Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน
กฎกระทรวง

กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562

74 ข้อ · ประกาศ 14 ม.ค. 2563

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๗ วรรคหนึ่ง มาตรา ๕๒ วรรคสอง และมาตรา ๕๓ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมโดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการราชทัณฑ์ออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

หมวด ๑ บททั่วไป

ข้อ 1 นักโทษเด็ดขาดซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีความประพฤติดี มีความอุตสาหะ มีความก้าวหน้าในการศึกษา และทำการงานเกิดผลดี หรือทำความชอบแก่ทางราชการเป็นพิเศษ อาจได้รับการพิจารณาเลื่อนชั้น การแต่งตั้งให้มีตำแหน่งหน้าที่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำ การลดวันต้องโทษจำคุก การลดวันต้องโทษจำคุกลงอีกไม่เกินจำนวนวันที่ทำงานสาธารณะ หรือทำงานอื่นใดเพื่อประโยชน์ของทางราชการนอกเรือนจำ การพักการลงโทษ การฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการนอกเรือนจำ หรือการรับการศึกษาอบรมนอกเรือนจำ โดยให้นำพฤติการณ์การกระทำความผิด ลักษณะความผิด ความรุนแรงของคดี และการกระทำความผิดที่ได้กระทำมาก่อนแล้ว มาประกอบการพิจารณาให้ประโยชน์ในแต่ละกรณีด้วย
ข้อ 2 การแบ่งชั้นนักโทษเด็ดขาดมีดังต่อไปนี้
(๑) ชั้นเยี่ยม
(๒) ชั้นดีมาก
(๓) ชั้นดี
(๔) ชั้นกลาง
(๕) ชั้นต้องปรับปรุง
(๖) ชั้นต้องปรับปรุงมาก
ข้อ 3 นักโทษเด็ดขาดเข้าใหม่ ให้จัดอยู่ในชั้นกลาง เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้
(๑) นักโทษเด็ดขาดสัญชาติไทยซึ่งถูกคุมขังนอกราชอาณาจักรมาแล้วไม่เกินสามปี เมื่อรับโอนตัวมาคุมขังในราชอาณาจักร ให้จัดอยู่ในชั้นกลาง หากถูกคุมขังมาแล้วมากกว่าสามปี ให้จัดอยู่ในชั้นดี โดยให้จัดชั้นนักโทษเด็ดขาดตั้งแต่วันที่รับตัวเข้ามาคุมขังในเรือนจำ
(๒) ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิ่มโทษฐานกระทำความผิดซ้ำตามมาตรา ๙๒ หรือมาตรา ๙๓ แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือตามกฎหมายอื่น ให้จัดอยู่ในชั้นต้องปรับปรุง
(๓) กรณีปรากฏข้อเท็จจริงว่านักโทษเด็ดขาดซึ่งเคยต้องโทษจำคุกและพ้นโทษแล้ว กลับมากระทำความผิดอีกภายในห้าปีนับแต่วันที่พ้นโทษจำคุกคราวก่อน โดยความผิดทั้งสองคราวนั้นไม่ใช่ความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ให้จัดอยู่ในชั้นต้องปรับปรุง
(๔) กรณีปรากฏข้อเท็จจริงว่านักโทษเด็ดขาดซึ่งเคยต้องโทษจำคุกและพ้นโทษแล้ว กลับมากระทำความผิดและต้องโทษจำคุกในคราวนี้อีกเป็นครั้งที่สามหรือมากกว่า โดยความผิดนั้นไม่ใช่ความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ให้จัดอยู่ในชั้นต้องปรับปรุงมาก
(๕) นักโทษเด็ดขาดซึ่งกระทำความผิดในคดีอุกฉกรรจ์ คดีสะเทือนขวัญ หรือคดีที่เป็นที่สนใจของประชาชน ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ให้จัดอยู่ในชั้นต้องปรับปรุงมาก
ข้อ 4 นักโทษเด็ดขาดซึ่งกระทำความผิดหลายคดี ให้จัดชั้นดังต่อไปนี้
(๑) เมื่อคดีใดคดีหนึ่งมีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ผู้บัญชาการเรือนจำพิจารณาจัดชั้นตามข้อ ๓ และอาจได้รับการพิจารณาเลื่อนชั้น แม้คดีอื่นยังไม่ถึงที่สุด
(๒) คดีที่นักโทษเด็ดขาดได้รับการพิจารณาจัดชั้นและอาจได้รับการพิจารณาเลื่อนชั้นตาม (๑) แม้จะครบกำหนดโทษแล้ว แต่ถ้านักโทษเด็ดขาดผู้นั้นยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำในคดีอื่นที่ยังไม่ถึงที่สุด ให้คงชั้นนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นไว้จนกว่าคดีอื่นถึงที่สุด และให้จัดชั้นตามชั้นเดิมที่คงไว้
ข้อ 5 คดีตามข้อ ๔ เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในภายหลังและเป็นกรณีที่จะต้องมีการจัดชั้นตามข้อ ๓ (๒) หรือ (๕) ให้ดำเนินการจัดชั้นนักโทษเด็ดขาดผู้นั้น โดยถือเสมือนเป็นนักโทษเด็ดขาดเข้าใหม่ตามข้อ ๓ (๒) หรือ (๕) แล้วแต่กรณี เว้นแต่เป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งอยู่ในชั้นต้องปรับปรุงมาก ให้คงชั้นต้องปรับปรุงมากไว้ตามเดิม

หมวด ๒ การเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด

ส่วนที่ ๑ การเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดกรณีปกติ

ข้อ 6 การเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดกรณีปกติ ให้เลื่อนตามลำดับชั้น ครั้งละหนึ่งชั้น
ข้อ 7 ให้ผู้บัญชาการเรือนจำดำเนินการเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดกรณีปกติตามกำหนดเวลาและเงื่อนไข ดังต่อไปนี้
(๑) นักโทษเด็ดขาดซึ่งมีกำหนดโทษจำคุกไม่เกินสามปีและต้องโทษจำคุกเพียงคดีเดียวให้เลื่อนชั้นได้ปีละสามครั้ง คือ ในวันสิ้นเดือนเมษายนครั้งหนึ่ง ในวันสิ้นเดือนสิงหาคมครั้งหนึ่งและในวันสิ้นเดือนธันวาคมอีกครั้งหนึ่ง
(๒) นักโทษเด็ดขาดซึ่งมีกำหนดโทษจำคุกเกินกว่าสามปีหรือต้องโทษจำคุกหลายคดีให้เลื่อนชั้นได้ปีละสองครั้ง คือ ในวันสิ้นเดือนมิถุนายนครั้งหนึ่งและในวันสิ้นเดือนธันวาคมอีกครั้งหนึ่ง
ข้อ 8 การพิจารณาเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดตามข้อ ๗ (๑) ให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้
(๑) นักโทษเด็ดขาดเข้าใหม่ซึ่งถูกจัดอยู่ในชั้น ดังต่อไปนี้ (ก) ชั้นกลาง จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าสี่เดือนนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หรือเป็นนักโทษเด็ดขาดมาแล้วน้อยกว่าสี่เดือนนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด แต่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าแปดเดือน (ข) ชั้นต่ำกว่าชั้นกลาง จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าแปดเดือนนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หรือเป็นนักโทษเด็ดขาดมาแล้วน้อยกว่าแปดเดือนนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด แต่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปีสี่เดือน
(๒) นักโทษเด็ดขาดกรณีอื่นนอกจาก
(๑) ซึ่งถูกจัดอยู่ในชั้น ดังต่อไปนี้ (ก) ชั้นกลางขึ้นไป จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดในชั้นเดิมมาแล้วไม่น้อยกว่าสี่เดือน (ข) ชั้นต่ำกว่าชั้นกลาง จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดในชั้นเดิมมาแล้วไม่น้อยกว่าแปดเดือน
ข้อ 9 การพิจารณาเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดตามข้อ ๗ (๒) ให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้
(๑) นักโทษเด็ดขาดเข้าใหม่ซึ่งถูกจัดอยู่ในชั้น ดังต่อไปนี้ (ก) ชั้นกลาง จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือนนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หรือเป็นนักโทษเด็ดขาดน้อยกว่าหกเดือนนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด แต่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี (ข) ชั้นต้องปรับปรุง จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หรือเป็นนักโทษเด็ดขาดน้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด แต่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปี (ค) ชั้นต้องปรับปรุงมากตามข้อ ๓ (๔) จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปีนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หรือเป็นนักโทษเด็ดขาดน้อยกว่าสองปีนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด แต่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี (ง) ชั้นต้องปรับปรุงมากตามข้อ ๓ (๕) จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปีนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หรือเป็นนักโทษเด็ดขาดน้อยกว่าสามปีนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด แต่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าสี่ปี
(๒) นักโทษเด็ดขาดกรณีอื่นนอกจำก
(๑) ซึ่งถูกจัดอยู่ในชั้น ดังต่อไปนี้ (ก) ชั้นกลางขึ้นไป จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดในชั้นเดิมมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือน (ข) ชั้นต้องปรับปรุง จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดในชั้นเดิมมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี (ค) ชั้นต้องปรับปรุงมาก จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดในชั้นเดิมมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปี
ข้อ 10 การพิจารณาเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด ให้คำนึงถึงผลดีต่อการปกครองบังคับบัญชาและการรักษาวินัยของเรือนจำ ประโยชน์ต่อการพัฒนาพฤตินิสัยของนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นให้กลับตนเป็นคนดี การเสียสละทำงานเพื่อส่วนรวม มีความวิริยะอุตสาหะ มีความขยันหมั่นเพียร มีความมานะ อดทน หรือทำการงานให้เกิดผลดีแก่ทางราชการและส่วนรวม ในการพิจารณาเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดนอกจากจะคำนึงถึงเหตุตามวรรคหนึ่งแล้วต้องพิจารณาปัจจัยดังต่อไปนี้ด้วย
(๑) ผ่านการจำแนกลักษณะของผู้ต้องขังตามที่กรมราชทัณฑ์กำหนด
(๒) ผ่านการประเมินพฤติกรรม การพัฒนาพฤตินิสัย หรือหลักสูตรการศึกษาอบรมและการฝึกวิชาชีพ การฝึกทักษะการทำงาน การทำงานสาธารณะ หรือการทำงานอื่นใดตามที่ได้รับมอบหมาย ทั้งนี้ ตามเกณฑ์การประเมินที่อธิบดีกำหนด
(๓) ไม่อยู่ในระหว่างถูกดำเนินการทางวินัยหรือถูกลงโทษทางวินัยในระหว่างการพิจารณาเลื่อนชั้น
ข้อ 11 นักโทษเด็ดขาดซึ่งเจ็บป่วยหรือพิการ หรือโดยสภาพแห่งร่างกายไม่สามารถเข้ารับการศึกษาอบรม การฝึกวิชาชีพ หรือการฝึกทักษะการทำงาน หรือได้รับการพัฒนาพฤตินิสัย อาจได้รับการพิจารณาเลื่อนชั้นกรณีปกติได้ โดยให้เสนอใบรับรองแพทย์ของทางราชการ เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะทำงานเพื่อตรวจสอบการเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดประจำเรือนจำ
ข้อ 12 ให้ผู้บัญชาการเรือนจำแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบการเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดประจำเรือนจำ ประกอบด้วยผู้บัญชาการเรือนจำเป็นประธาน และเจ้าพนักงานเรือนจำจำนวนไม่น้อยกว่าห้าคนเป็นคณะทำงาน และให้เจ้าพนักงานเรือนจำคนหนึ่งเป็นเลขานุการ การแต่งตั้งคณะทำงานตามวรรคหนึ่ง อาจมีผู้แทนจำกหน่วยงานหรือบุคคลภายนอกร่วมเป็นคณะทำงานด้วยก็ได้
ข้อ 13 ให้คณะทำงานตามข้อ ๑๒ ดำเนินการตรวจสอบบัญชีรายชื่อนักโทษเด็ดขาดซึ่งสมควรได้รับการเลื่อนชั้นและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง แล้วเสนอความเห็นต่อผู้บัญชาการเรือนจำ
ข้อ 14 ให้ผู้บัญชาการเรือนจำเสนอบัญชีการเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด พร้อมทั้งเอกสาร หลักฐานที่เกี่ยวข้อง และรายงานขอความเห็นชอบต่ออธิบดีตามกำหนดเวลา ดังต่อไปนี้
(๑) การเลื่อนชั้นในวันสิ้นเดือนเมษายน ให้รายงานขอความเห็นชอบภายในเดือนพฤษภาคม
(๒) การเลื่อนชั้นในวันสิ้นเดือนมิถุนายน ให้รายงานขอความเห็นชอบภายในเดือนกรกฎาคม
(๓) การเลื่อนชั้นในวันสิ้นเดือนสิงหาคม ให้รายงานขอความเห็นชอบภายในเดือนกันยายน
(๔) การเลื่อนชั้นในวันสิ้นเดือนธันวาคม ให้รายงานขอความเห็นชอบภายในเดือนมกราคมของปีถัดไป
ข้อ 15 เมื่ออธิบดีให้ความเห็นชอบในการเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดแล้ว ให้ผู้บัญชาการเรือนจำออกคำสั่งและแจ้งให้นักโทษเด็ดขาดทราบผลการเลื่อนชั้น และปิดประกาศรายชื่อนักโทษเด็ดขาด ซึ่งได้รับการเลื่อนชั้นในที่เปิดเผยตามที่ผู้บัญชาการเรือนจำเห็นสมควร ในกรณีที่นักโทษเด็ดขาดไม่ได้รับการเลื่อนชั้น ให้ผู้บัญชาการเรือนจำแจ้งให้นักโทษเด็ดขาดผู้นั้นทราบ พร้อมทั้งเหตุผลที่ไม่ได้รับการเลื่อนชั้น ผลของคำสั่งเห็นชอบตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่านักโทษเด็ดขาดผู้นั้นได้รับการเลื่อนชั้น ดังต่อไปนี้
(๑) ตั้งแต่วันที่ ๑ พฤษภาคม สำหรับการเลื่อนชั้นในวันสิ้นเดือนเมษายน
(๒) ตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม สำหรับการเลื่อนชั้นในวันสิ้นเดือนมิถุนายน
(๓) ตั้งแต่วันที่ ๑ กันยายน สำหรับการเลื่อนชั้นในวันสิ้นเดือนสิงหาคม
(๔) ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคมของปีถัดไป สำหรับการเลื่อนชั้นในวันสิ้นเดือนธันวาคม
ข้อ 16 การนับระยะเวลาการเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดกรณีศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วแต่ยังไม่ได้ตัวมาคุมขังในเรือนจำ ให้เริ่มนับแต่วันที่รับตัวนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นเข้ามาคุมขังในเรือนจำ

ส่วนที่ ๒ การเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดกรณีมีเหตุพิเศษ

ข้อ 17 การพิจารณาเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดกรณีมีเหตุพิเศษนอกจากจะเป็นผู้มีความประพฤติดี มีความอุตสาหะ มีความก้าวหน้าในการศึกษา และทำการงานเกิดผลดี หรือทำความชอบแก่ทางราชการเป็นพิเศษแล้ว จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่านักโทษเด็ดขาดผู้นั้นมีความเสียสละอุทิศตนช่วยเหลือทางราชการ โดยการเข้าต่อสู้ ขัดขวาง หรือป้องกันการหลบหนีของผู้ต้องขังจากเรือนจำ ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำหรือผู้อื่นในขณะที่ตกอยู่ในภาวะอันตราย หรือเสี่ยงอันตราย เข้าทำการป้องกันจับกุมผู้ต้องขังที่ก่อการจลาจลหรือก่อเหตุร้ายขึ้นภายในเรือนจำ หรือทำการดับเพลิงในกรณีที่เกิดเพลิงไหม้อาคารสถานที่ของเรือนจำ นอกจากข้อเท็จจริงตามวรรคหนึ่ง ปลัดกระทรวงยุติธรรมอาจพิจารณาอนุมัติให้นักโทษเด็ดขาดเลื่อนชั้นเป็นกรณีพิเศษ เพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคงปลอดภัยของรัฐหรือความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศก็ได้
ข้อ 18 การเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดกรณีมีเหตุพิเศษ อาจเลื่อนชั้นก่อนเวลาหรือเลื่อนข้ามชั้นก็ได้ การพิจารณาเลื่อนชั้นตามวรรคหนึ่ง ให้คณะทำงานตามข้อ ๑๒ ดำเนินการตามข้อ ๑๓ และให้เลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดเมื่อได้รับอนุมัติจากปลัดกระทรวงยุติธรรม ผลการเลื่อนชั้นตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่านักโทษเด็ดขาดผู้นั้นได้รับการเลื่อนชั้น นับแต่วันที่ปลัดกระทรวงยุติธรรมอนุมัติ และให้นำความในข้อ ๑๕ วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับกับการแจ้งผลการเลื่อนชั้นโดยอนุโลม

หมวด ๓ การแต่งตั้งนักโทษเด็ดขาดให้มีตำแหน่งหน้าที่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำ

ข้อ 19 กรณีมีความจำเป็นต้องแต่งตั้งนักโทษเด็ดขาดให้มีตำแหน่งหน้าที่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำในกิจการเรือนจำ ให้ผู้บัญชาการเรือนจำแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อคัดเลือกนักโทษเด็ดขาดให้มีตำแหน่งหน้าที่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำประจำเรือนจำประกอบด้วย ผู้บัญชาการเรือนจำเป็นประธาน และเจ้าพนักงานเรือนจำจำนวนไม่น้อยกว่าห้ำคนเป็นคณะทำงาน และให้เจ้าพนักงานเรือนจำคนหนึ่งเป็นเลขานุการ
ข้อ 20 การคัดเลือกนักโทษเด็ดขาดซึ่งจะได้รับการแต่งตั้งให้มีตำแหน่งหน้าที่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำ ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
(๑) อัตราส่วนของนักโทษเด็ดขาดซึ่งผู้บัญชาการเรือนจำจะแต่งตั้งให้มีตำแหน่งหน้าที่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำต้องไม่เกินร้อยละสามของจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำ
(๒) มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ (ก) เป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยม เว้นแต่มีนักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยมไม่เพียงพอ ให้แต่งตั้งจากนักโทษเด็ดขาดชั้นดีมากหรือชั้นดีตามลำดับ (ข) เป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ผู้ช่วยงานเจ้าพนักงานเรือนจำเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด (ค) ไม่อยู่ในระหว่างถูกดำเนินการทำงวินัยหรือมีประวัติถูกลงโทษทางวินัย หรือเคยถูกถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำหรือผู้ช่วยงานเจ้าพนักงานเรือนจำ (ง) ไม่เป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งกระทำความผิดในคดีอุกฉกรรจ์ หรือเป็นอาชญากรโดยอาชีพ หรือเป็นผู้กระทำความผิดในคดียาเสพติดให้โทษที่เข้าข่ายรายสำคัญและมีอิทธิพลตามที่อธิบดีประกาศกำหนด
ข้อ 21 ให้คณะทำงานตามข้อ ๑๙ ดำเนินการคัดเลือกนักโทษเด็ดขาดซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๒๐ และจัดทำแบบรายงานการแต่งตั้งนักโทษเด็ดขาดให้มีตำแหน่งหน้าที่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำ และเสนอขออนุมัติต่ออธิบดี
ข้อ 22 เมื่ออธิบดีอนุมัติแล้ว ให้ผู้บัญชาการเรือนจำออกคำสั่งแต่งตั้งนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นให้มีตำแหน่งหน้าที่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำ และให้คำสั่งดังกล่าวมีผลนับแต่วันที่อธิบดีอนุมัติ
ข้อ 23 ให้ผู้บัญชาการเรือนจำจัดฝึกอบรมนักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้มีตำแหน่งหน้าที่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำก่อนทำหน้าที่ โดยให้ความรู้ความเข้าใจในหน้าที่และความรับผิดชอบระเบียบวินัย และข้อบังคับของเรือนจำ
ข้อ 24 นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้มีตำแหน่งหน้าที่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำ ผู้ใดประพฤติตนเสียหายหรือมีพฤติการณ์ไม่เหมาะสม ให้ผู้บัญชาการเรือนจำสั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่แล้วสอบสวนและรายงานไปยังอธิบดีเพื่อพิจารณาอนุมัติถอดถอนโดยทันที เมื่ออธิบดีอนุมัติแล้ว ให้ผู้บัญชาการเรือนจำออกคำสั่งถอดถอน และให้คำสั่งดังกล่าวมีผลนับแต่วันที่ผู้บัญชาการเรือนจำสั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่
ข้อ 25 เครื่องแต่งกายผู้มีตำแหน่งหน้าที่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำ ให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด

หมวด ๔ การลดวันต้องโทษจำคุกและการปล่อยตัว

ข้อ 26 นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือนหรือหนึ่งในสามของกำหนดโทษตามหมายศาลในขณะนั้นแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า หรือไม่น้อยกว่าสิบปีในกรณีที่ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตที่มีการเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุกมีกำหนดเวลา อาจได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกตามชั้นและตามจำนวนวัน ดังต่อไปนี้
(๑) ชั้นเยี่ยม เดือนละห้าวัน
(๒) ชั้นดีมาก เดือนละสี่วัน
(๓) ชั้นดี เดือนละสามวัน นักโทษเด็ดขาดซึ่งกระทำผิดวินัยจะไม่ได้รับประโยชน์จากการสะสมวันลดวันต้องโทษจำคุกตามชั้นเฉพาะเดือนที่กระทำผิดวินัย
ข้อ 27 นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกตามข้อ ๒๖ จะได้รับการพิจารณาปล่อยตัว ต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
(๑) เป็นนักโทษเด็ดขาดตั้งแต่ชั้นดีขึ้นไป
(๒) เหลือโทษจำคุกเท่ากับจำนวนวันที่ได้รับการสะสมลดวันต้องโทษจำคุกตามข้อ ๒๖ และหากมีวันลดวันต้องโทษจำคุกตามมาตรา ๕๒ (๖) ให้นำมารวมด้วย
(๓) ได้รับการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู และพัฒนาพฤตินิสัยตามที่อธิบดีกำหนด
(๔) มีผู้อุปการะ
(๕) ผ่านการคัดเลือกจากคณะทำงานเพื่อพิจารณาวินิจฉัยลดวันต้องโทษจำคุกประจำเรือนจำ
ข้อ 28 การพิจารณาปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดจากการลดวันต้องโทษจำคุก ให้นำเหตุปัจจัยดังต่อไปนี้มาพิจารณาด้วย
(๑) ระยะเวลาการคุมประพฤติ
(๒) ความน่าเชื่อถือและความเหมาะสมของผู้อุปการะในการควบคุมดูแลนักโทษเด็ดขาดให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขจนกว่าจะพ้นโทษ
(๓) ผลกระทบด้านความปลอดภัยของสังคม
(๔) มีพฤติการณ์ในระหว่างถูกคุมขังจนน่าเชื่อว่าได้กลับตนเป็นคนดี
ข้อ 29 ให้มีคณะทำงานเพื่อพิจารณาวินิจฉัยลดวันต้องโทษจำคุกประจำเรือนจำประกอบด้วยผู้บัญชาการเรือนจำเป็นประธาน ผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนกรมคุมประพฤติ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเจ้าพนักงานเรือนจำซึ่งผู้บัญชาการเรือนจำแต่งตั้งจำนวนสองคน เป็นคณะทำงาน และให้เจ้าพนักงานเรือนจำคนหนึ่งเป็นเลขานุการ
ข้อ 30 การประชุมของคณะทำงานตามข้อ ๒๙ ต้องมีคณะทำงานมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนคณะทำงานทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ในการประชุมของคณะทำงานตามวรรคหนึ่ง ห้ามมิให้ผู้บัญชาการเรือนจำมอบหมายให้ผู้อื่นทำหน้าที่เป็นประธานแทน หากผู้บัญชาการเรือนจำไม่สามารถทำหน้าที่เป็นประธานได้ ให้เลื่อนการประชุมคราวนั้นออกไป โดยให้คำนึงถึงประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นเป็นสำคัญ การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก คณะทำงานคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
ข้อ 31 ให้คณะทำงานตามข้อ ๒๙ ดำเนินการตรวจสอบบัญชีรายชื่อนักโทษเด็ดขาดซึ่งสมควรได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกตามมาตรา ๕๒ (๕) และเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องแล้วเสนอความเห็นต่ออธิบดี
ข้อ 32 เมื่ออธิบดีได้รับความเห็นของคณะทำงานแล้ว ให้เสนอคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยลดวันต้องโทษจำคุกพิจารณาอนุมัติให้ปล่อยตัว อธิบดีอาจตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณากลั่นกรองก่อนเสนอความเห็นตามวรรคหนึ่งก็ได้ การพิจารณาของคณะอนุกรรมการตามวรรคหนึ่ง ให้นำเหตุปัจจัยตามข้อ ๒๘ มาพิจารณาด้วย ความเห็นของคณะอนุกรรมการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นที่สุด
ข้อ 33 เมื่อคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยลดวันต้องโทษจำคุกอนุมัติให้ปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกแล้ว ให้อธิบดีแจ้งผลการอนุมัติให้ผู้บัญชาการเรือนจำทราบ ในการนี้ ให้ผู้บัญชาการเรือนจำออกหนังสือสำคัญให้แก่นักโทษเด็ดขาดผู้นั้นและมีหนังสือแจ้งพนักงานคุมประพฤติในท้องที่ที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวเข้าไปพักอาศัยทราบภายในเวลาอันสมควร โดยนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นต้องไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติในท้องที่ที่ไปพักอาศัยภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับการปล่อยตัว หนังสือสำคัญตามวรรคหนึ่ง ต้องระบุเงื่อนไขตามหมวด ๙ เงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษต้องปฏิบัติ ในกรณีที่หนังสือสำคัญสูญหาย ให้รีบแจ้งต่อพนักงานคุมประพฤติและขอรับใบแทนหนังสือสำคัญ เมื่อเจ้าพนักงานเรือนจำหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเรียกให้นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวแสดงหนังสือสำคัญ ให้นักโทษเด็ดขาดผู้นั้นแสดงหนังสือสำคัญต่อบุคคลดังกล่าว ถ้าไม่แสดงหนังสือสำคัญ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นส่งเรือนจำก็ได้
ข้อ 34 กรณีที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกและปล่อยตัวไป ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในหมวด ๙ เงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษต้องปฏิบัติ ให้พนักงานคุมประพฤติรายงานให้อธิบดีทราบโดยเร็ว เพื่อให้คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยลดวันต้องโทษจำคุกพิจารณาสั่งเพิกถอนการลดวันต้องโทษจำคุก

หมวด ๕ การลดวันต้องโทษจำคุกลงอีกไม่เกินจำนวนวันที่ทำงานสาธารณะหรือทำงานอื่นใด เพื่อประโยชน์ของทางราชการนอกเรือนจำ

ข้อ 35 นักโทษเด็ดขาดซึ่งถูกส่งออกไปทำงานสาธารณะหรือทำงานอื่นใดเพื่อประโยชน์ของทางราชการนอกเรือนจำ ให้ได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกลงเท่าจำนวนวันที่ทำงานนั้น วันทำงานตามวรรคหนึ่ง ต้องไม่น้อยกว่าแปดชั่วโมง โดยให้นับรวมเวลาเดินทางทั้งไปและกลับด้วย
ข้อ 36 งานสาธารณะตามหมวดนี้ ได้แก่
(๑) งานที่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน เงินของราชการบริหารส่วนท้องถิ่น เงินของรัฐวิสาหกิจหรือเงินของหน่วยงานอื่นของรัฐ
(๒) งานนอกเหนือจาก
(๑) ซึ่งมีลักษณะเป็นการก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนทั่วไป การจัดทำบริการสาธารณะ การช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัย หรือการอื่นใดที่มีลักษณะเป็นการบริการสังคม ทั้งนี้ ไม่ว่างานนั้นจะมีผลประโยชน์ตอบแทนหรือไม่ งานสาธารณะที่จะจัดให้นักโทษเด็ดขาดออกไปทำนอกเรือนจำตามวรรคหนึ่ง ต้องเสนอให้อธิบดีพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน
ข้อ 37 งานอื่นใดเพื่อประโยชน์ของทางราชการตามหมวดนี้ ได้แก่
(๑) งานรักษาความสะอาด งานสุขาภิบาล หรืองานบำรุงรักษาสถานที่หรือหน่วยงานของราชการนอกเรือนจำ
(๒) งานอื่นใดตามที่กำหนดในระเบียบกรมราชทัณฑ์
ข้อ 38 นักโทษเด็ดขาดผู้ใดมีวันลดวันต้องโทษจำคุกสะสมจากการออกไปทำงานสาธารณะหรือทำงานอื่นใดเพื่อประโยชน์ของทางราชการนอกเรือนจำเท่ากับโทษจำคุกที่เหลืออยู่ ให้ผู้บัญชาการเรือนจำเสนออธิบดีเพื่อพิจารณาสั่งปล่อยตัวจำกการลดวันต้องโทษจำคุกสะสมนั้น ให้นำความในข้อ ๓๓ ข้อ ๓๔ ข้อ ๗๒ ข้อ ๗๓ และข้อ ๗๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ 39 การส่งนักโทษเด็ดขาดผู้ใดออกไปทำงานสาธารณะหรือทำงานอื่นใดเพื่อประโยชน์ของทางราชการนอกเรือนจำ คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาคัดเลือกนักโทษเด็ดขาดที่จะสั่งให้ออกไปทำงานสาธารณะหรือทำงานอื่นใดเพื่อประโยชน์ของทางราชการนอกเรือนจำ อาจกำหนดให้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรืออุปกรณ์อื่นใดเพื่อสนับสนุนการควบคุมตัวนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นก็ได้

หมวด ๖ การพักการลงโทษ

ข้อ 40 นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือนหรือหนึ่งในสามของกำหนดโทษตามหมายศาลในขณะนั้นแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า หรือไม่น้อยกว่าสิบปี ในกรณีที่ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตที่มีการเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุกมีกำหนดเวลาอาจได้รับการพักการลงโทษ
ข้อ 41 นักโทษเด็ดขาดซึ่งจะได้รับพิจารณาการพักการลงโทษกรณีปกติ จะต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งต้องโทษจำคุกเป็นครั้งแรก เว้นแต่โทษจำคุกในครั้งก่อนนั้นเป็นความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการล้างมลทินตามกฎหมายล้างมลทิน ไม่ถือเป็นการต้องโทษจำคุกครั้งแรก
ข้อ 42 ในกรณีปกติ นักโทษเด็ดขาดอาจได้รับการพักการลงโทษ ดังต่อไปนี้
(๑) ชั้นเยี่ยม ไม่เกินหนึ่งในสามของกำหนดโทษที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาด
(๒) ชั้นดีมาก ไม่เกินหนึ่งในสี่ของกำหนดโทษที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาด
(๓) ชั้นดี ไม่เกินหนึ่งในห้าของกำหนดโทษที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาด กรณีตาม (๑) (๒) หรือ (๓) หากมีการพระราชทานอภัยโทษ ให้ถือกำหนดโทษตามหมายแจ้งโทษเด็ดขาดฉบับหลังสุด ในกรณีที่นักโทษเด็ดขาดมีวันลดวันต้องโทษจำคุกตามมาตรา ๕๒ (๖) ให้นำมารวมกับระยะเวลาพักการลงโทษตามวรรคหนึ่งด้วย
ข้อ 43 ในกรณีที่อธิบดีพิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุพิเศษที่จะพักการลงโทษนักโทษเด็ดขาดมากกว่าที่กำหนดในข้อ ๔๒ ให้เสนอคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษพิจารณาให้ความเห็นชอบและเสนอรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ
ข้อ 44 การพิจารณาการพักการลงโทษให้กับนักโทษเด็ดขาด ให้นำเหตุปัจจัยดังต่อไปนี้มาพิจารณาด้วย
(๑) พฤติการณ์แห่งคดีที่ได้กระทำและการกระทำความผิดที่ได้กระทำมาก่อนแล้ว
(๒) ระยะเวลาการคุมประพฤติ
(๓) ความน่าเชื่อถือและความเหมาะสมของผู้อุปการะในการควบคุมดูแลนักโทษเด็ดขาด ให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขจนกว่าจะพ้นโทษ
(๔) ผลกระทบด้านความปลอดภัยของสังคม
(๕) มีพฤติการณ์ในระหว่างถูกคุมขังจนน่าเชื่อว่าได้กลับตนเป็นคนดี
(๖) ผ่านการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู และพัฒนาพฤตินิสัย
ข้อ 45 ให้มีคณะทำงานเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษประจำเรือนจำ ประกอบด้วย ผู้บัญชาการเรือนจำเป็นประธาน ผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนกรมคุมประพฤติ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเจ้าพนักงานเรือนจำซึ่งผู้บัญชาการเรือนจำแต่งตั้งจำนวนสองคน เป็นคณะทำงาน และให้เจ้าพนักงานเรือนจำคนหนึ่งเป็นเลขานุการ ให้นำความในข้อ ๓๐ มาใช้บังคับกับการประชุมของคณะทำงานตามวรรคหนึ่ง โดยอนุโลม
ข้อ 46 ให้คณะทำงานตามข้อ ๔๕ ดำเนินการตรวจสอบบัญชีรายชื่อนักโทษเด็ดขาด ซึ่งสมควรได้รับการพักการลงโทษและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง แล้วเสนอความเห็นต่อผู้บัญชาการเรือนจำ
ข้อ 47 ให้ผู้บัญชาการเรือนจำเสนอรายชื่อนักโทษเด็ดขาดซึ่งสมควรได้รับการพักการลงโทษ พร้อมความเห็นต่ออธิบดีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ อธิบดีอาจตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณากลั่นกรองก่อนเสนอความเห็นตามวรรคหนึ่งก็ได้ ในกรณีที่อธิบดีไม่เห็นด้วยกับความเห็นของคณะทำงานตามข้อ ๔๕ ให้ทำความเห็นแย้งแล้ว ส่งเรื่องกลับไปให้คณะทำงานพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้บัญชาการเรือนจำได้รับเรื่อง หากไม่สามารถดำเนินการภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้ ให้ขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกินสิบห้าวัน เมื่อคณะทำงานตามข้อ ๔๕ พิจารณาเสร็จแล้ว ให้ทำความเห็นแจ้งอธิบดีทราบ เพื่อเสนอความเห็นต่อคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษพิจารณา
ข้อ 48 ให้อธิบดีกำกับดูแลการคัดเลือกนักโทษเด็ดขาดซึ่งจะได้รับการพักการลงโทษ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงนี้ โดยนักโทษเด็ดขาดซึ่งจะได้รับการพักการลงโทษ จะต้องเป็นผู้ที่สามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้นได้
ข้อ 49 เมื่ออธิบดีพิจารณาความเห็นของคณะทำงานตามข้อ ๔๕ และเห็นชอบด้วยให้เสนอความเห็นต่อคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษพิจารณาอนุมัติพักการลงโทษ การพิจารณาของคณะอนุกรรมการตามวรรคหนึ่ง ให้นำเหตุปัจจัยตามข้อ ๔๔ มาพิจารณาด้วยความเห็นของคณะอนุกรรมการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นที่สุด
ข้อ 50 เมื่อคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษหรือรัฐมนตรีอนุมัติพักการลงโทษและให้ปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการพักการลงโทษแล้ว ให้อธิบดีแจ้งผลการอนุมัติให้ผู้บัญชาการเรือนจำทราบ ในการนี้ ให้ผู้บัญชาการเรือนจำออกหนังสือสำคัญให้แก่นักโทษเด็ดขาดผู้นั้นและมีหนังสือแจ้งพนักงานคุมประพฤติและพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในท้องที่ที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวเข้าไปพักอาศัยทราบภายในเวลาอันสมควร โดยนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นต้องไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติในท้องที่ที่ไปพักอาศัยภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับการปล่อยตัว ถ้านักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการพักการลงโทษและปล่อยตัวตามวรรคหนึ่ง ย้ายที่อยู่หรือเข้าไปทำงานในท้องที่อื่นที่มิใช่สถานที่หรือท้องที่ตามข้อ ๗๓ (๒) หรือ (๕) ให้พนักงานคุมประพฤติแห่งท้องที่ที่มีการย้ายเข้าไปมีหนังสือแจ้งพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจในท้องที่ที่นักโทษเด็ดขาดผู้นั้นได้ย้ายที่อยู่หรือเข้าไปทำงานในท้องที่นั้นทราบภายในเวลาอันสมควร
ข้อ 51 หนังสือสำคัญตามข้อ ๕๐ ต้องระบุเงื่อนไขตามหมวด ๙ เงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาด ซึ่งได้รับการปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษต้องปฏิบัติ ในกรณีที่หนังสือสำคัญสูญหาย ให้รีบแจ้งต่อพนักงานคุมประพฤติและขอรับใบแทนหนังสือสำคัญ เมื่อเจ้าพนักงานเรือนจำหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเรียกให้นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวแสดงหนังสือสำคัญ ให้นักโทษเด็ดขาดผู้นั้นแสดงหนังสือสำคัญต่อบุคคลดังกล่าว ถ้าไม่แสดงหนังสือสำคัญ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นส่งเรือนจำก็ได้
ข้อ 52 กรณีที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการพักการลงโทษและปล่อยตัวไปฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในหมวด ๙ เงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษต้องปฏิบัติ ให้พนักงานคุมประพฤติรายงานให้อธิบดีทราบโดยเร็ว เพื่อให้คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษพิจารณาสั่งเพิกถอนการพักการลงโทษ

หมวด ๗ การฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการนอกเรือนจำ

ข้อ 53 นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของกำหนดโทษตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดในขณะนั้น และเหลือโทษจำคุกไม่เกินสามปี หกเดือน อาจได้รับอนุญาตให้ออกไปฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการนอกเรือนจำ คำว่า “สถานประกอบการ” ให้หมายความรวมถึงสถานที่ของทางราชการ รัฐวิสาหกิจ วิสาหกิจชุมชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐด้วย
ข้อ 54 นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับอนุญาตให้ออกไปฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการนอกเรือนจำ ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(๑) เป็นนักโทษเด็ดขาดตั้งแต่ชั้นดีขึ้นไป
(๒) ได้รับการฝึกอบรมและผ่านการทดสอบความรู้จากผู้ให้การฝึกอบรมแล้ว
(๓) ไม่อยู่ในระหว่างถูกดำเนินการทางวินัยหรือถูกลงโทษทางวินัยในรอบหกเดือนก่อนออกไปฝึกวิชาชีพ
(๔) ไม่อยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีอาญาในคดีอื่นหรือถูกอายัดตัวเพื่อดำเนินคดีอาญาอื่น
(๕) ไม่มีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อได้รับอนุญาตให้ออกไปแล้วอาจจะหลบหนีหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ
ข้อ 55 นักโทษเด็ดขาดซึ่งกระทำความผิดดังต่อไปนี้ไม่ได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้ออกไปฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการนอกเรือนจำ
(๑) ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๐๗ ถึงมาตรา ๑๓๕ (๒) ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๕/๑ ถึงมาตรา ๑๓๕/๔ (๓) ความผิดเกี่ยวกับเพศตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ วรรคสาม มาตรา ๒๗๗ มาตรา ๒๗๗ ทวิ มาตรา ๒๗๗ ตรี มาตรา ๒๘๐ มาตรา ๒๘๒ หรือมาตรา ๒๘๓ (๔) ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ มาตรา ๒๙๗ หรือมาตรา ๒๙๘
ข้อ 56 ให้ผู้บัญชาการเรือนจำแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาคัดเลือกนักโทษเด็ดขาด ให้ออกไปฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการนอกเรือนจำ ประกอบด้วยผู้บัญชาการเรือนจำเป็นประธานและเจ้าพนักงานเรือนจำจำนวนไม่น้อยกว่าสามคนเป็นคณะทำงาน และให้เจ้าพนักงานเรือนจำคนหนึ่งเป็นเลขานุการ
ข้อ 57 ให้คณะทำงานตามข้อ ๕๖ ดำเนินการคัดเลือกนักโทษเด็ดขาดซึ่งสมควรให้ออกไปฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการนอกเรือนจำ แล้วเสนอผู้บัญชาการเรือนจำให้ความเห็นชอบ
ข้อ 58 การฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการนอกเรือนจำตามลักษณะงานดังต่อไปนี้ ต้องได้รับความเห็นชอบจากอธิบดีก่อน โดยให้คำนึงถึงความปลอดภัยของนักโทษเด็ดขาด ประกอบด้วย
(๑) งานที่ต้องทำใต้ดิน ใต้น้ำ ในถ้ำ ในอุโมงค์ หรือในที่อับอากาศ
(๒) งานที่ทำบนที่สูง
(๓) งานเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี
(๔) งานเชื่อมโลหะ
(๕) งานขนส่งวัตถุอันตราย
(๖) งานผลิตสารเคมีอันตราย
(๗) งานที่ต้องทำด้วยเครื่องมือหรือเครื่องจักรซึ่งผู้ทำได้รับความสั่นสะเทือนอันอาจเป็นอันตรายและงานที่มีเสียงดังเกินเกณฑ์ที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ต้องขัง
(๘) งานที่ต้องห้ามเกี่ยวกับความร้อนจัดหรือเย็นจัดอันอาจเป็นอันตราย
(๙) งานอื่นตามที่อธิบดีกำหนด
ข้อ 59 การให้นักโทษเด็ดขาดหญิงออกไปฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการนอกเรือนจำ ให้ผู้บัญชาการเรือนจำพิจารณาลักษณะงานและสถานประกอบการด้วยความรอบคอบ และเสนออธิบดีพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนอนุญาตให้ออกไปฝึกวิชาชีพ
ข้อ 60 ในกรณีที่ปรากฏในภายหลังว่านักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับอนุญาตให้ออกไปฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการนอกเรือนจำขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบของสถานประกอบการหรือกรมราชทัณฑ์ ตลอดจนข้อตกลงที่กรมราชทัณฑ์ทำกับสถานประกอบการ ให้ผู้บัญชาการเรือนจำเพิกถอนการอนุญาตและนำตัวนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นกลับเข้าเรือนจำ พร้อมทั้งรายงานให้อธิบดีทราบเพื่อดำเนินการต่อไป
ข้อ 61 ให้ผู้บัญชาการเรือนจำรายงานผลการอนุญาตให้นักโทษเด็ดขาดออกไปฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการนอกเรือนจำต่ออธิบดีตามระยะเวลาและรูปแบบที่อธิบดีกำหนด และผู้บัญชาการเรือนจำอาจกำหนดให้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรืออุปกรณ์อื่นใดเพื่อสนับสนุนการควบคุมตัวนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นก็ได้

หมวด ๘ การรับการศึกษาอบรมนอกเรือนจำ

ข้อ 62 นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของกำหนดโทษตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดในขณะนั้น และเหลือโทษจำคุกไม่เกินสามปีหกเดือนอาจได้รับอนุญาตให้ออกไปศึกษาอบรมนอกเรือนจำ
ข้อ 63 นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับอนุญาตให้ออกไปศึกษาอบรมนอกเรือนจำในหลักสูตรการศึกษาอบรมที่กรมราชทัณฑ์หรือเรือนจำทำความตกลงกับสถานศึกษา ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(๑) ต้องโทษจำคุกเป็นครั้งแรก
(๒) เป็นนักโทษเด็ดขาดตั้งแต่ชั้นดีขึ้นไป
(๓) อยู่ระหว่างการศึกษาอบรมก่อนต้องโทษ และยังสามารถศึกษาอบรมต่อเนื่องเพื่อให้จบหลักสูตรได้
(๔) ได้รับการศึกษาอบรมในเรือนจำและจำเป็นต้องได้รับการศึกษาอบรมต่อเนื่องนอกเรือนจำ
(๕) ไม่อยู่ในระหว่างถูกดำเนินการทางวินัยหรือถูกลงโทษทางวินัยในรอบหกเดือนก่อนออกไปศึกษาอบรมนอกเรือนจำ
(๖) ไม่อยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีอาญาในคดีอื่นหรือถูกอายัดตัวเพื่อดำเนินคดีอาญาอื่น
(๗) ไม่มีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อได้รับอนุญาตให้ออกไปแล้วอาจจะหลบหนีหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ หลักสูตรการศึกษาอบรมที่อนุญาตให้นักโทษเด็ดขาดออกไปศึกษาอบรมนอกเรือนจำตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่อธิบดีประกาศกำหนด
ข้อ 64 นักโทษเด็ดขาดซึ่งกระทำความผิดดังต่อไปนี้ไม่ได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้ออกไปศึกษาอบรมนอกเรือนจำ
(๑) ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๐๗ ถึงมาตรา ๑๓๕ (๒) ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๕/๑ ถึงมาตรา ๑๓๕/๔ (๓) ความผิดเกี่ยวกับเพศตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ วรรคสาม มาตรา ๒๗๗ มาตรา ๒๗๗ ทวิ มาตรา ๒๗๗ ตรี มาตรา ๒๘๐ มาตรา ๒๘๒ หรือมาตรา ๒๘๓ (๔) ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ มาตรา ๒๙๗ หรือมาตรา ๒๙๘
ข้อ 65 ให้ผู้บัญชาการเรือนจำแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาคัดเลือกนักโทษเด็ดขาด ให้ออกไปรับการศึกษาอบรมนอกเรือนจำ ประกอบด้วยผู้บัญชาการเรือนจำเป็นประธาน และเจ้าพนักงานเรือนจำจำนวนไม่น้อยกว่าสามคนเป็นคณะทำงาน และให้เจ้าพนักงานเรือนจำคนหนึ่งเป็นเลขานุการ
ข้อ 66 ให้คณะทำงานตามข้อ ๖๕ ดำเนินการคัดเลือกนักโทษเด็ดขาดซึ่งสมควรให้ออกไปรับการศึกษาอบรมนอกเรือนจำ แล้วเสนอผู้บัญชาการเรือนจำให้ความเห็นชอบก่อนเสนออธิบดีพิจารณาอนุมัติ
ข้อ 67 ให้นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับอนุญาตให้ออกไปศึกษาอบรมนอกเรือนจำปฏิบัติ ดังต่อไปนี้
(๑) แต่งกายตามที่สถานศึกษาหรือผู้บัญชาการเรือนจำกำหนด
(๒) กลับเข้าเรือนจำไม่เกินเวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกาในวันเดียวกัน
ข้อ 68 ในกรณีที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับอนุญาตให้ออกไปศึกษาอบรมนอกเรือนจำไม่มีผู้ควบคุมในเวลาที่ออกไปศึกษาอบรม ให้นักโทษเด็ดขาดผู้นั้นปฏิบัติตามเงื่อนไขที่สถานศึกษาหรือผู้บัญชาการเรือนจำกำหนด
ข้อ 69 กรณีที่มีค่าใช้จ่ายอื่นนอกจากที่สถานศึกษาหรือผู้บัญชาการเรือนจำจัดให้ ให้นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับอนุญาตให้ออกไปศึกษาอบรมนอกเรือนจำรับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าว
ข้อ 70 ในกรณีที่ปรากฏในภายหลังว่านักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับอนุญาตให้ออกไปศึกษาอบรมนอกเรือนจำขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบของสถานศึกษาหรือกรมราชทัณฑ์ ตลอดจนข้อตกลงที่กรมราชทัณฑ์ทำกับสถานศึกษา ให้ผู้บัญชาการเรือนจำเพิกถอนการอนุญาตและนำตัวนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นกลับเข้าเรือนจำ พร้อมทั้งรายงานให้อธิบดีทราบเพื่อดำเนินการต่อไป
ข้อ 71 ให้ผู้บัญชาการเรือนจำรายงานผลการอนุญาตให้นักโทษเด็ดขาดออกไปศึกษาอบรมนอกเรือนจำต่ออธิบดีตามระยะเวลาและรูปแบบที่อธิบดีกำหนด และผู้บัญชาการเรือนจำอาจกำหนดให้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรืออุปกรณ์อื่นใด เพื่อสนับสนุนการควบคุมตัวนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นก็ได้

หมวด ๙ เงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษต้องปฏิบัติ

ข้อ 72 เงื่อนไขที่เป็นข้อห้ามมิให้นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษกระทำการ มีดังต่อไปนี้
(๑) ห้ามเข้าไปในเขตท้องที่ สถานที่ หรือตามเวลาที่กำหนด
(๒) ห้ามคบหาสมาคมกับบุคคลที่อาจนำไปสู่การกระทำความผิดอีก
(๓) ห้ามเกี่ยวข้องกับสารระเหย วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท หรือยาเสพติดให้โทษทุกประเภท รวมทั้งอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดทุกชนิด
(๔) ห้ามประพฤติตนในทางเสื่อมเสีย โดยการเสพสุราหรือเล่นการพนันที่อาจนำไปสู่การกระทำผิดกฎหมายอีก
(๕) ห้ามเยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ต้องขัง ผู้ต้องกักขัง หรือผู้ต้องกักกันอื่นที่ไม่ใช่ญาติ ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ สถานกักขัง สถานกักกัน หรือสถานคุมขังอื่นใด
(๖) ห้ามเดินทางออกนอกเขตท้องที่จังหวัด เว้นแต่มีธุระสำคัญเป็นครั้งคราว ให้ขออนุญาตพนักงานคุมประพฤติ หากจะย้ายที่อยู่หรือเปลี่ยนแปลงผู้อุปการะ ให้ยื่นคำร้องต่อพนักงานคุมประพฤติในท้องที่เดิมและต้องได้รับอนุญาตก่อน
(๗) เงื่อนไขอื่นตามที่คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยลดวันต้องโทษจำคุกหรือคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษกำหนด
ข้อ 73 เงื่อนไขให้นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษกระทำการ มีดังต่อไปนี้
(๑) รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ
(๒) พักอาศัยอยู่กับผู้อุปการะตามสถานที่ที่แจ้ง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นให้ยื่นคำร้องต่อพนักงานคุมประพฤติในท้องที่เดิมและต้องได้รับอนุญาตก่อน
(๓) ปฏิบัติตามคำแนะนำและคำตักเตือนของพนักงานคุมประพฤติและเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกรมคุมประพฤติกำหนด
(๔) ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ หากมีการฝ่าฝืนและถูกลงโทษโดยเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับนั้น ไม่ว่าจะเป็นโทษสถานใด นักโทษเด็ดขาดหรือผู้อุปการะนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นต้องแจ้งให้พนักงานคุมประพฤติทราบทุกครั้ง
(๕) ประกอบอาชีพสุจริต หากจะเปลี่ยนสถานที่ทำงานหรือย้ายงานใหม่ ต้องแจ้งให้พนักงานคุมประพฤติทราบทุกครั้ง เว้นแต่มีเหตุจำเป็น ให้แจ้งพนักงานคุมประพฤติทราบภายในกำหนดระยะเวลาการรายงานตัวครั้งต่อไป
(๖) เงื่อนไขอื่นตามที่คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยลดวันต้องโทษจำคุกหรือคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษกำหนด
ข้อ 74 การกำหนดเงื่อนไขตามข้อ ๗๒ หรือข้อ ๗๓ จะกำหนดข้อเดียวหรือหลายข้อก็ได้ แล้วแต่ความเหมาะสมแก่ลักษณะของนักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษและพฤติการณ์ของนักโทษเด็ดขาดผู้นั้น การดำเนินการตามเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยลดวันต้องโทษจำคุกหรือคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษอาจกำหนดให้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรืออุปกรณ์อื่นใดในการติดตามตัวนักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษก็ได้

ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ สมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๕๒ แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ บัญญัติให้การดำเนินการเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด การแต่งตั้งให้มีตำแหน่งหน้าที่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำ การลดวันต้องโทษจำคุก
การลดวันต้องโทษจำคุกลงอีกไม่เกินจำนวนวันที่ทำงานสาธารณะหรือทำงานอื่นใดเพื่อประโยชน์ของทางราชการนอกเรือนจำ การพักการลงโทษ และการฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการหรือรับการศึกษาอบรมนอกเรือนจำ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงโดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการราชทัณฑ์ และมาตรา ๕๓
แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกตามมาตรา ๕๒ (๕) หรือ (๖) หรือได้รับการพักการลงโทษตามมาตรา ๕๒ (๗) และได้รับการปล่อยตัวไปก่อนครบกำหนดโทษตามหมายศาลในขณะนั้น ต้องปฏิบัติตนโดยเคร่งครัดตามเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้