Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2525 (เลขอ้างอิง 101546)

พ.ศ. 2525 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยเป็นเจ้าพนักงานเข้าไปค้นกุฏิของโจทก์ที่ 1 โดยไม่มีหมายค้นค้นไม่พบของผิดกฎหมาย แล้วคุมตัวโจทก์ทั้งสองไปสถานีตำรวจโดยไม่มีหมายจับ ไม่แจ้งข้อหา โดยโจทก์ทั้งสองไม่เต็มใจไป เมื่อไปถึงสถานีตำรวจก็กำหนดให้นั่งจนถึงเวลา 14 นาฬิกาจึงให้กลับได้ พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการจับโดยไม่มีอำนาจจะทำได้ ซึ่งอาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 ได้ แต่กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 309 เพราะเป็นการที่โจทก์ทั้งสองถูกจับพาไป มิใช่ถูกจำเลยข่มขืนใจให้ไปโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงเกียรติยศ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งห้าเป็นเจ้าพนักงาน ได้บุกรุกเข้าไปในกุฏิของโจทก์ที่ ๑ โดยไม่มีหมายค้นและหมายจับ อ้างว่ามีของผิดกฎหมายไว้ในครอบครอง เมื่อไม่พบของผิดกฎหมาย ก็ได้ควบคุมตัวโจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๒ ซึ่งไปเอาของที่ฝากไว้ที่กุฏิของโจทก์ที่ ๑ ไปสถานีตำรวจโดยข่มขืนใจให้จำยอมให้ค้นและควบคุมตัว แล้วหน่วงเหนี่ยวคุมขังโจทก์ทั้งสอง เป็นเหตุให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และร่วมกันลักทรัพย์เสื้อผ้าของโจทก์ที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ ได้พูดหมิ่นประมาทโจทก์ทั้งสองทำนองว่า โจทก์ที่ ๑ ซึ่งเป็นพระสงฆ์นอนค้างคืนกับโจทก์ที่ ๒ ซึ่งเป็นหญิง ซึ่งไม่เป็นความจริง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๘๓, ๑๕๗, ๓๐๙, ๓๑๐, ๓๒๖, ๓๑๐, ๓๒๖, ๓๔๐, ๓๖๒, ๙๑ ก่อนไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ทั้งสองสำนวนถอนฟ้องจำเลยที่ ๓ ศาลชั้นต้นรวมการไต่สวนมูลฟ้อง และประทับฟ้องเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗, ๓๖๒ ข้อหาอื่นไม่มีมูล ให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ทั้งสองสำนวนฎีกาขอให้ประทับฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๙, ๓๑๐

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อำนาจของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจที่จะจับผู้ใดนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๗๘ บัญญัติบังคับไว้ว่า จะจับไม่ได้เว้นแต่เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๐ หรือเมื่อพบบุคคลนั้นกำลังพยายามกระทำความผิด หรือพบโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะกระทำความผิดโดยมีเครื่องมือ อาวุธหรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิดหรือเมื่อมีเหตุอันสมควรสงสัยว่าผู้นั้นได้กระทำความผิดมาแล้วและจะหลบหนี หรือเมื่อมีผู้ขอให้จับโดยแจ้งว่าบุคคลนั้นได้กระทำความผิดและแจ้งด้วยว่าได้ร่วมทุกข์ไว้ตามระเบียบแล้ว เมื่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่จับด้วยตนเองไม่ต้องมีหมาย แต่ต้องเป็นในกรณีที่อาจออกหมายจับได้ หรือจับได้ตามประมวลกฎหมายนี้

เมื่อจำเลยทั้งห้าซึ่งเข้าค้นกุฏิของโจทก์ที่ ๑ โดยไม่มีหมายค้น ค้นไม่พบของผิดกฎหมายแล้วก็ได้นำเอาเสื้อผ้าของโจทก์ที่ ๒ จำนวน ๑ กล่อง ซึ่งโจทก์ที่ ๒ ฝากโจทก์ที่ ๑ เก็บไว้ในห้องครัว และคุมตัวโจทก์ทั้งสองไปสถานีตำรวจอำเภอคลองหลวงโดยไม่มีหมายจับ โดยไม่แจ้งข้อหาให้ทราบ โดยโจทก์ทั้งสองไม่เต็มใจไป เมื่อถึงสถานีตำรวจก็กำหนดให้นั่ง จนถึงเวลาประมาณ ๑๔ นาฬิกา โจทก์ทั้งสองจึงกลับจากสถานีตำรวจได้ เห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งห้าจับโจทก์ทั้งสองโดยฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าว เป็นการจับโดยไม่มีอำนาจจะทำได้ อันอาจเป็นความผิดฐานทำให้โจทก์ทั้งสองปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๑๐ ฟ้องของโจทก์ทั้งสองในข้อหานี้จึงมีมูล

สำหรับข้อหาของโจทก์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๙ นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ทั้งสองถูกจับไปสถานีตำรวจครั้งนี้ เป็นการไปเพราะถูกจับพาไป ไม่ใช่เป็นการไปเพราะจำเลยทั้งห้าข่มขืนให้ไปโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงเกียรติยศของโจทก์ทั้งสองตามฟ้องแต่ประการใด การกระทำของจำเลยทั้งห้าไม่เป็นความผิดต่อกฎหมายมาตราดังกล่าว

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ประทับฟ้องของโจทก์ทั้งสองในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๐ ไว้พิจารณาอีกข้อหาหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุไพศาล วิบุลศิลป์ · อาจ ปัญญาดิลก · ไพศาล สว่างเนตร
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดธัญบุรี - นายอำนวย สุขพรหม
ศาลอุทธรณ์ - นายสุรัส มุ่งศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้