Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10210/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าความเจ็บป่วยของโจทก์ที่ปรากฏนั้นมีอาการหนักหนาสาหัสที่ต้องรักษาต่อเนื่องเป็นเวลานานและต้องรักษาถึงหลายอาการและหลังจากวันฟ้องก็เห็นได้ชัดว่าจะต้องรักษาต่อเนื่องกันไปอีกและยากที่จะมีสภาพแข็งแรงเหมือนเดิมได้ ดังนั้นเมื่อในเวลาที่พิพากษาคดี ศาลชั้นต้นเห็นเป็นพ้นวิสัยจะหยั่งรู้ได้แน่ชัดว่าความเสียหายที่โจทก์ได้รับนั้นแท้จริงเพียงใด จึงมีอำนาจที่จะกล่าวในคำพิพากษาว่ายังสงวนไว้ซึ่งสิทธิที่จะแก้ไขคำพิพากษาอีกภายในระยะเวลาไม่เกินสองปีได้ตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 444 วรรคสอง ให้อำนาจไว้ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 552,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 552,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2551 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยศาลยังสงวนไว้ซึ่งสิทธิที่จะแก้ไขคำพิพากษาอีกภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี นับแต่คดีถึงที่สุด สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้น ให้จำเลยที่ 2 นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความจำนวน 10,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 5,000 บาท แก่โจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 352,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยที่ 2 จะมีระเบียบให้ดูแลรถให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ใช้งานได้ดี แต่เพียงระเบียบอย่างเดียวโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ปฏิบัติตาม ก็หาทำให้รถอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้แต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถของจำเลยที่ 2 คันเกิดเหตุเป็นรถยี่ห้อที่ประชาชนทั่วไปใช้กันอย่างแพร่หลายย่อมบ่งแสดงว่ามีคุณภาพเป็นที่เชื่อถือ ดังนั้น หากมีการดูแลรถยนต์อย่างดีให้มีสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้ตลอดเวลาและขับรถด้วยความเร็วตามปกติย่อมจะไม่เกิดเหตุเพลาล้อหลุดเป็นแน่ การที่รถแล่นขึ้นสะพานแล้วเพลาล้อหลุดบ่งแสดงว่า เกิดจากการกระทำโดยประมาท หาใช่เหตุสุดวิสัยแต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า

ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดให้เหมาะสมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นชาวบ้านตัวคนเดียวไม่มีครอบครัว ฐานะยากจน ประกอบอาชีพค้าขายของในตลาดสด เมื่อได้รับอันตรายสาหัส ต้องไปพักอาศัยอยู่กับแม่ชีที่วัดอุโมงค์ บาดแผลที่โจทก์ได้รับรุนแรงมาก แต่โจทก์ไม่มีเงินรักษา ดังนั้น การรักษาจึงเชื่อว่าเป็นไปตามที่โจทก์เบิกความคือรักษาทั้งแผนปัจจุบันและแผนทางเลือก เช่น ฝังเข็ม การไปรักษาโจทก์ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระให้แก่โจทก์ 50,000 บาท นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 แล้ว เพราะหากโจทก์เป็นบุคคลที่มีฐานะทางการเงินดีอาจเข้ารับการรักษาจากโรงพยาบาลเอกชน จำเลยที่ 2 ก็จะต้องรับภาระค่ารักษาพยาบาลจำนวนมาก และการเลือกสถานที่รักษาเป็นสิทธิของแต่ละบุคคล

จำเลยที่ 2 จะบังคับให้ไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลของจำเลยที่ 2 หาได้ไม่ ส่วนค่าเสียหายจากการเสียความสามารถในการประกอบการงานที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดให้ 300,000 บาท ลดลงจากที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ 500,000 บาท นั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์อายุ 45 ปี หลังเกิดเหตุแล้วโจทก์ต้องรักษาตัวตลอดเวลา แม้ขณะโจทก์เบิกความเป็นพยานในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552 หลังเกิดเหตุแล้วเกือบ 2 ปี โจทก์ไม่สามารถไปประกอบอาชีพค้าขายได้ดังเดิมเนื่องจากขยับตัวแล้วปวดเจ็บ ทำให้เห็นถึงความลำบากในการดำรงตนอยู่ของโจทก์ที่เป็นหญิงโสดอยู่คนเดียว ต้องพึ่งพาอาศัยแม่ชี ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ 300,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว

ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งให้จ่ายค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์เพราะโจทก์มิได้ขอนั้น เห็นว่า ตามตาราง 7 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ให้อำนาจศาลกำหนดให้คู่ความซึ่งต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่คู่ความอีกฝ่ายตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควร โดยในคดีมีทุนทรัพย์ต้องไม่เกินร้อยละ 1 ของจำนวนทุนทรัพย์ โดยให้ศาลคำนึงถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่คู่ความได้เสียไป รวมถึงลักษณะและวิธีการดำเนินคดีของคู่ความ ดังนั้น ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจสั่งให้จำเลยที่ 2 เสียค่าใช้จ่ายให้แก่โจทก์ได้ แม้โจทก์จะมิได้ขอมาก็ตาม ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาอีกว่าการที่ศาลชั้นต้นสงวนสิทธิแก้ไขคำพิพากษาเป็นการไม่ชอบเนื่องจากโจทก์หายจากการบาดเจ็บแล้วนั้น

เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าความเจ็บป่วยของโจทก์ที่ปรากฏนั้นมีอาการหนักหนาสาหัสที่ต้องรักษาต่อเนื่องเป็นเวลานานและต้องรักษาถึงหลายอาการและหลังจากวันฟ้องก็เห็นได้ชัดว่าจะต้องรักษาต่อเนื่องกันไปอีกและยากที่จะมีสภาพแข็งแรงเหมือนเดิมได้ ดังนั้นเมื่อในเวลาที่พิพากษาคดี ศาลชั้นต้นเห็นเป็นพ้นวิสัยจะหยั่งรู้ได้แน่ชัดว่าความเสียหายที่โจทก์ได้รับนั้นมีแท้จริงเพียงใด จึงมีอำนาจที่จะกล่าวในคำพิพากษาว่ายังสงวนไว้ซึ่งสิทธิที่จะแก้ไขคำพิพากษาอีกภายในระยะเวลาไม่เกินสองปี ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 444 วรรคสอง ให้อำนาจไว้ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ศิริชัย วัฒนโยธิน · ทวีป ตันสวัสดิ์ · นายพศวัจณ์ กนกนาก
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายชยุตม์ ประภากมล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายปานทอง สุ่มมาตย์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.2851/2554
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ770/2551
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ468/2552
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้