Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1003/2509

พ.ศ. 2509 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่ได้จดทะเบียน แต่ได้จดทะเบียนการค้าประเภทขายอสังหาริมทรัพย์ไว้แล้ว มีสถานการค้าที่แน่นอนเป็นหลักฐานประกอบกันแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ประกอบการค้าจึงต้องเสียภาษีการค้าตามประมวลรัษฎากรเมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญดังกล่าวมีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าจำเลยก็มีอำนาจใช้สิทธิประเมินเรียกเก็บตามประมวลรัษฎากรได้ โจทก์จะอ้างว่าเรียกคืนในฐานลาภมิควรได้ไม่ได้ เพราะการเรียกเก็บของจำเลยมีมูลที่จะอ้างได้ตามกฎหมาย เมื่อโจทก์เห็นว่าไม่มีหน้าที่ต้องเสีย หรือการประเมินเรียกไม่ถูกต้องอย่างไร ก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินเรียกเก็บนั้นตามบทบัญญัติในประมวลรัษฎากรเสียก่อน แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง (อ้างฎีกาที่ 1895/2493,519/2505)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินร่วมกับคนอื่นในที่ดินสวนหมากตามบัญชีโฉนดท้ายฟ้อง (94 โฉนด) โจทก์และผู้เป็นเจ้าของร่วมไม่มีอาชีพทางการค้าที่ดินหากำไร โดยครั้งแรกนครพานิชหุ้นส่วนจำกัด(หุ้นส่วนในครอบครัวขุนนครเขตต์จีนนิทัศน์) กับนายประชา รัตนสารเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันซื้อไว้เพื่อแบ่งที่ดินและประโยชน์ในที่ดินให้แก่ลูกหลาน ไม่ต้องการให้มีกรณีพิพาทเรื่องที่ดินที่ต้องแบ่งแยก จึงทำเป็นสัญญา "ห้างหุ้นส่วนสามัญบริษัทสวนหมาก" ขึ้นเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2497 สมมติราคาที่ดินเป็นราคาเงินหุ้นจะแบ่งให้ใครเท่าใด ก็คิดเป็นหุ้นให้ไปแต่มิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เพราะต้องการเพียงให้เป็นข้อปฏิบัติระหว่างกัน เพื่อจัดแบ่งผลประโยชน์ได้สะดวกและเป็นธรรมเท่านั้น โดยเจ้าของร่วมมอบให้โจทก์เป็นผู้จัดการดำเนินการต่อมาผู้เป็นหุ้นส่วนในสัญญาต่างถึงแก่กรรมและทายาทเข้ามารับสิทธิแทนต่างก็ปฏิบัติไปตามสัญญาโดยมีที่ดินตกทอดมาประมาณ 24 ไร่ไม่สามารถหาผู้มีเงินซื้อตามราคา

ตลาดได้ทั้งหมดในคราวเดียวกันผู้เป็นเจ้าของร่วมมอบให้โจทก์จัดสรรแบ่งที่ดินออกเป็นแปลง ๆ ให้พอกำลังเงินที่ผู้ซื้อจะหาเงินมาซื้อได้ เมื่อขายได้ก็รวมเงินฝากธนาคารไว้แบ่งกันเป็นคราว ๆ จนกว่าที่ดินที่ตกทอดมาจะหมดไปโจทก์ได้ดำเนินการตามที่ได้รับมอบ จนเดือนธันวาคม 2503 นายโชติ มินทะขิน ซึ่งเวลานั้นดำรงตำแหน่ง สรรพากรจังหวัดสงขลา เรียกโจทก์ไปแจ้งว่า การที่โจทก์จัดสรรที่ดินแบ่งขายเป็นแปลง ๆ โดยไม่จดทะเบียนการค้านั้น เป็นการผิดกฎหมาย อาจต้องรับโทษ ให้โจทก์ไปจัดการเสียให้ถูกต้อง โจทก์เชื่อและกลัวความผิด จึงไปจดทะเบียนการค้าในวันที่ 27 ธันวาคม 2503เมื่อโจทก์จดทะเบียนการค้าแล้ว สรรพากรจังหวัดสงขลาจำเลยที่ 2 ก็ประเมินเรียกเก็บภาษีการค้าจากโจทก์ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 สำหรับ

พ.ศ. 2496, 2497 ซึ่งเป็นเวลาก่อนดำเนินการแบ่งแยกที่ดินขายตามสัญญา"ห้างหุ้นส่วนสามัญบริษัทสวนหมาก" เป็นเงิน 16,380 บาท และ 2,520 บาทตามลำดับ และหลังจากนั้นยังได้เก็บค่าภาษีไปจากโจทก์สำหรับ พ.ศ. 2498 จนถึง พ.ศ.2505 อีก 28,549 บาท รวมเป็นเงินทั้งหมด 47,449.50 บาทต่อมาเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2505 โจทก์ทราบว่าการที่เอาที่ดินมรดกตกทอดไปจัดสรรแบ่งขายเป็นแปลง ๆ ไม่เป็นการค้าอันจะต้องเสียภาษีการค้า และภาษีบำรุงเทศบาลตามประมวลรัษฎากร จึงรู้ว่าการที่จำเลยเรียกเก็บภาษีการค้าไปจากโจทก์นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นลาภมิควรได้ ซึ่งโจทก์มีสิทธิจะเรียกคืน จึงได้ยื่นคำร้องขอถอนการจดทะเบียนการค้าเสีย และมีหนังสือถึงจำเลยขอเงินคืนจำเลยทั้งสองไม่ยอมคืน จึงขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 47,449.50 บาท

พร้อมด้วยดอกเบี้ยต่อมาโจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลอนุญาตจำเลยให้การว่า(1) ห้างหุ้นส่วนสามัญบริษัทสวนหมากตั้งขึ้นโดยมีสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วน มีวัตถุประสงค์ประกอบการค้าเกี่ยวกับที่ดินและได้จดทะเบียนการค้า จึงต้องเสียภาษีการค้า(2) เจ้าพนักงานเรียกเก็บภาษีเพียง 47,065 บาท ไม่ใช่ 47,449.50 บาท(3) โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าภาษีเป็นส่วนตัว(4) โจทก์ไม่อุทธรณ์ตามเกณฑ์และวิธีการที่ประมวลรัษฎากรบัญญัติไว้ไม่มีสิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องในวันชี้สองสถาน คู่ความรับกันว่า1. ห้างหุ้นส่วนสามัญบริษัทสวนหมากเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ได้จดทะเบียน มีผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดตามสัญญา 14 คน นายจินดา อุดมอักษร โจทก์ในคดีนี้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งในจำนวน 14 คนนั้น2.

จำนวนภาษีที่ฝ่ายโจทก์เสียให้แก่จำเลยไปแล้ว จำนวน43,065 บาท ไม่ใช่ 47,449.50 บาท3. โจทก์จดทะเบียนการค้า จำเลยรับว่าโจทก์ได้แจ้งเลิกการจดทะเบียนการค้าเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 25054. โจทก์รับว่าภาษีที่โจทก์เสียไปนั้นเป็นภาษีที่ประเมินเรียกเก็บ โจทก์ชำระไปแล้วโดยมิได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินตามประมวลรัษฎากรศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว ให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย วินิจฉัยว่าโจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินตามประมวลรัษฎากรไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาว่า การเก็บภาษีต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ภาษีที่จำเลยเรียกเก็บไปจากโจทก์ ๆ ไม่มีหน้าที่ต้องเสีย จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอ้างได้ตามกฎหมายโจทก์จึงเรียกคืนได้ในฐานลาภมิควรได้การเรียกเก็บเงินไปจากโจทก์ไม่ใช่เรื่องเก็บผิดประเภทหรือผิดพิกัดอัตราซึ่งจะต้องร้องเรียนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 จำเลยเรียกเก็บโดยฝ่าฝืนประมวลรัษฎากร ข้อโต้เถียงที่จะต้องปฏิบัติตามมาตรา 30 ก็ไม่เกิดจะยกมาตรา 30 มาปิดปากไม่ให้ฟ้องโดยอ้างว่าโจทก์ละเลยไม่ปฏิบัติตามมาตรา 30 เสียก่อน เป็นการมิชอบทั้งกรณีพิพาทนี้เป็นคนละอย่างกับที่จะต้องใช้สิทธิตามมาตรา 30 ด้วยศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์รับว่า

ห้างหุ้นส่วนสามัญบริษัทสวนหมากที่เสียภาษีการค้าไปนั้น เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญแม้จะไม่ได้จดทะเบียน แต่ก็ได้จดทะเบียนการค้าในประเภทขายอสังหาริมทรัพย์ไว้แล้ว มีสถานการค้าที่แน่นอน เป็นหลักฐานประกอบกันแสดงให้เห็นว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญบริษัทสวนหมากเป็นผู้ประกอบการค้า ไม่เหมือนโจทก์ในคดีคำพิพากษาฎีกาที่ 1800/2506 ซึ่งเป็นเพียงเจ้าของที่ดินมอบให้นาวาโทศุภรไปจัดการขาย ซึ่งนาวาโทศุภรก็ได้จดทะเบียนการค้าในนามของตนเองเพื่อขายที่ดินของคนอื่นและได้เสียภาษีการค้าประเภทนายหน้าตัวแทนไปแล้ว โจทก์ในคดีนั้นจึงไม่ใช่ผู้ประกอบการค้า และตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78 บัญญัติว่าผู้ประกอบการค้ามีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าเช่นนี้

โจทก์จะเถียงว่าห้างหุ้นส่วนสามัญบริษัทสวนหมากไม่ได้เป็นผู้ประกอบการค้า ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าให้ ฝ่าฝืนหลักฐานและประมวลรัษฎากรไปย่อมไม่ได้เมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญบริษัทสวนหมากมีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้า จำเลยก็มีอำนาจใช้สิทธิประเมินเรียกเก็บตามประมวลรัษฎากรได้ โจทก์จะอ้างว่าเรียกคืนในฐาน ลาภมิควรได้ไม่ได้ เพราะการเรียกเก็บของจำเลยมีมูลที่จะอ้างได้ตามกฎหมาย เมื่อโจทก์เห็นว่าไม่มีหน้าที่ต้องเสียหรือการประเมินเรียกเก็บนั้นไม่ถูกต้องอย่างไรก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินเรียกเก็บนั้นตามบทบัญญัติในประมวลรัษฎากรเสียก่อนแต่โจทก์ก็มิได้อุทธรณ์ โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ เพราะเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติในประมวลรัษฎากรที่บัญญัติไว้ (อ้างฎีกาที่ 1895/2493 และ 519/2505)

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สวัสดิ์ พานิชอัตรา · โพยม เลขยานนท์ · อรุณ ตินทุกะสิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้