Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1004/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ร่วมทั้งสองไปที่ร้านอาหารของ ว. เพราะต้องการหาตัวคนที่ด่าโจทก์ร่วมที่ 2 เกี่ยวกับการขับรถ แต่ ว. และจำเลยบอกโจทก์ร่วมทั้งสองว่าไม่มีคนด่าให้กลับไปเสีย โจทก์ร่วมทั้งสองก็ยังไม่ยอมกลับ แต่พยายามหาตัวคนด่าให้ได้ พฤติการณ์ที่โจทก์ร่วมทั้งสองเข้าไปหาจำเลยหลังจากที่โจทก์ร่วมทั้งสองถูกด่าย่อมไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ การที่โจทก์ร่วมทั้งสองเข้าไปก่อเหตุวิวาทกับจำเลยโดยเข้าใจว่าจำเลยด่าตน ทั้งที่จำเลยและ ว. บอกโจทก์ร่วมทั้งสองว่าจำเลยไม่ได้ด่า โจทก์ร่วมทั้งสองก็ยังหาเรื่องกับจำเลยอยู่อีก ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 39 ปี โจทก์ร่วมที่ 1 อายุ 25 ปี และโจทก์ร่วมที่ 2 อายุ 21 ปี จำเลยย่อมเกิดความรู้สึกโกรธที่โจทก์ร่วมทั้งสองอายุน้อยกว่ามากมาหาเรื่อง ทั้งยังผลักอกจำเลยอันเป็นการแสดงว่าจะทำร้ายจำเลยอีกด้วย การกระทำของโจทก์ร่วมทั้งสองเป็นการข่มเหง่จำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมทั้งสองในทันที จึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 371

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาพาอาวุธปืน ส่วนข้อหาอื่นจำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ระหว่างพิจารณานายศักดิ์ชัย แซ่หว่อง ผู้เสียหายที่ 1 และนายกิตติพงษ์ เชิญขวัญศรี ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานพยายามฆ่า

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 ประกอบมาตรา 80 และ 72 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าโดยบันดาลโทสะจำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 6 ปี ฐานพาอาวุธปืน ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 4,000 บาท ความผิดฐานพยายามฆ่าโดยบันดาลโทสะ ทางนำสืบจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา และความผิดฐานพาอาวุธปืน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามและกึ่งหนึ่งตามลำดับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี และปรับ 2,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ร่วมทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 371 เป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่า จำคุกกระทงละ 10 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 13 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษปรับฐานพาอาวุธปืนแล้ว คงจำคุก 13 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดด้วยเหตุบันดาลโทสะหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีตัวโจทก์ร่วมทั้งสองเป็นพยานเบิกความว่า ระหว่างโจทก์ร่วมที่ 2 ขับรถยนต์กระบะแล่นผ่านร้านอาหาร มีเสียงตะโกนด่า โจทก์ร่วมที่ 2 จึงขับรถวนไปจอดด้านตรงกันข้ามกับร้านนั้น โจทก์ร่วมทั้งสองลงจากรถเดินไปที่หน้าร้านนั้นแล้วสอบถามว่าใครด่า จำเลยไม่ตอบ พี่สาวจำเลยตอบว่าไม่มีใครด่า ให้โจทก์ร่วมทั้งสองกลับไปเสีย ทันใดนั้นจำเลยควักอาวุธปืนออกจากเอวแล้วยิงโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ศีรษะ 1 นัด โจทก์ร่วมที่ 1 วิ่งหนี จำเลยจึงหันมายิงโจทก์ที่ 2 ถูกที่ท้อง 1 นัด และแขนขวา 1 นัด จำเลยมีตัวจำเลย นางวิมล

อังคารประเสริฐ และนางสาวอังคณา อังคารประเสริฐ เป็นพยานเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุนางวิมลกับลูกจ้างกำลังเก็บของในร้านอาหาร ระหว่างนั้นโจทก์ร่วมที่ 2 ขับรถผ่านร้านด้วยความเร็ว มีเสียงตะโกนด่าจากข้างทาง โจทก์ร่วมที่ 2 จึงจอดรถแล้วเดินลงมาที่ร้านของนางวิมลเพื่อหาตัวคนด่า แต่นางวิมลบอกโจทก์ร่วมที่ 2 ว่าไม่มีใครด่า ให้กลับไปเสีย โจทก์ร่วมที่ 2 จึงขับรถออกไปแต่แล้วก็ขับวนกลับมาจอดบริเวณฝั่งตรงกันข้ามกับร้านแล้วโจทก์ร่วมทั้งสองเดินกลับมาที่ร้านนางวิมลอีก โจทก์ร่วมที่ 2 สอบถามว่าใครด่า นางวิมลและจำเลยบอกโจทก์ร่วมที่ 2 ว่าไม่มีใครด่า ให้กลับไปเสีย ขณะนั้นมีพวกของโจทก์ร่วมทั้งสองประมาณ 4 ถึง 5 คน วิ่งมาที่ร้าน

โจทก์ร่วมที่ 1 เข้ามาชกจำเลย จำเลยจึงใช้อาวุธปืนตบโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ศีรษะด้านซ้ายทำให้ปืนลั่น 1 นัด โจทก์ร่วมที่ 2 จึงเข้าไปชกจำเลยอีก จำเลยจึงยิงโจทก์ร่วมที่ 2 ถูกที่ท้อง 1 นัด และที่แขน 1 นัด เห็นว่า โจทก์ร่วมทั้งสองไปที่ร้านอาหารนางวิมล เพราะต้องการหาตัวคนที่ด่าโจทก์ร่วมที่ 2 เกี่ยวกับการขับรถ แต่นางวิมลและจำเลยบอกโจทก์ร่วมทั้งสองว่าไม่มีคนด่าให้กลับไปเสีย โจทก์ร่วมทั้งสองก็ยังไม่ยอมกลับ แต่พยายามหาตัวคนด่าให้ได้ พฤติการณ์ที่โจทก์ร่วมทั้งสองเข้าไปหาจำเลยหลังจากที่โจทก์ร่วมทั้งสองถูกด่า ย่อมมิใช่เหตุการณ์ปกติ เมื่อพิจารณาคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ป.จ.3 ซึ่งจำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันที่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนั่นเอง

เชื่อว่าจำเลยมิได้เตรียมให้การไว้ก่อนล่วงหน้า คำให้การส่วนใหญ่สอดคล้องกับคำเบิกความในชั้นพิจารณา น่าเชื่อว่าโจทก์ร่วมทั้งสองโกรธที่ถูกด่าจึงลงจากรถเพื่อเอาเรื่องแก่คนที่ด่า โดยโจทก์ร่วมที่ 2 เข้าใจว่าจำเลยด่าตน แต่เมื่อสอบถามแล้วจำเลยไม่รับว่าตนด่าโจทก์ร่วมที่ 2 โจทก์ร่วมทั้งสองไม่ยอมกลับ และโจทก์ร่วมที่ 2 ผลักอกจำเลยเป็นเหตุให้จำเลยเกิดโทสะจึงใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมทั้งสอง การที่โจทก์ร่วมทั้งสองเข้าไปก่อเหตุวิวาทกับจำเลย โดยโจทก์ร่วมทั้งสองเข้าใจว่าจำเลยด่าตน ทั้งที่จำเลยและนางวิมลได้บอกโจทก์ร่วมทั้งสองว่าจำเลยไม่ได้ด่า โจทก์ร่วมทั้งสองก็ยังหาเรื่องกับจำเลยอยู่อีก ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 39 ปี โจทก์ร่วมที่ 1 อายุ 25 ปี และโจทก์ร่วมที่ 2 อายุ 21 ปี

จำเลยย่อมเกิดความรู้สึกโกรธที่โจทก์ร่วมทั้งสองอายุน้อยกว่ามากมาหาเรื่องเช่นนี้ ทั้งยังผลักอกจำเลยอันเป็นการแสดงว่าจะทำร้ายจำเลยอีกด้วย การกระทำของโจทก์ร่วมทั้งสองเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมทั้งสองในทันทีนั้น จึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช · รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ · ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้