คำฟ้องและคำให้การ
โจทฟ้องว่าจำเลยขายนาให้โจท มอบนาให้โจทแล้วกลับเอาคืน โจทฟ้องเรียกสาลพิพากสาว่าสัญญานั้นเปนโมคะ เพราะทำไม่ถูกแบบ โจทจึงมาฟ้องเรียกเงินราคาคืน
จำเลยให้การหลายประการและว่า เปนการฟ้องซ้ำและคดีขาดอายุความ สาลจังหวัดเชียงใหม่เห็นว่าไม่ใช่ฟ้องซ้ำ และคดีไม่ขาดอายุความเพราะไม่พ้นระยะเวลา ๑ ปี แต่เห็นว่าโจทสืบไม่สมว่าจำเลยรับเงินจากโจท จึงพิพากสายกฟ้อง โจทอุธรณ์ สาลอุธรณ์ให้จำเลยใช้เงินแก่โจทตามฟ้อง จำเลยดีกา สาลดีกาวินิจฉัยว่าในเรื่องลาภมิควนได้นั้น ตามประมวลแพ่ง ฯมาตรา ๔๑๙ ห้ามฟ้องคดีเมื่อพ้น ๑ ปีนับแต่วันรู้หรือควนรู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน สาลดีกาเห็นว่าสิทธิเรียกทรัพย์คืนที่กะทำเพื่อชำระหนี้ย่อมเกิดขึ้นทันทีที่อีกฝ่าย ๑ ได้รับทรัพย์นั้นมาโดยปราสจากมูลอันจะอ้างกดหมายได้ เพราะโมคะกัม ต่างกับเรื่องใช้สิทธิเลิกสัญญาตามมาตรา ๓๙๑ ซึ่งสิทธิที่จะเรียกให้กลับคืนสู่ถานะเดิมอาดนัยแต่วันมีคำพิพากสาให้เลิกสัญญาต่อกันในคดีคำพิพากสาคดีก่อนจึงมิใช่คำพิพากาสาที่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องลาภมิควนได้
สิทธิของโจทที่จะเรียกลาภมิควนได้จากจำเลยนับแต่วันที่จำเลยรับเงินจากโจท และคำว่านับแต่เวลาที่รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืนตามมาตรา ๔๑๙ นั้นหาได้หมายถึงเวลาที่ผู้เสียหายรู้กดหมายไม่ ตามธัมดาเมื่อมีกดหมายบัญญัติว่า การซื้อขายที่ดินที่มิได้จดทเบียนต่อเจ้าพนักงานเปนโมคะแล้ว ต้องถือว่าบุคคลทุกคนรู้บทบัญญัตินี้ ผู้ได้อ้างว่าไม่รู้จะต้องแสดงให้เห็นพรึติการน์พิเสสเฉพาะตัว แต่โจทมิได้แสดง คดีนี้หย่างน้อยโจทก็ควนจะรู้ตั้งแต่วันจำเลยขัดขวางยึดเอาที่นาคืน คดีของโจทจึงขาดอายุความพิพากสายกฟ้องโจทยืนตามสาลชั้นต้น