กฎกระทรวง
กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562
74 ข้อ · ประกาศ 14 ม.ค. 2563
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๗ วรรคหนึ่ง มาตรา ๕๒ วรรคสอง และมาตรา ๕๓ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมโดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการราชทัณฑ์ออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
หมวด ๑ บททั่วไป
ข้อ 1
นักโทษเด็ดขาดซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีความประพฤติดี มีความอุตสาหะ มีความก้าวหน้าในการศึกษา และทำการงานเกิดผลดี หรือทำความชอบแก่ทางราชการเป็นพิเศษ อาจได้รับการพิจารณาเลื่อนชั้น การแต่งตั้งให้มีตำแหน่งหน้าที่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำ การลดวันต้องโทษจำคุก การลดวันต้องโทษจำคุกลงอีกไม่เกินจำนวนวันที่ทำงานสาธารณะ หรือทำงานอื่นใดเพื่อประโยชน์ของทางราชการนอกเรือนจำ การพักการลงโทษ การฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการนอกเรือนจำ หรือการรับการศึกษาอบรมนอกเรือนจำ โดยให้นำพฤติการณ์การกระทำความผิด ลักษณะความผิด ความรุนแรงของคดี และการกระทำความผิดที่ได้กระทำมาก่อนแล้ว มาประกอบการพิจารณาให้ประโยชน์ในแต่ละกรณีด้วย
ข้อ 2
การแบ่งชั้นนักโทษเด็ดขาดมีดังต่อไปนี้
(๑) ชั้นเยี่ยม
(๒) ชั้นดีมาก
(๓) ชั้นดี
(๔) ชั้นกลาง
(๕) ชั้นต้องปรับปรุง
(๖) ชั้นต้องปรับปรุงมาก
(๑) ชั้นเยี่ยม
(๒) ชั้นดีมาก
(๓) ชั้นดี
(๔) ชั้นกลาง
(๕) ชั้นต้องปรับปรุง
(๖) ชั้นต้องปรับปรุงมาก
ข้อ 3
นักโทษเด็ดขาดเข้าใหม่ ให้จัดอยู่ในชั้นกลาง เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้
(๑) นักโทษเด็ดขาดสัญชาติไทยซึ่งถูกคุมขังนอกราชอาณาจักรมาแล้วไม่เกินสามปี เมื่อรับโอนตัวมาคุมขังในราชอาณาจักร ให้จัดอยู่ในชั้นกลาง หากถูกคุมขังมาแล้วมากกว่าสามปี ให้จัดอยู่ในชั้นดี โดยให้จัดชั้นนักโทษเด็ดขาดตั้งแต่วันที่รับตัวเข้ามาคุมขังในเรือนจำ
(๒) ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิ่มโทษฐานกระทำความผิดซ้ำตามมาตรา ๙๒ หรือมาตรา ๙๓ แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือตามกฎหมายอื่น ให้จัดอยู่ในชั้นต้องปรับปรุง
(๓) กรณีปรากฏข้อเท็จจริงว่านักโทษเด็ดขาดซึ่งเคยต้องโทษจำคุกและพ้นโทษแล้ว กลับมากระทำความผิดอีกภายในห้าปีนับแต่วันที่พ้นโทษจำคุกคราวก่อน โดยความผิดทั้งสองคราวนั้นไม่ใช่ความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ให้จัดอยู่ในชั้นต้องปรับปรุง
(๔) กรณีปรากฏข้อเท็จจริงว่านักโทษเด็ดขาดซึ่งเคยต้องโทษจำคุกและพ้นโทษแล้ว กลับมากระทำความผิดและต้องโทษจำคุกในคราวนี้อีกเป็นครั้งที่สามหรือมากกว่า โดยความผิดนั้นไม่ใช่ความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ให้จัดอยู่ในชั้นต้องปรับปรุงมาก
(๕) นักโทษเด็ดขาดซึ่งกระทำความผิดในคดีอุกฉกรรจ์ คดีสะเทือนขวัญ หรือคดีที่เป็นที่สนใจของประชาชน ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ให้จัดอยู่ในชั้นต้องปรับปรุงมาก
(๑) นักโทษเด็ดขาดสัญชาติไทยซึ่งถูกคุมขังนอกราชอาณาจักรมาแล้วไม่เกินสามปี เมื่อรับโอนตัวมาคุมขังในราชอาณาจักร ให้จัดอยู่ในชั้นกลาง หากถูกคุมขังมาแล้วมากกว่าสามปี ให้จัดอยู่ในชั้นดี โดยให้จัดชั้นนักโทษเด็ดขาดตั้งแต่วันที่รับตัวเข้ามาคุมขังในเรือนจำ
(๒) ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิ่มโทษฐานกระทำความผิดซ้ำตามมาตรา ๙๒ หรือมาตรา ๙๓ แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือตามกฎหมายอื่น ให้จัดอยู่ในชั้นต้องปรับปรุง
(๓) กรณีปรากฏข้อเท็จจริงว่านักโทษเด็ดขาดซึ่งเคยต้องโทษจำคุกและพ้นโทษแล้ว กลับมากระทำความผิดอีกภายในห้าปีนับแต่วันที่พ้นโทษจำคุกคราวก่อน โดยความผิดทั้งสองคราวนั้นไม่ใช่ความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ให้จัดอยู่ในชั้นต้องปรับปรุง
(๔) กรณีปรากฏข้อเท็จจริงว่านักโทษเด็ดขาดซึ่งเคยต้องโทษจำคุกและพ้นโทษแล้ว กลับมากระทำความผิดและต้องโทษจำคุกในคราวนี้อีกเป็นครั้งที่สามหรือมากกว่า โดยความผิดนั้นไม่ใช่ความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ให้จัดอยู่ในชั้นต้องปรับปรุงมาก
(๕) นักโทษเด็ดขาดซึ่งกระทำความผิดในคดีอุกฉกรรจ์ คดีสะเทือนขวัญ หรือคดีที่เป็นที่สนใจของประชาชน ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ให้จัดอยู่ในชั้นต้องปรับปรุงมาก
ข้อ 4
นักโทษเด็ดขาดซึ่งกระทำความผิดหลายคดี ให้จัดชั้นดังต่อไปนี้
(๑) เมื่อคดีใดคดีหนึ่งมีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ผู้บัญชาการเรือนจำพิจารณาจัดชั้นตามข้อ ๓ และอาจได้รับการพิจารณาเลื่อนชั้น แม้คดีอื่นยังไม่ถึงที่สุด
(๒) คดีที่นักโทษเด็ดขาดได้รับการพิจารณาจัดชั้นและอาจได้รับการพิจารณาเลื่อนชั้นตาม (๑) แม้จะครบกำหนดโทษแล้ว แต่ถ้านักโทษเด็ดขาดผู้นั้นยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำในคดีอื่นที่ยังไม่ถึงที่สุด ให้คงชั้นนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นไว้จนกว่าคดีอื่นถึงที่สุด และให้จัดชั้นตามชั้นเดิมที่คงไว้
(๑) เมื่อคดีใดคดีหนึ่งมีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ผู้บัญชาการเรือนจำพิจารณาจัดชั้นตามข้อ ๓ และอาจได้รับการพิจารณาเลื่อนชั้น แม้คดีอื่นยังไม่ถึงที่สุด
(๒) คดีที่นักโทษเด็ดขาดได้รับการพิจารณาจัดชั้นและอาจได้รับการพิจารณาเลื่อนชั้นตาม (๑) แม้จะครบกำหนดโทษแล้ว แต่ถ้านักโทษเด็ดขาดผู้นั้นยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำในคดีอื่นที่ยังไม่ถึงที่สุด ให้คงชั้นนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นไว้จนกว่าคดีอื่นถึงที่สุด และให้จัดชั้นตามชั้นเดิมที่คงไว้
ข้อ 5
คดีตามข้อ ๔ เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในภายหลังและเป็นกรณีที่จะต้องมีการจัดชั้นตามข้อ ๓ (๒) หรือ (๕) ให้ดำเนินการจัดชั้นนักโทษเด็ดขาดผู้นั้น โดยถือเสมือนเป็นนักโทษเด็ดขาดเข้าใหม่ตามข้อ ๓ (๒) หรือ (๕) แล้วแต่กรณี เว้นแต่เป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งอยู่ในชั้นต้องปรับปรุงมาก ให้คงชั้นต้องปรับปรุงมากไว้ตามเดิม
หมวด ๒ การเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด
ส่วนที่ ๑ การเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดกรณีปกติ
ข้อ 6
การเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดกรณีปกติ ให้เลื่อนตามลำดับชั้น ครั้งละหนึ่งชั้น
ข้อ 7
ให้ผู้บัญชาการเรือนจำดำเนินการเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดกรณีปกติตามกำหนดเวลาและเงื่อนไข ดังต่อไปนี้
(๑) นักโทษเด็ดขาดซึ่งมีกำหนดโทษจำคุกไม่เกินสามปีและต้องโทษจำคุกเพียงคดีเดียวให้เลื่อนชั้นได้ปีละสามครั้ง คือ ในวันสิ้นเดือนเมษายนครั้งหนึ่ง ในวันสิ้นเดือนสิงหาคมครั้งหนึ่งและในวันสิ้นเดือนธันวาคมอีกครั้งหนึ่ง
(๒) นักโทษเด็ดขาดซึ่งมีกำหนดโทษจำคุกเกินกว่าสามปีหรือต้องโทษจำคุกหลายคดีให้เลื่อนชั้นได้ปีละสองครั้ง คือ ในวันสิ้นเดือนมิถุนายนครั้งหนึ่งและในวันสิ้นเดือนธันวาคมอีกครั้งหนึ่ง
(๑) นักโทษเด็ดขาดซึ่งมีกำหนดโทษจำคุกไม่เกินสามปีและต้องโทษจำคุกเพียงคดีเดียวให้เลื่อนชั้นได้ปีละสามครั้ง คือ ในวันสิ้นเดือนเมษายนครั้งหนึ่ง ในวันสิ้นเดือนสิงหาคมครั้งหนึ่งและในวันสิ้นเดือนธันวาคมอีกครั้งหนึ่ง
(๒) นักโทษเด็ดขาดซึ่งมีกำหนดโทษจำคุกเกินกว่าสามปีหรือต้องโทษจำคุกหลายคดีให้เลื่อนชั้นได้ปีละสองครั้ง คือ ในวันสิ้นเดือนมิถุนายนครั้งหนึ่งและในวันสิ้นเดือนธันวาคมอีกครั้งหนึ่ง
ข้อ 8
การพิจารณาเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดตามข้อ ๗ (๑) ให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้
(๑) นักโทษเด็ดขาดเข้าใหม่ซึ่งถูกจัดอยู่ในชั้น ดังต่อไปนี้ (ก) ชั้นกลาง จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าสี่เดือนนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หรือเป็นนักโทษเด็ดขาดมาแล้วน้อยกว่าสี่เดือนนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด แต่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าแปดเดือน (ข) ชั้นต่ำกว่าชั้นกลาง จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าแปดเดือนนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หรือเป็นนักโทษเด็ดขาดมาแล้วน้อยกว่าแปดเดือนนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด แต่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปีสี่เดือน
(๒) นักโทษเด็ดขาดกรณีอื่นนอกจาก
(๑) ซึ่งถูกจัดอยู่ในชั้น ดังต่อไปนี้ (ก) ชั้นกลางขึ้นไป จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดในชั้นเดิมมาแล้วไม่น้อยกว่าสี่เดือน (ข) ชั้นต่ำกว่าชั้นกลาง จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดในชั้นเดิมมาแล้วไม่น้อยกว่าแปดเดือน
(๑) นักโทษเด็ดขาดเข้าใหม่ซึ่งถูกจัดอยู่ในชั้น ดังต่อไปนี้ (ก) ชั้นกลาง จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าสี่เดือนนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หรือเป็นนักโทษเด็ดขาดมาแล้วน้อยกว่าสี่เดือนนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด แต่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าแปดเดือน (ข) ชั้นต่ำกว่าชั้นกลาง จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าแปดเดือนนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หรือเป็นนักโทษเด็ดขาดมาแล้วน้อยกว่าแปดเดือนนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด แต่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปีสี่เดือน
(๒) นักโทษเด็ดขาดกรณีอื่นนอกจาก
(๑) ซึ่งถูกจัดอยู่ในชั้น ดังต่อไปนี้ (ก) ชั้นกลางขึ้นไป จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดในชั้นเดิมมาแล้วไม่น้อยกว่าสี่เดือน (ข) ชั้นต่ำกว่าชั้นกลาง จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดในชั้นเดิมมาแล้วไม่น้อยกว่าแปดเดือน
ข้อ 9
การพิจารณาเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดตามข้อ ๗ (๒) ให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้
(๑) นักโทษเด็ดขาดเข้าใหม่ซึ่งถูกจัดอยู่ในชั้น ดังต่อไปนี้ (ก) ชั้นกลาง จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือนนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หรือเป็นนักโทษเด็ดขาดน้อยกว่าหกเดือนนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด แต่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี (ข) ชั้นต้องปรับปรุง จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หรือเป็นนักโทษเด็ดขาดน้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด แต่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปี (ค) ชั้นต้องปรับปรุงมากตามข้อ ๓ (๔) จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปีนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หรือเป็นนักโทษเด็ดขาดน้อยกว่าสองปีนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด แต่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี (ง) ชั้นต้องปรับปรุงมากตามข้อ ๓ (๕) จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปีนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หรือเป็นนักโทษเด็ดขาดน้อยกว่าสามปีนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด แต่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าสี่ปี
(๒) นักโทษเด็ดขาดกรณีอื่นนอกจำก
(๑) ซึ่งถูกจัดอยู่ในชั้น ดังต่อไปนี้ (ก) ชั้นกลางขึ้นไป จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดในชั้นเดิมมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือน (ข) ชั้นต้องปรับปรุง จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดในชั้นเดิมมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี (ค) ชั้นต้องปรับปรุงมาก จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดในชั้นเดิมมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปี
(๑) นักโทษเด็ดขาดเข้าใหม่ซึ่งถูกจัดอยู่ในชั้น ดังต่อไปนี้ (ก) ชั้นกลาง จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือนนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หรือเป็นนักโทษเด็ดขาดน้อยกว่าหกเดือนนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด แต่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี (ข) ชั้นต้องปรับปรุง จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หรือเป็นนักโทษเด็ดขาดน้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด แต่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปี (ค) ชั้นต้องปรับปรุงมากตามข้อ ๓ (๔) จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปีนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หรือเป็นนักโทษเด็ดขาดน้อยกว่าสองปีนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด แต่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี (ง) ชั้นต้องปรับปรุงมากตามข้อ ๓ (๕) จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปีนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หรือเป็นนักโทษเด็ดขาดน้อยกว่าสามปีนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด แต่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่าสี่ปี
(๒) นักโทษเด็ดขาดกรณีอื่นนอกจำก
(๑) ซึ่งถูกจัดอยู่ในชั้น ดังต่อไปนี้ (ก) ชั้นกลางขึ้นไป จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดในชั้นเดิมมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือน (ข) ชั้นต้องปรับปรุง จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดในชั้นเดิมมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี (ค) ชั้นต้องปรับปรุงมาก จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดในชั้นเดิมมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปี
ข้อ 10
การพิจารณาเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด ให้คำนึงถึงผลดีต่อการปกครองบังคับบัญชาและการรักษาวินัยของเรือนจำ ประโยชน์ต่อการพัฒนาพฤตินิสัยของนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นให้กลับตนเป็นคนดี การเสียสละทำงานเพื่อส่วนรวม มีความวิริยะอุตสาหะ มีความขยันหมั่นเพียร มีความมานะ อดทน หรือทำการงานให้เกิดผลดีแก่ทางราชการและส่วนรวม ในการพิจารณาเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดนอกจากจะคำนึงถึงเหตุตามวรรคหนึ่งแล้วต้องพิจารณาปัจจัยดังต่อไปนี้ด้วย
(๑) ผ่านการจำแนกลักษณะของผู้ต้องขังตามที่กรมราชทัณฑ์กำหนด
(๒) ผ่านการประเมินพฤติกรรม การพัฒนาพฤตินิสัย หรือหลักสูตรการศึกษาอบรมและการฝึกวิชาชีพ การฝึกทักษะการทำงาน การทำงานสาธารณะ หรือการทำงานอื่นใดตามที่ได้รับมอบหมาย ทั้งนี้ ตามเกณฑ์การประเมินที่อธิบดีกำหนด
(๓) ไม่อยู่ในระหว่างถูกดำเนินการทางวินัยหรือถูกลงโทษทางวินัยในระหว่างการพิจารณาเลื่อนชั้น
(๑) ผ่านการจำแนกลักษณะของผู้ต้องขังตามที่กรมราชทัณฑ์กำหนด
(๒) ผ่านการประเมินพฤติกรรม การพัฒนาพฤตินิสัย หรือหลักสูตรการศึกษาอบรมและการฝึกวิชาชีพ การฝึกทักษะการทำงาน การทำงานสาธารณะ หรือการทำงานอื่นใดตามที่ได้รับมอบหมาย ทั้งนี้ ตามเกณฑ์การประเมินที่อธิบดีกำหนด
(๓) ไม่อยู่ในระหว่างถูกดำเนินการทางวินัยหรือถูกลงโทษทางวินัยในระหว่างการพิจารณาเลื่อนชั้น
ข้อ 11
นักโทษเด็ดขาดซึ่งเจ็บป่วยหรือพิการ หรือโดยสภาพแห่งร่างกายไม่สามารถเข้ารับการศึกษาอบรม การฝึกวิชาชีพ หรือการฝึกทักษะการทำงาน หรือได้รับการพัฒนาพฤตินิสัย อาจได้รับการพิจารณาเลื่อนชั้นกรณีปกติได้ โดยให้เสนอใบรับรองแพทย์ของทางราชการ เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะทำงานเพื่อตรวจสอบการเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดประจำเรือนจำ
ข้อ 12
ให้ผู้บัญชาการเรือนจำแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบการเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดประจำเรือนจำ ประกอบด้วยผู้บัญชาการเรือนจำเป็นประธาน และเจ้าพนักงานเรือนจำจำนวนไม่น้อยกว่าห้าคนเป็นคณะทำงาน และให้เจ้าพนักงานเรือนจำคนหนึ่งเป็นเลขานุการ การแต่งตั้งคณะทำงานตามวรรคหนึ่ง อาจมีผู้แทนจำกหน่วยงานหรือบุคคลภายนอกร่วมเป็นคณะทำงานด้วยก็ได้
ข้อ 13
ให้คณะทำงานตามข้อ ๑๒ ดำเนินการตรวจสอบบัญชีรายชื่อนักโทษเด็ดขาดซึ่งสมควรได้รับการเลื่อนชั้นและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง แล้วเสนอความเห็นต่อผู้บัญชาการเรือนจำ
ข้อ 14
ให้ผู้บัญชาการเรือนจำเสนอบัญชีการเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด พร้อมทั้งเอกสาร หลักฐานที่เกี่ยวข้อง และรายงานขอความเห็นชอบต่ออธิบดีตามกำหนดเวลา ดังต่อไปนี้
(๑) การเลื่อนชั้นในวันสิ้นเดือนเมษายน ให้รายงานขอความเห็นชอบภายในเดือนพฤษภาคม
(๒) การเลื่อนชั้นในวันสิ้นเดือนมิถุนายน ให้รายงานขอความเห็นชอบภายในเดือนกรกฎาคม
(๓) การเลื่อนชั้นในวันสิ้นเดือนสิงหาคม ให้รายงานขอความเห็นชอบภายในเดือนกันยายน
(๔) การเลื่อนชั้นในวันสิ้นเดือนธันวาคม ให้รายงานขอความเห็นชอบภายในเดือนมกราคมของปีถัดไป
(๑) การเลื่อนชั้นในวันสิ้นเดือนเมษายน ให้รายงานขอความเห็นชอบภายในเดือนพฤษภาคม
(๒) การเลื่อนชั้นในวันสิ้นเดือนมิถุนายน ให้รายงานขอความเห็นชอบภายในเดือนกรกฎาคม
(๓) การเลื่อนชั้นในวันสิ้นเดือนสิงหาคม ให้รายงานขอความเห็นชอบภายในเดือนกันยายน
(๔) การเลื่อนชั้นในวันสิ้นเดือนธันวาคม ให้รายงานขอความเห็นชอบภายในเดือนมกราคมของปีถัดไป
ข้อ 15
เมื่ออธิบดีให้ความเห็นชอบในการเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดแล้ว ให้ผู้บัญชาการเรือนจำออกคำสั่งและแจ้งให้นักโทษเด็ดขาดทราบผลการเลื่อนชั้น และปิดประกาศรายชื่อนักโทษเด็ดขาด ซึ่งได้รับการเลื่อนชั้นในที่เปิดเผยตามที่ผู้บัญชาการเรือนจำเห็นสมควร ในกรณีที่นักโทษเด็ดขาดไม่ได้รับการเลื่อนชั้น ให้ผู้บัญชาการเรือนจำแจ้งให้นักโทษเด็ดขาดผู้นั้นทราบ พร้อมทั้งเหตุผลที่ไม่ได้รับการเลื่อนชั้น ผลของคำสั่งเห็นชอบตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่านักโทษเด็ดขาดผู้นั้นได้รับการเลื่อนชั้น ดังต่อไปนี้
(๑) ตั้งแต่วันที่ ๑ พฤษภาคม สำหรับการเลื่อนชั้นในวันสิ้นเดือนเมษายน
(๒) ตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม สำหรับการเลื่อนชั้นในวันสิ้นเดือนมิถุนายน
(๓) ตั้งแต่วันที่ ๑ กันยายน สำหรับการเลื่อนชั้นในวันสิ้นเดือนสิงหาคม
(๔) ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคมของปีถัดไป สำหรับการเลื่อนชั้นในวันสิ้นเดือนธันวาคม
(๑) ตั้งแต่วันที่ ๑ พฤษภาคม สำหรับการเลื่อนชั้นในวันสิ้นเดือนเมษายน
(๒) ตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม สำหรับการเลื่อนชั้นในวันสิ้นเดือนมิถุนายน
(๓) ตั้งแต่วันที่ ๑ กันยายน สำหรับการเลื่อนชั้นในวันสิ้นเดือนสิงหาคม
(๔) ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคมของปีถัดไป สำหรับการเลื่อนชั้นในวันสิ้นเดือนธันวาคม
ข้อ 16
การนับระยะเวลาการเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดกรณีศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วแต่ยังไม่ได้ตัวมาคุมขังในเรือนจำ ให้เริ่มนับแต่วันที่รับตัวนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นเข้ามาคุมขังในเรือนจำ
ส่วนที่ ๒ การเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดกรณีมีเหตุพิเศษ
ข้อ 17
การพิจารณาเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดกรณีมีเหตุพิเศษนอกจากจะเป็นผู้มีความประพฤติดี มีความอุตสาหะ มีความก้าวหน้าในการศึกษา และทำการงานเกิดผลดี หรือทำความชอบแก่ทางราชการเป็นพิเศษแล้ว จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่านักโทษเด็ดขาดผู้นั้นมีความเสียสละอุทิศตนช่วยเหลือทางราชการ โดยการเข้าต่อสู้ ขัดขวาง หรือป้องกันการหลบหนีของผู้ต้องขังจากเรือนจำ ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำหรือผู้อื่นในขณะที่ตกอยู่ในภาวะอันตราย หรือเสี่ยงอันตราย เข้าทำการป้องกันจับกุมผู้ต้องขังที่ก่อการจลาจลหรือก่อเหตุร้ายขึ้นภายในเรือนจำ หรือทำการดับเพลิงในกรณีที่เกิดเพลิงไหม้อาคารสถานที่ของเรือนจำ นอกจากข้อเท็จจริงตามวรรคหนึ่ง ปลัดกระทรวงยุติธรรมอาจพิจารณาอนุมัติให้นักโทษเด็ดขาดเลื่อนชั้นเป็นกรณีพิเศษ เพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคงปลอดภัยของรัฐหรือความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศก็ได้
ข้อ 18
การเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดกรณีมีเหตุพิเศษ อาจเลื่อนชั้นก่อนเวลาหรือเลื่อนข้ามชั้นก็ได้ การพิจารณาเลื่อนชั้นตามวรรคหนึ่ง ให้คณะทำงานตามข้อ ๑๒ ดำเนินการตามข้อ ๑๓ และให้เลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดเมื่อได้รับอนุมัติจากปลัดกระทรวงยุติธรรม ผลการเลื่อนชั้นตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่านักโทษเด็ดขาดผู้นั้นได้รับการเลื่อนชั้น นับแต่วันที่ปลัดกระทรวงยุติธรรมอนุมัติ และให้นำความในข้อ ๑๕ วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับกับการแจ้งผลการเลื่อนชั้นโดยอนุโลม
หมวด ๓ การแต่งตั้งนักโทษเด็ดขาดให้มีตำแหน่งหน้าที่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำ
ข้อ 19
กรณีมีความจำเป็นต้องแต่งตั้งนักโทษเด็ดขาดให้มีตำแหน่งหน้าที่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำในกิจการเรือนจำ ให้ผู้บัญชาการเรือนจำแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อคัดเลือกนักโทษเด็ดขาดให้มีตำแหน่งหน้าที่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำประจำเรือนจำประกอบด้วย ผู้บัญชาการเรือนจำเป็นประธาน และเจ้าพนักงานเรือนจำจำนวนไม่น้อยกว่าห้ำคนเป็นคณะทำงาน และให้เจ้าพนักงานเรือนจำคนหนึ่งเป็นเลขานุการ
ข้อ 20
การคัดเลือกนักโทษเด็ดขาดซึ่งจะได้รับการแต่งตั้งให้มีตำแหน่งหน้าที่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำ ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
(๑) อัตราส่วนของนักโทษเด็ดขาดซึ่งผู้บัญชาการเรือนจำจะแต่งตั้งให้มีตำแหน่งหน้าที่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำต้องไม่เกินร้อยละสามของจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำ
(๒) มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ (ก) เป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยม เว้นแต่มีนักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยมไม่เพียงพอ ให้แต่งตั้งจากนักโทษเด็ดขาดชั้นดีมากหรือชั้นดีตามลำดับ (ข) เป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ผู้ช่วยงานเจ้าพนักงานเรือนจำเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด (ค) ไม่อยู่ในระหว่างถูกดำเนินการทำงวินัยหรือมีประวัติถูกลงโทษทางวินัย หรือเคยถูกถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำหรือผู้ช่วยงานเจ้าพนักงานเรือนจำ (ง) ไม่เป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งกระทำความผิดในคดีอุกฉกรรจ์ หรือเป็นอาชญากรโดยอาชีพ หรือเป็นผู้กระทำความผิดในคดียาเสพติดให้โทษที่เข้าข่ายรายสำคัญและมีอิทธิพลตามที่อธิบดีประกาศกำหนด
(๑) อัตราส่วนของนักโทษเด็ดขาดซึ่งผู้บัญชาการเรือนจำจะแต่งตั้งให้มีตำแหน่งหน้าที่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำต้องไม่เกินร้อยละสามของจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำ
(๒) มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ (ก) เป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยม เว้นแต่มีนักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยมไม่เพียงพอ ให้แต่งตั้งจากนักโทษเด็ดขาดชั้นดีมากหรือชั้นดีตามลำดับ (ข) เป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ผู้ช่วยงานเจ้าพนักงานเรือนจำเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด (ค) ไม่อยู่ในระหว่างถูกดำเนินการทำงวินัยหรือมีประวัติถูกลงโทษทางวินัย หรือเคยถูกถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำหรือผู้ช่วยงานเจ้าพนักงานเรือนจำ (ง) ไม่เป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งกระทำความผิดในคดีอุกฉกรรจ์ หรือเป็นอาชญากรโดยอาชีพ หรือเป็นผู้กระทำความผิดในคดียาเสพติดให้โทษที่เข้าข่ายรายสำคัญและมีอิทธิพลตามที่อธิบดีประกาศกำหนด
ข้อ 21
ให้คณะทำงานตามข้อ ๑๙ ดำเนินการคัดเลือกนักโทษเด็ดขาดซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๒๐ และจัดทำแบบรายงานการแต่งตั้งนักโทษเด็ดขาดให้มีตำแหน่งหน้าที่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำ และเสนอขออนุมัติต่ออธิบดี
ข้อ 22
เมื่ออธิบดีอนุมัติแล้ว ให้ผู้บัญชาการเรือนจำออกคำสั่งแต่งตั้งนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นให้มีตำแหน่งหน้าที่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำ และให้คำสั่งดังกล่าวมีผลนับแต่วันที่อธิบดีอนุมัติ
ข้อ 23
ให้ผู้บัญชาการเรือนจำจัดฝึกอบรมนักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้มีตำแหน่งหน้าที่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำก่อนทำหน้าที่ โดยให้ความรู้ความเข้าใจในหน้าที่และความรับผิดชอบระเบียบวินัย และข้อบังคับของเรือนจำ
ข้อ 24
นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้มีตำแหน่งหน้าที่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำ ผู้ใดประพฤติตนเสียหายหรือมีพฤติการณ์ไม่เหมาะสม ให้ผู้บัญชาการเรือนจำสั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่แล้วสอบสวนและรายงานไปยังอธิบดีเพื่อพิจารณาอนุมัติถอดถอนโดยทันที เมื่ออธิบดีอนุมัติแล้ว ให้ผู้บัญชาการเรือนจำออกคำสั่งถอดถอน และให้คำสั่งดังกล่าวมีผลนับแต่วันที่ผู้บัญชาการเรือนจำสั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่
ข้อ 25
เครื่องแต่งกายผู้มีตำแหน่งหน้าที่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำ ให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด
หมวด ๔ การลดวันต้องโทษจำคุกและการปล่อยตัว
ข้อ 26
นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือนหรือหนึ่งในสามของกำหนดโทษตามหมายศาลในขณะนั้นแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า หรือไม่น้อยกว่าสิบปีในกรณีที่ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตที่มีการเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุกมีกำหนดเวลา อาจได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกตามชั้นและตามจำนวนวัน ดังต่อไปนี้
(๑) ชั้นเยี่ยม เดือนละห้าวัน
(๒) ชั้นดีมาก เดือนละสี่วัน
(๓) ชั้นดี เดือนละสามวัน นักโทษเด็ดขาดซึ่งกระทำผิดวินัยจะไม่ได้รับประโยชน์จากการสะสมวันลดวันต้องโทษจำคุกตามชั้นเฉพาะเดือนที่กระทำผิดวินัย
(๑) ชั้นเยี่ยม เดือนละห้าวัน
(๒) ชั้นดีมาก เดือนละสี่วัน
(๓) ชั้นดี เดือนละสามวัน นักโทษเด็ดขาดซึ่งกระทำผิดวินัยจะไม่ได้รับประโยชน์จากการสะสมวันลดวันต้องโทษจำคุกตามชั้นเฉพาะเดือนที่กระทำผิดวินัย
ข้อ 27
นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกตามข้อ ๒๖ จะได้รับการพิจารณาปล่อยตัว ต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
(๑) เป็นนักโทษเด็ดขาดตั้งแต่ชั้นดีขึ้นไป
(๒) เหลือโทษจำคุกเท่ากับจำนวนวันที่ได้รับการสะสมลดวันต้องโทษจำคุกตามข้อ ๒๖ และหากมีวันลดวันต้องโทษจำคุกตามมาตรา ๕๒ (๖) ให้นำมารวมด้วย
(๓) ได้รับการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู และพัฒนาพฤตินิสัยตามที่อธิบดีกำหนด
(๔) มีผู้อุปการะ
(๕) ผ่านการคัดเลือกจากคณะทำงานเพื่อพิจารณาวินิจฉัยลดวันต้องโทษจำคุกประจำเรือนจำ
(๑) เป็นนักโทษเด็ดขาดตั้งแต่ชั้นดีขึ้นไป
(๒) เหลือโทษจำคุกเท่ากับจำนวนวันที่ได้รับการสะสมลดวันต้องโทษจำคุกตามข้อ ๒๖ และหากมีวันลดวันต้องโทษจำคุกตามมาตรา ๕๒ (๖) ให้นำมารวมด้วย
(๓) ได้รับการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู และพัฒนาพฤตินิสัยตามที่อธิบดีกำหนด
(๔) มีผู้อุปการะ
(๕) ผ่านการคัดเลือกจากคณะทำงานเพื่อพิจารณาวินิจฉัยลดวันต้องโทษจำคุกประจำเรือนจำ
ข้อ 28
การพิจารณาปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดจากการลดวันต้องโทษจำคุก ให้นำเหตุปัจจัยดังต่อไปนี้มาพิจารณาด้วย
(๑) ระยะเวลาการคุมประพฤติ
(๒) ความน่าเชื่อถือและความเหมาะสมของผู้อุปการะในการควบคุมดูแลนักโทษเด็ดขาดให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขจนกว่าจะพ้นโทษ
(๓) ผลกระทบด้านความปลอดภัยของสังคม
(๔) มีพฤติการณ์ในระหว่างถูกคุมขังจนน่าเชื่อว่าได้กลับตนเป็นคนดี
(๑) ระยะเวลาการคุมประพฤติ
(๒) ความน่าเชื่อถือและความเหมาะสมของผู้อุปการะในการควบคุมดูแลนักโทษเด็ดขาดให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขจนกว่าจะพ้นโทษ
(๓) ผลกระทบด้านความปลอดภัยของสังคม
(๔) มีพฤติการณ์ในระหว่างถูกคุมขังจนน่าเชื่อว่าได้กลับตนเป็นคนดี
ข้อ 29
ให้มีคณะทำงานเพื่อพิจารณาวินิจฉัยลดวันต้องโทษจำคุกประจำเรือนจำประกอบด้วยผู้บัญชาการเรือนจำเป็นประธาน ผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนกรมคุมประพฤติ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเจ้าพนักงานเรือนจำซึ่งผู้บัญชาการเรือนจำแต่งตั้งจำนวนสองคน เป็นคณะทำงาน และให้เจ้าพนักงานเรือนจำคนหนึ่งเป็นเลขานุการ
ข้อ 30
การประชุมของคณะทำงานตามข้อ ๒๙ ต้องมีคณะทำงานมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนคณะทำงานทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ในการประชุมของคณะทำงานตามวรรคหนึ่ง ห้ามมิให้ผู้บัญชาการเรือนจำมอบหมายให้ผู้อื่นทำหน้าที่เป็นประธานแทน หากผู้บัญชาการเรือนจำไม่สามารถทำหน้าที่เป็นประธานได้ ให้เลื่อนการประชุมคราวนั้นออกไป โดยให้คำนึงถึงประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นเป็นสำคัญ การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก คณะทำงานคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
ข้อ 31
ให้คณะทำงานตามข้อ ๒๙ ดำเนินการตรวจสอบบัญชีรายชื่อนักโทษเด็ดขาดซึ่งสมควรได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกตามมาตรา ๕๒ (๕) และเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องแล้วเสนอความเห็นต่ออธิบดี
ข้อ 32
เมื่ออธิบดีได้รับความเห็นของคณะทำงานแล้ว ให้เสนอคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยลดวันต้องโทษจำคุกพิจารณาอนุมัติให้ปล่อยตัว อธิบดีอาจตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณากลั่นกรองก่อนเสนอความเห็นตามวรรคหนึ่งก็ได้ การพิจารณาของคณะอนุกรรมการตามวรรคหนึ่ง ให้นำเหตุปัจจัยตามข้อ ๒๘ มาพิจารณาด้วย ความเห็นของคณะอนุกรรมการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นที่สุด
ข้อ 33
เมื่อคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยลดวันต้องโทษจำคุกอนุมัติให้ปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกแล้ว ให้อธิบดีแจ้งผลการอนุมัติให้ผู้บัญชาการเรือนจำทราบ ในการนี้ ให้ผู้บัญชาการเรือนจำออกหนังสือสำคัญให้แก่นักโทษเด็ดขาดผู้นั้นและมีหนังสือแจ้งพนักงานคุมประพฤติในท้องที่ที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวเข้าไปพักอาศัยทราบภายในเวลาอันสมควร โดยนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นต้องไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติในท้องที่ที่ไปพักอาศัยภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับการปล่อยตัว หนังสือสำคัญตามวรรคหนึ่ง ต้องระบุเงื่อนไขตามหมวด ๙ เงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษต้องปฏิบัติ ในกรณีที่หนังสือสำคัญสูญหาย ให้รีบแจ้งต่อพนักงานคุมประพฤติและขอรับใบแทนหนังสือสำคัญ เมื่อเจ้าพนักงานเรือนจำหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเรียกให้นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวแสดงหนังสือสำคัญ ให้นักโทษเด็ดขาดผู้นั้นแสดงหนังสือสำคัญต่อบุคคลดังกล่าว ถ้าไม่แสดงหนังสือสำคัญ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นส่งเรือนจำก็ได้
ข้อ 34
กรณีที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกและปล่อยตัวไป ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในหมวด ๙ เงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษต้องปฏิบัติ ให้พนักงานคุมประพฤติรายงานให้อธิบดีทราบโดยเร็ว เพื่อให้คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยลดวันต้องโทษจำคุกพิจารณาสั่งเพิกถอนการลดวันต้องโทษจำคุก
หมวด ๕ การลดวันต้องโทษจำคุกลงอีกไม่เกินจำนวนวันที่ทำงานสาธารณะหรือทำงานอื่นใด เพื่อประโยชน์ของทางราชการนอกเรือนจำ
ข้อ 35
นักโทษเด็ดขาดซึ่งถูกส่งออกไปทำงานสาธารณะหรือทำงานอื่นใดเพื่อประโยชน์ของทางราชการนอกเรือนจำ ให้ได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกลงเท่าจำนวนวันที่ทำงานนั้น วันทำงานตามวรรคหนึ่ง ต้องไม่น้อยกว่าแปดชั่วโมง โดยให้นับรวมเวลาเดินทางทั้งไปและกลับด้วย
ข้อ 36
งานสาธารณะตามหมวดนี้ ได้แก่
(๑) งานที่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน เงินของราชการบริหารส่วนท้องถิ่น เงินของรัฐวิสาหกิจหรือเงินของหน่วยงานอื่นของรัฐ
(๒) งานนอกเหนือจาก
(๑) ซึ่งมีลักษณะเป็นการก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนทั่วไป การจัดทำบริการสาธารณะ การช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัย หรือการอื่นใดที่มีลักษณะเป็นการบริการสังคม ทั้งนี้ ไม่ว่างานนั้นจะมีผลประโยชน์ตอบแทนหรือไม่ งานสาธารณะที่จะจัดให้นักโทษเด็ดขาดออกไปทำนอกเรือนจำตามวรรคหนึ่ง ต้องเสนอให้อธิบดีพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน
(๑) งานที่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน เงินของราชการบริหารส่วนท้องถิ่น เงินของรัฐวิสาหกิจหรือเงินของหน่วยงานอื่นของรัฐ
(๒) งานนอกเหนือจาก
(๑) ซึ่งมีลักษณะเป็นการก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนทั่วไป การจัดทำบริการสาธารณะ การช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัย หรือการอื่นใดที่มีลักษณะเป็นการบริการสังคม ทั้งนี้ ไม่ว่างานนั้นจะมีผลประโยชน์ตอบแทนหรือไม่ งานสาธารณะที่จะจัดให้นักโทษเด็ดขาดออกไปทำนอกเรือนจำตามวรรคหนึ่ง ต้องเสนอให้อธิบดีพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน
ข้อ 37
งานอื่นใดเพื่อประโยชน์ของทางราชการตามหมวดนี้ ได้แก่
(๑) งานรักษาความสะอาด งานสุขาภิบาล หรืองานบำรุงรักษาสถานที่หรือหน่วยงานของราชการนอกเรือนจำ
(๒) งานอื่นใดตามที่กำหนดในระเบียบกรมราชทัณฑ์
(๑) งานรักษาความสะอาด งานสุขาภิบาล หรืองานบำรุงรักษาสถานที่หรือหน่วยงานของราชการนอกเรือนจำ
(๒) งานอื่นใดตามที่กำหนดในระเบียบกรมราชทัณฑ์
ข้อ 38
นักโทษเด็ดขาดผู้ใดมีวันลดวันต้องโทษจำคุกสะสมจากการออกไปทำงานสาธารณะหรือทำงานอื่นใดเพื่อประโยชน์ของทางราชการนอกเรือนจำเท่ากับโทษจำคุกที่เหลืออยู่ ให้ผู้บัญชาการเรือนจำเสนออธิบดีเพื่อพิจารณาสั่งปล่อยตัวจำกการลดวันต้องโทษจำคุกสะสมนั้น ให้นำความในข้อ ๓๓ ข้อ ๓๔ ข้อ ๗๒ ข้อ ๗๓ และข้อ ๗๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ 39
การส่งนักโทษเด็ดขาดผู้ใดออกไปทำงานสาธารณะหรือทำงานอื่นใดเพื่อประโยชน์ของทางราชการนอกเรือนจำ คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาคัดเลือกนักโทษเด็ดขาดที่จะสั่งให้ออกไปทำงานสาธารณะหรือทำงานอื่นใดเพื่อประโยชน์ของทางราชการนอกเรือนจำ อาจกำหนดให้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรืออุปกรณ์อื่นใดเพื่อสนับสนุนการควบคุมตัวนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นก็ได้
หมวด ๖ การพักการลงโทษ
ข้อ 40
นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือนหรือหนึ่งในสามของกำหนดโทษตามหมายศาลในขณะนั้นแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า หรือไม่น้อยกว่าสิบปี ในกรณีที่ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตที่มีการเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุกมีกำหนดเวลาอาจได้รับการพักการลงโทษ
ข้อ 41
นักโทษเด็ดขาดซึ่งจะได้รับพิจารณาการพักการลงโทษกรณีปกติ จะต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งต้องโทษจำคุกเป็นครั้งแรก เว้นแต่โทษจำคุกในครั้งก่อนนั้นเป็นความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการล้างมลทินตามกฎหมายล้างมลทิน ไม่ถือเป็นการต้องโทษจำคุกครั้งแรก
ข้อ 42
ในกรณีปกติ นักโทษเด็ดขาดอาจได้รับการพักการลงโทษ ดังต่อไปนี้
(๑) ชั้นเยี่ยม ไม่เกินหนึ่งในสามของกำหนดโทษที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาด
(๒) ชั้นดีมาก ไม่เกินหนึ่งในสี่ของกำหนดโทษที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาด
(๓) ชั้นดี ไม่เกินหนึ่งในห้าของกำหนดโทษที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาด กรณีตาม (๑) (๒) หรือ (๓) หากมีการพระราชทานอภัยโทษ ให้ถือกำหนดโทษตามหมายแจ้งโทษเด็ดขาดฉบับหลังสุด ในกรณีที่นักโทษเด็ดขาดมีวันลดวันต้องโทษจำคุกตามมาตรา ๕๒ (๖) ให้นำมารวมกับระยะเวลาพักการลงโทษตามวรรคหนึ่งด้วย
(๑) ชั้นเยี่ยม ไม่เกินหนึ่งในสามของกำหนดโทษที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาด
(๒) ชั้นดีมาก ไม่เกินหนึ่งในสี่ของกำหนดโทษที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาด
(๓) ชั้นดี ไม่เกินหนึ่งในห้าของกำหนดโทษที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาด กรณีตาม (๑) (๒) หรือ (๓) หากมีการพระราชทานอภัยโทษ ให้ถือกำหนดโทษตามหมายแจ้งโทษเด็ดขาดฉบับหลังสุด ในกรณีที่นักโทษเด็ดขาดมีวันลดวันต้องโทษจำคุกตามมาตรา ๕๒ (๖) ให้นำมารวมกับระยะเวลาพักการลงโทษตามวรรคหนึ่งด้วย
ข้อ 43
ในกรณีที่อธิบดีพิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุพิเศษที่จะพักการลงโทษนักโทษเด็ดขาดมากกว่าที่กำหนดในข้อ ๔๒ ให้เสนอคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษพิจารณาให้ความเห็นชอบและเสนอรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ
ข้อ 44
การพิจารณาการพักการลงโทษให้กับนักโทษเด็ดขาด ให้นำเหตุปัจจัยดังต่อไปนี้มาพิจารณาด้วย
(๑) พฤติการณ์แห่งคดีที่ได้กระทำและการกระทำความผิดที่ได้กระทำมาก่อนแล้ว
(๒) ระยะเวลาการคุมประพฤติ
(๓) ความน่าเชื่อถือและความเหมาะสมของผู้อุปการะในการควบคุมดูแลนักโทษเด็ดขาด ให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขจนกว่าจะพ้นโทษ
(๔) ผลกระทบด้านความปลอดภัยของสังคม
(๕) มีพฤติการณ์ในระหว่างถูกคุมขังจนน่าเชื่อว่าได้กลับตนเป็นคนดี
(๖) ผ่านการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู และพัฒนาพฤตินิสัย
(๑) พฤติการณ์แห่งคดีที่ได้กระทำและการกระทำความผิดที่ได้กระทำมาก่อนแล้ว
(๒) ระยะเวลาการคุมประพฤติ
(๓) ความน่าเชื่อถือและความเหมาะสมของผู้อุปการะในการควบคุมดูแลนักโทษเด็ดขาด ให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขจนกว่าจะพ้นโทษ
(๔) ผลกระทบด้านความปลอดภัยของสังคม
(๕) มีพฤติการณ์ในระหว่างถูกคุมขังจนน่าเชื่อว่าได้กลับตนเป็นคนดี
(๖) ผ่านการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู และพัฒนาพฤตินิสัย
ข้อ 45
ให้มีคณะทำงานเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษประจำเรือนจำ ประกอบด้วย ผู้บัญชาการเรือนจำเป็นประธาน ผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนกรมคุมประพฤติ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเจ้าพนักงานเรือนจำซึ่งผู้บัญชาการเรือนจำแต่งตั้งจำนวนสองคน เป็นคณะทำงาน และให้เจ้าพนักงานเรือนจำคนหนึ่งเป็นเลขานุการ ให้นำความในข้อ ๓๐ มาใช้บังคับกับการประชุมของคณะทำงานตามวรรคหนึ่ง โดยอนุโลม
ข้อ 46
ให้คณะทำงานตามข้อ ๔๕ ดำเนินการตรวจสอบบัญชีรายชื่อนักโทษเด็ดขาด ซึ่งสมควรได้รับการพักการลงโทษและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง แล้วเสนอความเห็นต่อผู้บัญชาการเรือนจำ
ข้อ 47
ให้ผู้บัญชาการเรือนจำเสนอรายชื่อนักโทษเด็ดขาดซึ่งสมควรได้รับการพักการลงโทษ พร้อมความเห็นต่ออธิบดีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ อธิบดีอาจตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณากลั่นกรองก่อนเสนอความเห็นตามวรรคหนึ่งก็ได้ ในกรณีที่อธิบดีไม่เห็นด้วยกับความเห็นของคณะทำงานตามข้อ ๔๕ ให้ทำความเห็นแย้งแล้ว ส่งเรื่องกลับไปให้คณะทำงานพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้บัญชาการเรือนจำได้รับเรื่อง หากไม่สามารถดำเนินการภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้ ให้ขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกินสิบห้าวัน เมื่อคณะทำงานตามข้อ ๔๕ พิจารณาเสร็จแล้ว ให้ทำความเห็นแจ้งอธิบดีทราบ เพื่อเสนอความเห็นต่อคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษพิจารณา
ข้อ 48
ให้อธิบดีกำกับดูแลการคัดเลือกนักโทษเด็ดขาดซึ่งจะได้รับการพักการลงโทษ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงนี้ โดยนักโทษเด็ดขาดซึ่งจะได้รับการพักการลงโทษ จะต้องเป็นผู้ที่สามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้นได้
ข้อ 49
เมื่ออธิบดีพิจารณาความเห็นของคณะทำงานตามข้อ ๔๕ และเห็นชอบด้วยให้เสนอความเห็นต่อคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษพิจารณาอนุมัติพักการลงโทษ การพิจารณาของคณะอนุกรรมการตามวรรคหนึ่ง ให้นำเหตุปัจจัยตามข้อ ๔๔ มาพิจารณาด้วยความเห็นของคณะอนุกรรมการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นที่สุด
ข้อ 50
เมื่อคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษหรือรัฐมนตรีอนุมัติพักการลงโทษและให้ปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการพักการลงโทษแล้ว ให้อธิบดีแจ้งผลการอนุมัติให้ผู้บัญชาการเรือนจำทราบ ในการนี้ ให้ผู้บัญชาการเรือนจำออกหนังสือสำคัญให้แก่นักโทษเด็ดขาดผู้นั้นและมีหนังสือแจ้งพนักงานคุมประพฤติและพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในท้องที่ที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวเข้าไปพักอาศัยทราบภายในเวลาอันสมควร โดยนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นต้องไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติในท้องที่ที่ไปพักอาศัยภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับการปล่อยตัว ถ้านักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการพักการลงโทษและปล่อยตัวตามวรรคหนึ่ง ย้ายที่อยู่หรือเข้าไปทำงานในท้องที่อื่นที่มิใช่สถานที่หรือท้องที่ตามข้อ ๗๓ (๒) หรือ (๕) ให้พนักงานคุมประพฤติแห่งท้องที่ที่มีการย้ายเข้าไปมีหนังสือแจ้งพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจในท้องที่ที่นักโทษเด็ดขาดผู้นั้นได้ย้ายที่อยู่หรือเข้าไปทำงานในท้องที่นั้นทราบภายในเวลาอันสมควร
ข้อ 51
หนังสือสำคัญตามข้อ ๕๐ ต้องระบุเงื่อนไขตามหมวด ๙ เงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาด ซึ่งได้รับการปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษต้องปฏิบัติ ในกรณีที่หนังสือสำคัญสูญหาย ให้รีบแจ้งต่อพนักงานคุมประพฤติและขอรับใบแทนหนังสือสำคัญ เมื่อเจ้าพนักงานเรือนจำหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเรียกให้นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวแสดงหนังสือสำคัญ ให้นักโทษเด็ดขาดผู้นั้นแสดงหนังสือสำคัญต่อบุคคลดังกล่าว ถ้าไม่แสดงหนังสือสำคัญ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นส่งเรือนจำก็ได้
ข้อ 52
กรณีที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการพักการลงโทษและปล่อยตัวไปฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในหมวด ๙ เงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษต้องปฏิบัติ ให้พนักงานคุมประพฤติรายงานให้อธิบดีทราบโดยเร็ว เพื่อให้คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษพิจารณาสั่งเพิกถอนการพักการลงโทษ
หมวด ๗ การฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการนอกเรือนจำ
ข้อ 53
นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของกำหนดโทษตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดในขณะนั้น และเหลือโทษจำคุกไม่เกินสามปี หกเดือน อาจได้รับอนุญาตให้ออกไปฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการนอกเรือนจำ คำว่า “สถานประกอบการ” ให้หมายความรวมถึงสถานที่ของทางราชการ รัฐวิสาหกิจ วิสาหกิจชุมชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐด้วย
ข้อ 54
นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับอนุญาตให้ออกไปฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการนอกเรือนจำ ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(๑) เป็นนักโทษเด็ดขาดตั้งแต่ชั้นดีขึ้นไป
(๒) ได้รับการฝึกอบรมและผ่านการทดสอบความรู้จากผู้ให้การฝึกอบรมแล้ว
(๓) ไม่อยู่ในระหว่างถูกดำเนินการทางวินัยหรือถูกลงโทษทางวินัยในรอบหกเดือนก่อนออกไปฝึกวิชาชีพ
(๔) ไม่อยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีอาญาในคดีอื่นหรือถูกอายัดตัวเพื่อดำเนินคดีอาญาอื่น
(๕) ไม่มีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อได้รับอนุญาตให้ออกไปแล้วอาจจะหลบหนีหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ
(๑) เป็นนักโทษเด็ดขาดตั้งแต่ชั้นดีขึ้นไป
(๒) ได้รับการฝึกอบรมและผ่านการทดสอบความรู้จากผู้ให้การฝึกอบรมแล้ว
(๓) ไม่อยู่ในระหว่างถูกดำเนินการทางวินัยหรือถูกลงโทษทางวินัยในรอบหกเดือนก่อนออกไปฝึกวิชาชีพ
(๔) ไม่อยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีอาญาในคดีอื่นหรือถูกอายัดตัวเพื่อดำเนินคดีอาญาอื่น
(๕) ไม่มีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อได้รับอนุญาตให้ออกไปแล้วอาจจะหลบหนีหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ
ข้อ 55
นักโทษเด็ดขาดซึ่งกระทำความผิดดังต่อไปนี้ไม่ได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้ออกไปฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการนอกเรือนจำ
(๑) ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๐๗ ถึงมาตรา ๑๓๕ (๒) ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๕/๑ ถึงมาตรา ๑๓๕/๔ (๓) ความผิดเกี่ยวกับเพศตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ วรรคสาม มาตรา ๒๗๗ มาตรา ๒๗๗ ทวิ มาตรา ๒๗๗ ตรี มาตรา ๒๘๐ มาตรา ๒๘๒ หรือมาตรา ๒๘๓ (๔) ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ มาตรา ๒๙๗ หรือมาตรา ๒๙๘
(๑) ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๐๗ ถึงมาตรา ๑๓๕ (๒) ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๕/๑ ถึงมาตรา ๑๓๕/๔ (๓) ความผิดเกี่ยวกับเพศตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ วรรคสาม มาตรา ๒๗๗ มาตรา ๒๗๗ ทวิ มาตรา ๒๗๗ ตรี มาตรา ๒๘๐ มาตรา ๒๘๒ หรือมาตรา ๒๘๓ (๔) ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ มาตรา ๒๙๗ หรือมาตรา ๒๙๘
ข้อ 56
ให้ผู้บัญชาการเรือนจำแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาคัดเลือกนักโทษเด็ดขาด ให้ออกไปฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการนอกเรือนจำ ประกอบด้วยผู้บัญชาการเรือนจำเป็นประธานและเจ้าพนักงานเรือนจำจำนวนไม่น้อยกว่าสามคนเป็นคณะทำงาน และให้เจ้าพนักงานเรือนจำคนหนึ่งเป็นเลขานุการ
ข้อ 57
ให้คณะทำงานตามข้อ ๕๖ ดำเนินการคัดเลือกนักโทษเด็ดขาดซึ่งสมควรให้ออกไปฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการนอกเรือนจำ แล้วเสนอผู้บัญชาการเรือนจำให้ความเห็นชอบ
ข้อ 58
การฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการนอกเรือนจำตามลักษณะงานดังต่อไปนี้ ต้องได้รับความเห็นชอบจากอธิบดีก่อน โดยให้คำนึงถึงความปลอดภัยของนักโทษเด็ดขาด ประกอบด้วย
(๑) งานที่ต้องทำใต้ดิน ใต้น้ำ ในถ้ำ ในอุโมงค์ หรือในที่อับอากาศ
(๒) งานที่ทำบนที่สูง
(๓) งานเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี
(๔) งานเชื่อมโลหะ
(๕) งานขนส่งวัตถุอันตราย
(๖) งานผลิตสารเคมีอันตราย
(๗) งานที่ต้องทำด้วยเครื่องมือหรือเครื่องจักรซึ่งผู้ทำได้รับความสั่นสะเทือนอันอาจเป็นอันตรายและงานที่มีเสียงดังเกินเกณฑ์ที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ต้องขัง
(๘) งานที่ต้องห้ามเกี่ยวกับความร้อนจัดหรือเย็นจัดอันอาจเป็นอันตราย
(๙) งานอื่นตามที่อธิบดีกำหนด
(๑) งานที่ต้องทำใต้ดิน ใต้น้ำ ในถ้ำ ในอุโมงค์ หรือในที่อับอากาศ
(๒) งานที่ทำบนที่สูง
(๓) งานเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี
(๔) งานเชื่อมโลหะ
(๕) งานขนส่งวัตถุอันตราย
(๖) งานผลิตสารเคมีอันตราย
(๗) งานที่ต้องทำด้วยเครื่องมือหรือเครื่องจักรซึ่งผู้ทำได้รับความสั่นสะเทือนอันอาจเป็นอันตรายและงานที่มีเสียงดังเกินเกณฑ์ที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ต้องขัง
(๘) งานที่ต้องห้ามเกี่ยวกับความร้อนจัดหรือเย็นจัดอันอาจเป็นอันตราย
(๙) งานอื่นตามที่อธิบดีกำหนด
ข้อ 59
การให้นักโทษเด็ดขาดหญิงออกไปฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการนอกเรือนจำ ให้ผู้บัญชาการเรือนจำพิจารณาลักษณะงานและสถานประกอบการด้วยความรอบคอบ และเสนออธิบดีพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนอนุญาตให้ออกไปฝึกวิชาชีพ
ข้อ 60
ในกรณีที่ปรากฏในภายหลังว่านักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับอนุญาตให้ออกไปฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการนอกเรือนจำขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบของสถานประกอบการหรือกรมราชทัณฑ์ ตลอดจนข้อตกลงที่กรมราชทัณฑ์ทำกับสถานประกอบการ ให้ผู้บัญชาการเรือนจำเพิกถอนการอนุญาตและนำตัวนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นกลับเข้าเรือนจำ พร้อมทั้งรายงานให้อธิบดีทราบเพื่อดำเนินการต่อไป
ข้อ 61
ให้ผู้บัญชาการเรือนจำรายงานผลการอนุญาตให้นักโทษเด็ดขาดออกไปฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการนอกเรือนจำต่ออธิบดีตามระยะเวลาและรูปแบบที่อธิบดีกำหนด และผู้บัญชาการเรือนจำอาจกำหนดให้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรืออุปกรณ์อื่นใดเพื่อสนับสนุนการควบคุมตัวนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นก็ได้
หมวด ๘ การรับการศึกษาอบรมนอกเรือนจำ
ข้อ 62
นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของกำหนดโทษตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดในขณะนั้น และเหลือโทษจำคุกไม่เกินสามปีหกเดือนอาจได้รับอนุญาตให้ออกไปศึกษาอบรมนอกเรือนจำ
ข้อ 63
นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับอนุญาตให้ออกไปศึกษาอบรมนอกเรือนจำในหลักสูตรการศึกษาอบรมที่กรมราชทัณฑ์หรือเรือนจำทำความตกลงกับสถานศึกษา ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(๑) ต้องโทษจำคุกเป็นครั้งแรก
(๒) เป็นนักโทษเด็ดขาดตั้งแต่ชั้นดีขึ้นไป
(๓) อยู่ระหว่างการศึกษาอบรมก่อนต้องโทษ และยังสามารถศึกษาอบรมต่อเนื่องเพื่อให้จบหลักสูตรได้
(๔) ได้รับการศึกษาอบรมในเรือนจำและจำเป็นต้องได้รับการศึกษาอบรมต่อเนื่องนอกเรือนจำ
(๕) ไม่อยู่ในระหว่างถูกดำเนินการทางวินัยหรือถูกลงโทษทางวินัยในรอบหกเดือนก่อนออกไปศึกษาอบรมนอกเรือนจำ
(๖) ไม่อยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีอาญาในคดีอื่นหรือถูกอายัดตัวเพื่อดำเนินคดีอาญาอื่น
(๗) ไม่มีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อได้รับอนุญาตให้ออกไปแล้วอาจจะหลบหนีหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ หลักสูตรการศึกษาอบรมที่อนุญาตให้นักโทษเด็ดขาดออกไปศึกษาอบรมนอกเรือนจำตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่อธิบดีประกาศกำหนด
(๑) ต้องโทษจำคุกเป็นครั้งแรก
(๒) เป็นนักโทษเด็ดขาดตั้งแต่ชั้นดีขึ้นไป
(๓) อยู่ระหว่างการศึกษาอบรมก่อนต้องโทษ และยังสามารถศึกษาอบรมต่อเนื่องเพื่อให้จบหลักสูตรได้
(๔) ได้รับการศึกษาอบรมในเรือนจำและจำเป็นต้องได้รับการศึกษาอบรมต่อเนื่องนอกเรือนจำ
(๕) ไม่อยู่ในระหว่างถูกดำเนินการทางวินัยหรือถูกลงโทษทางวินัยในรอบหกเดือนก่อนออกไปศึกษาอบรมนอกเรือนจำ
(๖) ไม่อยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีอาญาในคดีอื่นหรือถูกอายัดตัวเพื่อดำเนินคดีอาญาอื่น
(๗) ไม่มีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อได้รับอนุญาตให้ออกไปแล้วอาจจะหลบหนีหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ หลักสูตรการศึกษาอบรมที่อนุญาตให้นักโทษเด็ดขาดออกไปศึกษาอบรมนอกเรือนจำตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่อธิบดีประกาศกำหนด
ข้อ 64
นักโทษเด็ดขาดซึ่งกระทำความผิดดังต่อไปนี้ไม่ได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้ออกไปศึกษาอบรมนอกเรือนจำ
(๑) ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๐๗ ถึงมาตรา ๑๓๕ (๒) ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๕/๑ ถึงมาตรา ๑๓๕/๔ (๓) ความผิดเกี่ยวกับเพศตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ วรรคสาม มาตรา ๒๗๗ มาตรา ๒๗๗ ทวิ มาตรา ๒๗๗ ตรี มาตรา ๒๘๐ มาตรา ๒๘๒ หรือมาตรา ๒๘๓ (๔) ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ มาตรา ๒๙๗ หรือมาตรา ๒๙๘
(๑) ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๐๗ ถึงมาตรา ๑๓๕ (๒) ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๕/๑ ถึงมาตรา ๑๓๕/๔ (๓) ความผิดเกี่ยวกับเพศตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ วรรคสาม มาตรา ๒๗๗ มาตรา ๒๗๗ ทวิ มาตรา ๒๗๗ ตรี มาตรา ๒๘๐ มาตรา ๒๘๒ หรือมาตรา ๒๘๓ (๔) ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ มาตรา ๒๙๗ หรือมาตรา ๒๙๘
ข้อ 65
ให้ผู้บัญชาการเรือนจำแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาคัดเลือกนักโทษเด็ดขาด ให้ออกไปรับการศึกษาอบรมนอกเรือนจำ ประกอบด้วยผู้บัญชาการเรือนจำเป็นประธาน และเจ้าพนักงานเรือนจำจำนวนไม่น้อยกว่าสามคนเป็นคณะทำงาน และให้เจ้าพนักงานเรือนจำคนหนึ่งเป็นเลขานุการ
ข้อ 66
ให้คณะทำงานตามข้อ ๖๕ ดำเนินการคัดเลือกนักโทษเด็ดขาดซึ่งสมควรให้ออกไปรับการศึกษาอบรมนอกเรือนจำ แล้วเสนอผู้บัญชาการเรือนจำให้ความเห็นชอบก่อนเสนออธิบดีพิจารณาอนุมัติ
ข้อ 67
ให้นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับอนุญาตให้ออกไปศึกษาอบรมนอกเรือนจำปฏิบัติ ดังต่อไปนี้
(๑) แต่งกายตามที่สถานศึกษาหรือผู้บัญชาการเรือนจำกำหนด
(๒) กลับเข้าเรือนจำไม่เกินเวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกาในวันเดียวกัน
(๑) แต่งกายตามที่สถานศึกษาหรือผู้บัญชาการเรือนจำกำหนด
(๒) กลับเข้าเรือนจำไม่เกินเวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกาในวันเดียวกัน
ข้อ 68
ในกรณีที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับอนุญาตให้ออกไปศึกษาอบรมนอกเรือนจำไม่มีผู้ควบคุมในเวลาที่ออกไปศึกษาอบรม ให้นักโทษเด็ดขาดผู้นั้นปฏิบัติตามเงื่อนไขที่สถานศึกษาหรือผู้บัญชาการเรือนจำกำหนด
ข้อ 69
กรณีที่มีค่าใช้จ่ายอื่นนอกจากที่สถานศึกษาหรือผู้บัญชาการเรือนจำจัดให้ ให้นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับอนุญาตให้ออกไปศึกษาอบรมนอกเรือนจำรับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าว
ข้อ 70
ในกรณีที่ปรากฏในภายหลังว่านักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับอนุญาตให้ออกไปศึกษาอบรมนอกเรือนจำขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบของสถานศึกษาหรือกรมราชทัณฑ์ ตลอดจนข้อตกลงที่กรมราชทัณฑ์ทำกับสถานศึกษา ให้ผู้บัญชาการเรือนจำเพิกถอนการอนุญาตและนำตัวนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นกลับเข้าเรือนจำ พร้อมทั้งรายงานให้อธิบดีทราบเพื่อดำเนินการต่อไป
ข้อ 71
ให้ผู้บัญชาการเรือนจำรายงานผลการอนุญาตให้นักโทษเด็ดขาดออกไปศึกษาอบรมนอกเรือนจำต่ออธิบดีตามระยะเวลาและรูปแบบที่อธิบดีกำหนด และผู้บัญชาการเรือนจำอาจกำหนดให้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรืออุปกรณ์อื่นใด เพื่อสนับสนุนการควบคุมตัวนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นก็ได้
หมวด ๙ เงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษต้องปฏิบัติ
ข้อ 72
เงื่อนไขที่เป็นข้อห้ามมิให้นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษกระทำการ มีดังต่อไปนี้
(๑) ห้ามเข้าไปในเขตท้องที่ สถานที่ หรือตามเวลาที่กำหนด
(๒) ห้ามคบหาสมาคมกับบุคคลที่อาจนำไปสู่การกระทำความผิดอีก
(๓) ห้ามเกี่ยวข้องกับสารระเหย วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท หรือยาเสพติดให้โทษทุกประเภท รวมทั้งอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดทุกชนิด
(๔) ห้ามประพฤติตนในทางเสื่อมเสีย โดยการเสพสุราหรือเล่นการพนันที่อาจนำไปสู่การกระทำผิดกฎหมายอีก
(๕) ห้ามเยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ต้องขัง ผู้ต้องกักขัง หรือผู้ต้องกักกันอื่นที่ไม่ใช่ญาติ ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ สถานกักขัง สถานกักกัน หรือสถานคุมขังอื่นใด
(๖) ห้ามเดินทางออกนอกเขตท้องที่จังหวัด เว้นแต่มีธุระสำคัญเป็นครั้งคราว ให้ขออนุญาตพนักงานคุมประพฤติ หากจะย้ายที่อยู่หรือเปลี่ยนแปลงผู้อุปการะ ให้ยื่นคำร้องต่อพนักงานคุมประพฤติในท้องที่เดิมและต้องได้รับอนุญาตก่อน
(๗) เงื่อนไขอื่นตามที่คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยลดวันต้องโทษจำคุกหรือคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษกำหนด
(๑) ห้ามเข้าไปในเขตท้องที่ สถานที่ หรือตามเวลาที่กำหนด
(๒) ห้ามคบหาสมาคมกับบุคคลที่อาจนำไปสู่การกระทำความผิดอีก
(๓) ห้ามเกี่ยวข้องกับสารระเหย วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท หรือยาเสพติดให้โทษทุกประเภท รวมทั้งอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดทุกชนิด
(๔) ห้ามประพฤติตนในทางเสื่อมเสีย โดยการเสพสุราหรือเล่นการพนันที่อาจนำไปสู่การกระทำผิดกฎหมายอีก
(๕) ห้ามเยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ต้องขัง ผู้ต้องกักขัง หรือผู้ต้องกักกันอื่นที่ไม่ใช่ญาติ ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ สถานกักขัง สถานกักกัน หรือสถานคุมขังอื่นใด
(๖) ห้ามเดินทางออกนอกเขตท้องที่จังหวัด เว้นแต่มีธุระสำคัญเป็นครั้งคราว ให้ขออนุญาตพนักงานคุมประพฤติ หากจะย้ายที่อยู่หรือเปลี่ยนแปลงผู้อุปการะ ให้ยื่นคำร้องต่อพนักงานคุมประพฤติในท้องที่เดิมและต้องได้รับอนุญาตก่อน
(๗) เงื่อนไขอื่นตามที่คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยลดวันต้องโทษจำคุกหรือคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษกำหนด
ข้อ 73
เงื่อนไขให้นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษกระทำการ มีดังต่อไปนี้
(๑) รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ
(๒) พักอาศัยอยู่กับผู้อุปการะตามสถานที่ที่แจ้ง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นให้ยื่นคำร้องต่อพนักงานคุมประพฤติในท้องที่เดิมและต้องได้รับอนุญาตก่อน
(๓) ปฏิบัติตามคำแนะนำและคำตักเตือนของพนักงานคุมประพฤติและเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกรมคุมประพฤติกำหนด
(๔) ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ หากมีการฝ่าฝืนและถูกลงโทษโดยเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับนั้น ไม่ว่าจะเป็นโทษสถานใด นักโทษเด็ดขาดหรือผู้อุปการะนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นต้องแจ้งให้พนักงานคุมประพฤติทราบทุกครั้ง
(๕) ประกอบอาชีพสุจริต หากจะเปลี่ยนสถานที่ทำงานหรือย้ายงานใหม่ ต้องแจ้งให้พนักงานคุมประพฤติทราบทุกครั้ง เว้นแต่มีเหตุจำเป็น ให้แจ้งพนักงานคุมประพฤติทราบภายในกำหนดระยะเวลาการรายงานตัวครั้งต่อไป
(๖) เงื่อนไขอื่นตามที่คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยลดวันต้องโทษจำคุกหรือคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษกำหนด
(๑) รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ
(๒) พักอาศัยอยู่กับผู้อุปการะตามสถานที่ที่แจ้ง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นให้ยื่นคำร้องต่อพนักงานคุมประพฤติในท้องที่เดิมและต้องได้รับอนุญาตก่อน
(๓) ปฏิบัติตามคำแนะนำและคำตักเตือนของพนักงานคุมประพฤติและเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกรมคุมประพฤติกำหนด
(๔) ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ หากมีการฝ่าฝืนและถูกลงโทษโดยเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับนั้น ไม่ว่าจะเป็นโทษสถานใด นักโทษเด็ดขาดหรือผู้อุปการะนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นต้องแจ้งให้พนักงานคุมประพฤติทราบทุกครั้ง
(๕) ประกอบอาชีพสุจริต หากจะเปลี่ยนสถานที่ทำงานหรือย้ายงานใหม่ ต้องแจ้งให้พนักงานคุมประพฤติทราบทุกครั้ง เว้นแต่มีเหตุจำเป็น ให้แจ้งพนักงานคุมประพฤติทราบภายในกำหนดระยะเวลาการรายงานตัวครั้งต่อไป
(๖) เงื่อนไขอื่นตามที่คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยลดวันต้องโทษจำคุกหรือคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษกำหนด
ข้อ 74
การกำหนดเงื่อนไขตามข้อ ๗๒ หรือข้อ ๗๓ จะกำหนดข้อเดียวหรือหลายข้อก็ได้ แล้วแต่ความเหมาะสมแก่ลักษณะของนักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษและพฤติการณ์ของนักโทษเด็ดขาดผู้นั้น การดำเนินการตามเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยลดวันต้องโทษจำคุกหรือคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษอาจกำหนดให้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรืออุปกรณ์อื่นใดในการติดตามตัวนักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษก็ได้
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ สมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๕๒ แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ บัญญัติให้การดำเนินการเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด การแต่งตั้งให้มีตำแหน่งหน้าที่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำ การลดวันต้องโทษจำคุก
การลดวันต้องโทษจำคุกลงอีกไม่เกินจำนวนวันที่ทำงานสาธารณะหรือทำงานอื่นใดเพื่อประโยชน์ของทางราชการนอกเรือนจำ การพักการลงโทษ และการฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการหรือรับการศึกษาอบรมนอกเรือนจำ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงโดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการราชทัณฑ์ และมาตรา ๕๓
แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกตามมาตรา ๕๒ (๕) หรือ (๖) หรือได้รับการพักการลงโทษตามมาตรา ๕๒ (๗) และได้รับการปล่อยตัวไปก่อนครบกำหนดโทษตามหมายศาลในขณะนั้น ต้องปฏิบัติตนโดยเคร่งครัดตามเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้