Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2525 (เลขอ้างอิง 101655)

พ.ศ. 2525 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยเขียนข้อความลงในหนังสือพิมพ์กล่าวหาว่าโจทก์ปฏิบัติงานหนังสือพิมพ์แบบอันธพาล มีสันดานชอบเขียนใส่ร้ายประณามสุจริตชนรีดไถ ขู่เข็ญ ทำให้วงการหนังสือพิมพ์เมืองไทยถูกหาว่าสกปรกทั้งหมด ย่อมทำให้ผู้อ่านบทความมีความรู้สึกว่าโจทก์ใช้การเป็นนักหนังสือพิมพ์แสวงหาผลประโยชน์โดยไม่สุจริต เป็นการใส่ความโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย ต่อชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง จำเลยผู้เขียนบทความจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบด้วยมาตรา 326

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องมีใจความทำนองเดียวกันว่า โจทก์เป็นนักหนังสือพิมพ์ประจำอยู่ที่หนังสือพิมพ์รายวัน "ดาวสยาม"ใช้นามปากกาในการเขียนบทความว่า "กะแช่" จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคล เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์บางกอกเดลิไทม์ โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์โฆษณา จำเลยที่ ๓ เป็นผู้เขียนบทความใช้นามปากกาว่า "เรือใบ" จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันโฆษณาข้อความ ใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์ในหนังสือพิมพ์บางกอกเดลิไทม์ โดยจำเลยที่ ๓ เป็นผู้เขียนบทความจำเลยที่ ๑, ที่ ๒ ร่วมกันจัดจำหน่ายแพร่หลายแก่ประชาชนดังนี้ สำนวนแรก เมื่อระหว่างวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๒๑ ถึงวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๒๑ วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดในฉบับวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๒๑ คอลัมน์

"เรือใบฟู่ฟ่าอาทิตย์" ว่า "ถ้าใครเจ็บป่วยส่งเข้าโรงพยาบาล เสียเงินเสียทองไปตามธรรมเนียม เราปฏิบัติงานหนังสือพิมพ์โดยอุดมคติตามหลักหนังสือพิมพ์สากล ไม่ใช่ปฏิบัติงานแบบอันธพาล เช่น "ไอ้เมรัยเถื่อน ทั้งไถ ทั้งตบ ทั้งตี ทั้งขู่ ใช้ระบบอันธพาลจนโลกหนังสือพิมพ์เมืองไทยถูกเหมาว่าสกปรกโสโครกรวมกันไปหมด ไม่รู้ว่าคนไหนดี คนไหนชั่ว" สำนวนที่สอง เมื่อระหว่างวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ ถึงวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดในฉบับวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ คอลัมน์ "เรือใบมุย" ว่า "ไอ้เมรัยเถื่อน" ญวนสามเสนจงฟัง และอย่าฆ่าตัวตาย โดยการใช้ปากกาสกปรกเขียนประนามสุจริตชนโดยไม่รู้ว่าฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ จะพังทั้งเมียและครอบครัว

สำนวนที่สาม เมื่อระหว่างวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ ถึงวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ วันเวลาไม่ปรากฏชัดในฉบับวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๑คอลัมน์ "เรือใบมุย" ว่า "ก็เพราะสันดานชอบ "แบล็คเมล์" ใส่ร้ายป้ายความลามกแก่สุจริตชน "ไอ้เมรัยเถื่อน" จึงใช้ปากกาสกปรกระบายสีอ้างชื่อนายแพทย์เพรา กล่าวว่ามีคนบ้า ๆ เพราะฤทธิ์สุราเรื้อรัง มาทำหนังสือพิมพ์ภาพพจน์แห่งวงการนี้ก็มัวซัว" ข้อความที่จำเลยเขียนและพิมพ์โฆษณาดังกล่าว จำเลยเจตนาจะให้ประชาชนผู้อ่านเข้าใจว่า โจทก์ซึ่งเป็นนักหนังสือพิมพ์ใช้นามปากกาว่า"กะแช่" เป็นคนเลว รีดไถ ขู่เข็ญเอาเงินหรือผลประโยชน์อันมิควรได้จากบุคคลอื่นผิดจรรยาบรรณของนักหนังสือพิมพ์ จนกระทั่งวงการหนังสือพิมพ์เมืองไทยถูกหาว่าสกปรกโสโครกรวมกันไปหมด และว่าโจทก์เป็นคนญวนเขียนหนังสือพิมพ์อย่างสกปรกเอาความเท็จมาใส่ร้ายบุคคลสุจริต

ไม่รู้จักกาละเทศะเพราะคำว่า "ไอ้เมรัยเถื่อน" ที่จำเลยใช้หมายถึงตัวโจทก์ซึ่งใช้นามปากกา "กะแช่" อันหมายถึงเมรัยชนิดหนึ่งทั้งนี้โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๒๖, ๓๒๘, ๘๓, ๘๔ พระราชบัญญัติการพิมพ์ พุทธศักราช ๒๔๘๔ มาตรา ๔๘

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งประทับฟ้องทั้งสามสำนวน จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ทุกสำนวน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖, ๓๒๘, ๘๓ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๔๑ ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๙ ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ ๑ สำนวนละ ๒,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๓ สำนวนละ๑ เดือน และปรับสำนวนละ ๒,๐๐๐ บาท รวมโทษ ๓ สำนวนปรับจำเลยที่ ๑๖,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๓ ๓ เดือน และปรับ ๖,๐๐๐ บาท แต่มีเหตุอันควรปรานีให้รอการลงโทษจำเลยที่ ๓ ไว้มีกำหนด ๓ ปี จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำนวน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ดาวสยามใช้นามปากกาเขียนข่าวสังคมว่า "กะแช่" จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์รายวันบางกอกเดลิไทม์ จำเลยที่ ๒ เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์โฆษณา หนังสือพิมพ์บางกอกเดลิไทม์ได้ลงพิมพ์ข้อความในคอลัมน์เรือใบฟู่ฟ่าอาทิตย์ ฉบับลงวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๒๑ และคอลัมน์เรือใบมุยฉบับลงวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ และฉบับลงวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๑กล่าวถึง "ไอ้เมรัยเถื่อน" เป็นทำนองว่าใช้อิทธิพลหนังสือพิมพ์สกปรกเขียนประณามสุจริตชน ขู่เข็ญ รีดไถ เพราะสันดานอันธพาลมีข้อความตามฟ้อง ผู้เขียนบทความใช้นามปากกา "เรือใบ" คือจำเลยที่ ๓ ในปัญหาที่ว่า ข้อความที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ดังกล่าวข้างต้นมีความหมายเป็นการใส่ความโจทก์หรือไม่นั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. ๒๔๙๓ ให้ความหมายคำว่า"กะแช่" ไว้ว่า น้ำตาลเมา เมรัย น้ำเมาหมักแช่เชื้อ แต่ยังมิได้กลั่นเป็นสุราส่วนคำว่า "เมรัย" ให้ความหมายว่า น้ำเมาที่หนักหรือแช่น้ำเมาที่ยังไม่ได้กลั่น จะเห็นได้ว่าคำว่า "กะแช่" และ "เมรัย" ย่อมมีความหมายตรงกันว่าหมายถึงน้ำเมาชนิดหนึ่งที่ยังไม่ได้กลั่นเป็นสุรานั่นเอง เพียงแต่ต่างกันที่สำเนียงเรียกขานเท่านั้น นอกจากนั้นข้อเท็จจริงปรากฏว่า ข้อความที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกเดลิไทม์ ฉบับประจำวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ ยังเน้นความถึงตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องว่า "ใครเป็นใครให้ไปถามไอเมรัยเถื่อนราชดำเนิน" ซึ่งนายโชติพยานจำเลย และจำเลยที่ ๒ เบิกความรับว่า

โจทก์ทำงานหนังสือพิมพ์ดาวสยาม ถนนราชดำเนินกลาง นายโชติว่าไม่มีบุคคลอื่นใช้นามปากกา "กะแช่" และยังได้ความจากนายเสริมพยานจำเลยว่า "ราชดำเนิน" หมายถึงชื่อถนน ทางพิจารณาไม่ได้ความว่าหนังสือพิมพ์ที่มีสำนักงานอยู่ถนนราชดำเนินมีบุคคลอื่นใช้นามปากกาที่มีความหมายถึงน้ำเมาดังเช่นโจทก์ ข้อความที่ว่า"ไอ้เมรัยเถื่อนญวนสามเสนจงฟัง" ก็ได้ความจากโจทก์ว่า โจทก์เกิดที่หมู่บ้านญวนสามเสน เมื่อพิจารณาประกอบกันแล้วย่อมเห็นเจตนาของผู้เขียนเด่นชัดว่า บุคคลที่โจทก์เรียกว่า "ไอ้เมรัยเถื่อน" ตามข้อความที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกเดลิไทม์ทั้งสามฉบับนั้นหมายถึงตัวโจทก์นั่นเองที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ นำสืบว่า คำว่า "ไอ้เมรัยเถื่อน"เป็นคำกลาง

ๆ ที่หนังสือพิมพ์คิดขึ้น ไม่หมายถึงผู้ใดเป็นการส่วนตัวนั้น เห็นว่าฟังไม่ได้เพราะจำเลยที่ ๓ เป็นนักหนังสือพิมพ์ นักเขียนคอลัมน์หน้า ๔ วิพากษ์วิจารณ์บุคคลในสังคม ไม่มีเหตุผลอะไรที่จำเลยที่ ๓ จะเขียนข้อความเลื่อนลอยไร้สาระโดยปราศจากความมุ่งหมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง อันจะทำให้ผู้อ่านขาดความนิยมเชื่อถือ การที่จำเลยที่ ๓ เขียนข้อความลงในหนังสือพิมพ์กล่าวหาว่าโจทก์ปฏิบัติงานหนังสือพิมพ์แบบอันธพาลมีสันดานชอบเขียนใส่ร้ายประณามสุจริตชน รีดไถ ขู่เข็ญ ทำให้วงการหนังสือพิมพ์เมืองไทยถูกหาว่าสกปรกทั้งหมดย่อมทำให้ผู้อ่านบทความมีความรู้สึกว่าโจทก์ใช้การเป็นนักหนังสือพิมพ์แสวงหาผลประโยชน์โดยไม่สุจริต เป็นการใส่ความโจทก์ให้ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชังจำเลยที่ ๓ ผู้เขียนบทความจึงมีความผิด

ปัญหาต่อไปมีว่า บริษัทอิทธิชัย จำกัด จำเลยที่ ๑ ได้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ ๓ หรือไม่ คดีได้ความแต่เพียงว่า จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์บางกอกเดลิไทม์ที่ลงพิมพ์ข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ มีโจทก์ปากเดียวเบิกความว่า โจทก์เขียนวิจารณ์การกระทำของนายเสรีประธานกรรมการบริษัทจำเลยที่ ๑ เกี่ยวกับกิจการบริษัทราชาเงินทุน จำกัด ซึ่งนายเสรีเป็นประธานกรรมการอยู่ด้วย เป็นทำนองว่านายเสรีใช้ให้จำเลยที่ ๓ เขียนข้อความใส่ความโจทก์ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของจำเลยที่ ๑ แต่ก็ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์เองว่า โจทก์ไม่ทราบสาเหตุที่จำเลยที่ ๓ เขียนวิจารณ์เปิดโปงผู้เขียนคอลัมน์หน้า ๔ หนังสือพิมพ์ดาวสยาม โจทก์ไม่มีพยานอื่นสนับสนุนข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่านายเสรีในฐานะประธานกรรมการบริษัทจำเลยที่ ๑ ได้รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยที่ ๓ เขียนใส่ความโจทก์ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกเดลิไทม์ บริษัทจำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๓ ด้วย

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า นายสนิทจำเลยที่ ๓ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๘ ประกอบด้วยมาตรา ๓๒๖ ทุกสำนวนให้จำคุกสำนวนละ ๑ เดือน และปรับสำนวนละ ๒,๐๐๐ บาท รวมเป็นโทษจำคุก ๓ เดือน ปรับ ๖,๐๐๐ บาท โทษจำคุกทั้งสามสำนวนให้ยกเสียตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๕ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อุดม บรรลือสินธุ์ · ชลูตม์ สวัสดิทัต · กิติ บูรพรรณ์
ศาลล่าง
ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายวีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ศาลอุทธรณ์ - นายไพริน มะนุญพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้