Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1006/2521

พ.ศ. 2521 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ผู้ค้ำประกันเป็นลูกหนี้ร่วมกันต่อเจ้าหนี้ โจทก์ผู้ค้ำประกันคนหนึ่งชำระหนี้ไปแล้ว โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 3 ผู้ค้ำประกันร่วมกันใช้ส่วนที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดได้ ในคดีที่ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ใช้หนี้แก่โจทก์ในฐานค้ำประกันร่วมกันนี้ มีผู้ค้ำประกันหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 3 โจทก์บังคับคดีแก่ทรัพย์สินของผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 3 ได้ไม่ใช่กรณีที่จำเลยที่ 3 จะขอให้โจทก์บังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1,ที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้เดิมก่อน ตาม มาตรา 688,689

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามชำระต้นเงิน 1,100,000บาทพร้อมดอกเบี้ย เพราะโจทก์ได้ชำระเงินจำนวน 1,100,000 บาทแก่ธนาคารแหลมทองไปแล้ว โดยเหตุที่โจทก์และจำเลยที่ 3 ได้ร่วมค้ำประกันเงินดังกล่าวที่จำเลยที่ 1 กู้ไปจากธนาคารแหลมทอง จำกัด และจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดสินมิตรพาณิชย์ ซึ่งศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ชำระเงิน 1,100,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้จำเลยที่ 3 ชดใช้ให้โจทก์ครึ่งหนึ่งของจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบแล้วแต่กรณีในชั้นบังคับคดี โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 14726 ตำบลบางซื่อ

อำเภอดุสิต จังหวัดพระนคร ของนายรุ่งโรจน์ เขียวรัตน์ ผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 3 ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันอันดับที่ 125 ในสำนวนนี้ เพื่อขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 19 สิงหาคม 2519 ว่าคดีนี้ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้หนี้โจทก์เป็นเงิน 1,100,000 บาท ถ้าจำเลยที่ 1 และที่ 2ไม่ได้หรือใช้ไม่ครบ ยังขาดเท่าใด ให้จำเลยที่ 3 ใช้โจทก์กึ่งหนึ่งของจำนวนเงินที่ยังขาดอยู่ ปรากฏว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 2 แล้วบางส่วน แต่ยังไม่ครบ บัดนี้ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ยังมีทรัพย์สินที่โจทก์จะบังคับคดียึดมาขายทอดตลาดเอาเงินมาชำระหนี้อยู่อีกหลายอย่าง ซึ่งมีราคาประมาณหนึ่งล้านบาท

ชอบที่โจทก์จะต้องบังคับเอากับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก่อนจึงขอให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์ของนายรุ่งโรจน์ เขียวรัตน์ ไว้ก่อน และขอให้ไต่สวนถึงทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับบังคับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1และที่ 2 ก่อน ยังขาดเท่าใด แจ้งให้จำเลยที่ 3 ทราบ เพื่อจะได้นำมาชำระแก่โจทก์ต่อไปศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องของจำเลยที่ 3 ว่า "นัดไต่สวนคำร้องส่งสำเนาให้โจทก์ หมายแจ้งวันนัดให้โจทก์ทราบ การที่จำเลยที่ 3 ขอให้งดการขายทอดตลาดนั้น ศาลเห็นว่าเป็นการขายทอดตลาดทรัพย์ของนายรุ่งโรจน์ เขียวรัตน์ ผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ไม่มีสิทธิมาขอให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์รายนี้ได้"จำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า

จำเลยที่ 3 มีสิทธิขอให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์ของนายรุ่งโรจน์ เขียวรัตน์ ผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 3 ได้ แต่ก็ไม่ตัดสิทธิของโจทก์ที่จะบังคับชำระหนี้เอาแก่จำเลยที่ 3 ในส่วนกึ่งหนึ่งซึ่งจำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดชำระแก่โจทก์พิพากษายืนจำเลยที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่าตามคำพิพากษามีความหมายว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ก่อนถ้าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบยังขาดอยู่เท่าใดให้จำเลยที่ 3 ชำระครึ่งหนึ่ง และปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ยังมีทรัพย์สินให้โจทก์บังคับชำระหนี้ได้นั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า กรณีคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยที่ 3 ร่วมกันเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 3 มีความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกัน เมื่อโจทก์ได้ชำระหนี้ให้แก่ธนาคารแหลมทองจำกัดแทนจำเลยที่ 3ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมกับโจทก์ไปด้วยแล้วเช่นนี้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องเอาส่วนที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดจากจำเลยที่ 3 ได้ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้จำเลยที่ 1 อันมีโจทก์เป็นเจ้าหนี้ ซึ่งมีผลทำให้จำเลยที่ 3 ขอให้โจทก์เรียกร้องเอากับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ชำระหนี้แก่โจทก์ก่อน ถ้าจำเลยที่ 1และที่ 2 ไม่สามารถชำระหนี้ได้ จึงจะให้จำเลยที่ 3 ใช้แทนได้ดังประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 688 และ 689 บัญญัติไว้

ฉะนั้นโจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ 3 ผู้เป็นลูกหนี้ร่วมอีกคนหนึ่งชดใช้หนี้ที่โจทก์ได้ชำระไปแล้วกึ่งหนึ่งได้ ทั้งปรากฏว่าโจทก์ได้บังคับคดีเอากับจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว แต่ยังได้รับชำระไม่ครบตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอบังคับกับจำเลยที่ 3 อีก ดังนี้ จึงหาขัดกับคำพิพากษาตามที่จำเลยที่ 3 ฎีกา ขึ้นมาไม่ ฎีกาจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เฟื่องขจิต รัศมิภูติ · จันทร์ ระรวยทรง · โสพิทย์ คังคะเกตุ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2240/2568

ป.พ.พ. มาตรา 340 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าเจ้าหนี้แสดงเจตนาต่อลูกหนี้ว่าจะปลดหนี้ให้ ท่านว่าหนี้นั้นก็เป็นอันระงับสิ้นไป ข้อเท็จจริงคดีนี้ไม่ปรากฏว่า โจทก์ได้แสดงเจตนาต่อจำเลยที่ 4 ว่าโจทก์จะปลดหนี้ให้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 319/2568

พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 เป็นกฎหมายที่มีลักษณะเป็นวิธีสบัญญัติ แม้จะมีบทบัญญัติกล่าวถึงการหักกลบลบหนี้ไว้ก็เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ทั่วไปใน ป.พ.พ. ว่าด้วยหักกลบลบหนี้ มาตรา 341 ถึงมาตรา 348…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4382/2566

ตามคำพิพากษาในคดีก่อนศาลฎีกามีคำวินิจฉัยในส่วนความรับผิดของโจทก์เพียงข้อหาเดียวว่า โจทก์เป็นนายจ้างของ ป. และ ป. ได้กระทำละเมิดในทางการที่จ้าง โจทก์จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ความเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสามใ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4244/2565

คดีเดิมบริษัท จ. ฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดฐานรอนสิทธิตามสัญญาซื้อขายเนื่องจากบริษัท จ. ไม่สามารถนำที่ดินที่ซื้อมาจากจำเลยทั้งสองไปขายบุคคลอื่นได้เพราะถูกยึดไว้ตามหมายบังคับคดี และได้หมายเรียกโจทก์เข้า…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 319/2561

ป.พ.พ. บรรพ 2 หมวด 5 ความระงับแห่งหนี้ ส่วนที่ 1 ถึงส่วนที่ 5 บัญญัติให้หนี้เป็นอันระงับไปต่อเมื่อได้มีการชำระหนี้ มีการปลดหนี้ มีการหักกลบลบหนี้ มีการแปลงหนี้ใหม่หรือหนี้เกลื่อนกลืนกัน การที่โจทก์ยอม…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้