พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายให้อำนาจและกำหนดการปฏิบัติบางประการเกี่ยวกับสิทธิพิเศษถอนเงินในกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นสมาชิก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๔ เป็นปีที่ ๒๖ ในรัชกาลปัจจุบัน
มาตรา 1
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติให้อำนาจและกำหนดการปฏิบัติบางประการเกี่ยวกับสิทธิพิเศษถอนเงินในกองทุนการเงินระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๑๔”
มาตรา 2
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา 3
ในพระราชบัญญัตินี้ “กองทุนการเงิน” หมายความว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศตามข้อตกลงเกี่ยวกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศซึ่งประเทศไทยเป็นสมาชิก “สิทธิพิเศษถอนเงิน” หมายความว่า สิทธิพิเศษในการถอนเงินที่กองทุนการเงินได้จัดสรรให้แก่ประเทศสมาชิก ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขแห่งบัญชีพิเศษถอนเงิน “บัญชีพิเศษถอนเงิน” หมายความว่า บัญชีพิเศษถอนเงินที่ได้จัดตั้งขึ้นในกองทุนการเงิน “ธนาคาร” หมายความว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย
มาตรา 4
ให้ธนาคารถือประโยชน์จากการเป็นภาคีแห่งบัญชีพิเศษถอนเงินในนามของรัฐบาล และปฏิบัติการตามพันธะเกี่ยวกับบัญชีพิเศษถอนเงินในนามของรัฐบาลได้ทุกประการ
มาตรา 5
ให้ธนาคารเป็นผู้ถือและใช้ประโยชน์เกี่ยวกับสิทธิพิเศษถอนเงินที่รัฐบาลได้รับจากการจัดสรรและจากธุรกรรมอื่น ๆ
มาตรา 6
ให้ธนาคารออกใบสำคัญสิทธิพิเศษถอนเงินได้เป็นคราว ๆ ตามวิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง เพื่อส่งเข้าทุนสำรองเงินตราได้ตามความจำเป็น
มาตรา 7
ให้ถือว่าใบสำคัญสิทธิพิเศษถอนเงินเป็นตราสารชนิดไถ่ถอนเมื่อได้เห็น แต่ไม่มีดอกเบี้ย และให้กำหนดมูลค่าของใบสำคัญนี้เป็นหน่วยสิทธิพิเศษถอนเงิน ซึ่งแต่ละหน่วยมีค่าตามที่กองทุนการเงินกำหนด
มาตรา 8
ใบสำคัญสิทธิพิเศษถอนเงินซึ่งได้ออกตาม
มาตรา ๖ ต้องมีมูลค่ารวมกันไม่เกินมูลค่าของสิทธิพิเศษถอนเงินซึ่งธนาคารถืออยู่
มาตรา 9
สินทรัพย์ที่ได้รับหรือที่ต้องจ่ายแลกเปลี่ยนกับสิทธิพิเศษถอนเงินผลประโยชน์หรือภาระค่าใช้จ่าย และผลกำไรหรือขาดทุน เนื่องจากการปฏิบัติตามพันธะแห่งบัญชีพิเศษถอนเงินทั้งสิ้น ให้ตกเป็นของธนาคาร
มาตรา 10
ในกรณีที่สิทธิพิเศษถอนเงินที่ได้ออกใบสำคัญสิทธิพิเศษถอนเงินแล้วจะต้องได้รับชดใช้เป็นสินทรัพย์ ซึ่งมิใช่เป็นสินทรัพย์ที่ระบุไว้ในมาตรา ๓๐ (๑) (๒) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ. ๒๕๐๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเงินตรา (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๑๔ ให้ถอนใบสำคัญสิทธิพิเศษถอนเงินจำนวนเดียวกันนั้นจากทุนสำรองเงินตรา โดยให้ธนาคารนำส่งสินทรัพย์ที่ประกอบเป็นทุนสำรองเงินตราได้ เข้าทุนสำรองเงินตราแทนโดยครบถ้วน
มาตรา 11
กิจการที่ได้กระทำและการดำเนินงานเกี่ยวกับสิทธิพิเศษถอนเงินให้ได้รับยกเว้นภาษีอากร
มาตรา 12
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ประเทศไทยซึ่งเป็นสมาชิกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศอยู่แล้ว สมควรสมัครเข้าเป็นภาคีในบัญชีพิเศษถอนเงินในกองทุนการเงินระหว่างประเทศนั้นด้วย และโดยที่การสมัครเข้าเป็นภาคีดังกล่าว
สมควรมีกฎหมายกำหนดอำนาจและการปฏิบัติบางประการเกี่ยวกับการนั้น จึงต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
บทบัญญัติประกอบ หมายเหตุ และบทเฉพาะกาลของกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติม
พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติให้อำนาจและกำหนดการปฏิบัติบางประการเกี่ยวกับสิทธิพิเศษถอนเงินในกองทุนการเงินระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๑๔ พ.ศ. ๒๕๒๑
มาตรา ๒ พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยเงินตรา เพื่อแก้ไขระบบการแลกเปลี่ยนเงินตราเสียใหม่ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และโดยที่มูลค่าของใบสำคัญสิทธิพิเศษถอนเงินตามกฎหมายปัจจุบันได้บัญญัติให้เทียบกับทองคำ
ซึ่งไม่สอดคล้องกับระบบการแลกเปลี่ยนเงินตราที่กำหนดขึ้น จึงจำเป็นต้องแก้ไขบทบัญญัติดังกล่าวเสียใหม่ และเนื่องจากเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยเงินตราซึ่งต้องกระทำเป็นการรีบด่วนและเป็นความลับ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ขึ้น