Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1022/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้ค่าเช่าซื้อรถขุดไฮดรอลิกที่ค้างชำระก่อนบอกเลิกสัญญาและโจทก์มีสิทธิเรียกได้จากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาที่มีต่อกัน เป็นการกำหนดค่าเสียหายล่วงหน้าอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง แต่การที่โจทก์เพิ่งรับรถคืนจากจำเลยที่ 1 ทั้งๆ ที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่างวดถึง 8 งวด จะถือว่าโจทก์มีส่วนร่วมในความเสียหายด้วยหาได้ไม่เพราะในการประกอบธุรกิจย่อมเป็นได้ที่โจทก์ประสงค์จะผ่อนปรนให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกค้าของตนได้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 470,130.84 บาท จำเลยทั้งสามอุทธรณ์และจำเลยที่ 2 ฎีกาโต้แย้งว่าต้องรับผิดในจำนวนค่าเสียหายไม่เกิน 120,000 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแต่ละชั้นศาลจึงมีเพียง 350,130.84 บาท แต่จำเลยทั้งสามเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และจำเลยที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาจากทุนทรัพย์ 470,130.84 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในทุนทรัพย์ส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสาม แต่ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาเนื่องจากศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าขึ้นศาลในส่วนนี้จึงต้องคืนแก่จำเลยที่ 2 เช่นกัน

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ ค่าขาดประโยชน์และค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ได้ออกทดรองไปรวมเป็นเงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 470,130.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2540 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการได้เช่าซื้อรถขุดไฮดรอลิกหมายเลขรถ YNT - 0169 หมายเลขเครื่องยนต์ 6 D 34 - 061377 ไปจากโจทก์ในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วเป็นเงิน 3,350,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระราคาบางส่วนจำนวน 134,000 บาท ให้แก่โจทก์ โดยราคาที่เหลือจำนวน 3,216,000 จำเลยที่ 1 ตกลงชำระเป็นรายงวดทุกเดือนรวม 24 งวด งวดละ 134,000 บาท เริ่มงวดแรกภายในวันที่ 15 เมษายน 2540 จำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ชำระค่างวดเพียง 3 งวด โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งสามตามหนังสือบอกเลิกสัญญาและใบตอบรับเอกสารหมาย

จ.14 ถึง จ.16 และได้รับรถขุดไฮดรอลิกคันดังกล่าวคืนจากจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2541 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อแรกว่า ค่าเช่าซื้อจำนวน 8 งวด ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระก่อนโจทก์บอกเลิกสัญญา และโจทก์มีสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 9 เอกสารหมาย จ.6 โดยศาลล่างทั้งสองกำหนดให้เป็นเงิน 400,000 บาท สูงเกินไปหรือไม่ เห็นว่า แม้ค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนบอกเลิกสัญญาและโจทก์มีสิทธิเรียกได้จากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาที่มีต่อกัน เป็นการกำหนดค่าเสียหายล่วงหน้าอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ครอบครองใช้ประโยชน์จากรถขุดไฮดรอลิกที่เช่าซื้อเป็นเวลา 8 เดือน โดยค้างชำระค่าเช่าซื้อซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับชำระค่าเช่าซื้อ 8 งวด ดังกล่าวเป็นเงินจำนวน 1,072,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญา อีกทั้งรถขุดไฮดรอลิกคันดังกล่าวถูกจำเลยที่ 1 ใช้งานไปถึง 1,618 ชั่วโมงทำงาน ส่วนการที่โจทก์เพิ่งรับรถคืนจากจำเลยที่ 1 ทั้งๆ ที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่างวดถึง 8 งวด จะถือว่าโจทก์มีส่วนร่วมในความเสียหายดังกล่าวหาได้ไม่ เพราะในการประกอบธุรกิจย่อมเป็นได้ที่โจทก์ประสงค์จะผ่อนปรนแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกค้าของตนเพื่อเป็นผลดีแก่จำเลยที่ 1 ที่จะไม่ต้องถูกบอกเลิกสัญญา ดังนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพียง 400,000 บาท จึงเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 แล้ว

ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 70,130.84 บาท ที่โจทก์ชำระให้แก่กรมสรรพากร เพราะโจทก์มิได้รับชำระค่างวด 8 งวด จากจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่างวด 8 งวด ดังกล่าวนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดีในประเด็นข้อนี้ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเพราะโจทก์มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการประกอบกิจการของโจทก์ ดังนี้ เหตุที่จำเลยที่ 2 ยกขึ้นอ้างในฎีกาจึงมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 470,130.84 บาท จำเลยทั้งสามอุทธรณ์และจำเลยที่ 2 ฎีกาโต้แย้งว่าต้องรับผิดในจำนวนค่าเสียหายไม่เกิน 120,000 บาท ดังนี้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแต่ละชั้นศาลจึงมีเพียง 350,130.84 บาท แต่จำเลยทั้งสามเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ และจำเลยที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาจากทุนทรัพย์ 470,130.84 บาท จึงไม่ถูกต้อง เห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในทุนทรัพย์ส่วนที่เกิน 350,130.84 บาท แก่จำเลยทั้งสาม แต่สำหรับทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาเนื่องจากศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 70,130.84 บาท ค่าขึ้นศาลในส่วนนี้จึงต้องคืนแก่จำเลยที่ 2 เช่นกัน โดยต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในทุนทรัพย์ส่วนที่เกิน 280,000 บาท แก่จำเลยที่ 2"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,500 บาท แทนโจทก์ โดยคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แก่จำเลยทั้งสาม และคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 4,752.50 บาท แก่จำเลยที่ 2

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมชาย จุลนิติ์ · สายันต์ สุรสมภพ · สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้