาน แต่ข้อเท็จจริงแห่งคดีนี้ได้ความชัดว่าผู้จับทั้งสองคนที่ได้กล่าวมานานแล้ว เข้าไปจับจำเลยถึงใต้ถุนบ้านนายทองสุขอันเป็นที่รโหฐาน จึงเป็นกรณีซึ่งอยู่ในบังคับของมาตรา 81(1) ประกอบกับมาตรา 92 ด้วย เมื่อกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 92 การเข้าไปจับนั้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่จำเลยขัดขวางการจับกุมจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้องพิพากษายืน