พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติให้อำนาจปฏิบัติการเกี่ยวกับธนาคารพัฒนาเอเชีย พ.ศ. 2509
10 มาตรา · ประกาศ 30 ส.ค. 2509
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายให้อำนาจปฏิบัติการเกี่ยวกับธนาคารพัฒนาเอเชีย พระมหากษัตริย์โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาร่างรัฐธรรมนูญในฐานะรัฐสภา จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
ในพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สังวาลย์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๙ เป็นปีที่ ๒๑ ในรัชกาลปัจจุบัน
มาตรา 1
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติให้อำนาจปฏิบัติการเกี่ยวกับธนาคารพัฒนาเอเชีย พ.ศ. ๒๕๐๙”
มาตรา 2
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา 3
ในพระราชบัญญัตินี้ “ธนาคาร” หมายความว่า ธนาคารพัฒนาเอเชียซึ่งตั้งขึ้นตามความตกลงว่าด้วยการสถาปนาธนาคารพัฒนาเอเชีย ลงวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๘ “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 4
ให้รัฐมนตรีมีอำนาจออกตั๋วสัญญาใช้เงินคลังแทนเงินตราไทย ให้แก่ธนาคารตามข้อผูกพันที่จะต้องถือปฏิบัติตามความตกลงว่าด้วยการสถาปนาธนาคารพัฒนาเอเชีย ตั๋วสัญญาใช้เงินคลังที่ออกตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นตั๋วชนิดเปลี่ยนมือไม่ได้ มีข้อกำหนดไม่ให้คิดดอกเบี้ย และให้ใช้เงินตามมูลค่าที่ตราไว้เมื่อได้รับทวงถาม
มาตรา 5
เมื่อรัฐมนตรีจะออกหรือออกตั๋วสัญญาใช้เงินคลังเป็นจำนวนเท่าใด ให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายไว้ในโอกาสแรกที่จะพึงกระทำได้ สำหรับจ่ายเมื่อได้รับทวงถามให้ใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินคลังนั้น งบประมาณรายจ่ายที่ได้ตั้งไว้ตามวรรคหนึ่ง เมื่อได้รับอนุมัติตามกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายแล้ว ให้ตัดโอนขึ้นบัญชีเงินฝากตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังไว้ทางกระทรวงการคลังต่อไป ในกรณีที่ยังไม่ได้รับอนุมัติงบประมาณรายจ่ายหรืองบประมาณรายจ่ายที่ได้รับอนุมัติแล้วมีจำนวนไม่พอ หากจำเป็นจะต้องจ่ายเงินเมื่อได้รับทวงถามให้ใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินคลังนั้น ให้รัฐมนตรีมีอำนาจจ่ายเงินคงคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังได้
มาตรา 6
ให้รัฐมนตรีมีอำนาจจัดให้มีหน่วยงานเพื่อการติดต่อระหว่างประเทศไทยกับธนาคารโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา 7
ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นสถานที่รับฝากเงินและสินทรัพย์อื่น ๆ ของธนาคาร
มาตรา 8
ให้รัฐมนตรีมีอำนาจทำการแทนรัฐบาลเพื่อถือเอาประโยชน์จากสมาชิกภาพในธนาคารด้วยการกู้เงินและด้วยการค้ำประกันเงินกู้จากธนาคารได้ การกู้เงินของรัฐบาลตามวรรคหนึ่ง จะเป็นผลสมบูรณ์ต่อเมื่อได้ตราเป็นพระราชบัญญัติ
มาตรา 9
เพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานในประเทศไทยและเพื่อให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ของธนาคาร
(๑) ให้ยอมรับนับถือว่าธนาคารเป็นนิติบุคคล และให้ถือว่ามีภูมิลำเนาในประเทศไทย
(๒) ให้ธนาคารได้รับความคุ้มกันจากกระบวนการทางกฎหมายไม่ว่าในรูปใด ทั้งนี้ เว้นแต่ในกรณีที่มูลคดีเกิดขึ้นเกี่ยวกับการกู้เงิน การค้ำประกันเงินกู้ หรือการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ของธนาคาร ธนาคารอาจถูกฟ้องร้องในศาลซึ่งมีอำนาจพิจารณาคดีได้ กรณีจะเป็นประการใดก็ตาม ทรัพย์สินและสินทรัพย์ของธนาคารไม่ว่าอยู่ ณ ที่ใด และผู้ใดยึดถือไว้ให้ได้รับความคุ้มกันจากการยึด การอายัด และการบังคับคดีในรูปใด ๆ ก่อนที่ศาลจะได้พิพากษาจนถึงที่สุดให้ธนาคารแพ้คดี
(๓) ทรัพย์สินและสินทรัพย์ของธนาคารไม่ว่าอยู่ ณ ที่ใดและผู้ใดยึดถือไว้ และบรรณสารตลอดจนเอกสารของธนาคารหรือที่ธนาคารยึดถือไว้ไม่ว่าอยู่ ณ ที่ใด ให้ได้รับความคุ้มกันจากการค้น การเรียกเกณฑ์ การริบ การเวนคืน การยึดหรืออายัดในรูปอื่นใด ไม่ว่าจะเป็นการกระทำทางบริหาร หรือทางนิติบัญญัติ
(๔) ให้ทรัพย์สินและสินทรัพย์ทั้งปวงของธนาคารได้รับยกเว้นจากข้อกำกัด ข้อบังคับ การควบคุม และคำสั่งพักชำระหนี้ชั่วคราวในรูปใด ๆ ทั้งนี้ เพียงเท่าที่จำเป็นแก่การดำเนินงานตามวัตถุประสงค์และตามหน้าที่ของธนาคารให้บรรลุผลเท่านั้น
(๕) ให้ธนาคาร ทรัพย์สิน สินทรัพย์ รายได้ และการดำเนินธุรกิจของธนาคารได้รับยกเว้นจากภาษีและอากรศุลกากรทั้งปวง
(๖) ให้ผู้ว่าการ ผู้ว่าการสำรอง กรรมการ กรรมการสำรอง พนักงาน และลูกจ้างของธนาคาร รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญซึ่งปฏิบัติงานของธนาคารได้รับเอกสิทธิและความคุ้มกันในประเทศไทย ดังต่อไปนี้ (ก) ได้รับความคุ้มกันจากกระบวนการทางกฎหมายในการปฏิบัติงานตามหน้าที่ เว้นแต่ธนาคารจะสละความคุ้มกันนั้น (ข) ได้รับยกเว้นจากข้อกำกัดเกี่ยวกับการเข้าเมือง การจดทะเบียนคนต่างด้าว และการเกณฑ์ทหาร และได้รับความสะดวกในการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเช่นเดียวกับบุคคลในฐานะเทียบเท่าขององค์การสหประชาชาติและทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ แต่ทั้งนี้ นอกจากผู้ซึ่งมีสัญชาติไทย (ค) ได้รับความสะดวกในการเดินทางเช่นเดียวกับบุคคลในฐานะเทียบเท่าขององค์การสหประชาชาติและทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ (ง) ได้รับยกเว้นการเสียภาษีเงินได้จากเงินได้ที่ได้รับจากธนาคาร
(๑) ให้ยอมรับนับถือว่าธนาคารเป็นนิติบุคคล และให้ถือว่ามีภูมิลำเนาในประเทศไทย
(๒) ให้ธนาคารได้รับความคุ้มกันจากกระบวนการทางกฎหมายไม่ว่าในรูปใด ทั้งนี้ เว้นแต่ในกรณีที่มูลคดีเกิดขึ้นเกี่ยวกับการกู้เงิน การค้ำประกันเงินกู้ หรือการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ของธนาคาร ธนาคารอาจถูกฟ้องร้องในศาลซึ่งมีอำนาจพิจารณาคดีได้ กรณีจะเป็นประการใดก็ตาม ทรัพย์สินและสินทรัพย์ของธนาคารไม่ว่าอยู่ ณ ที่ใด และผู้ใดยึดถือไว้ให้ได้รับความคุ้มกันจากการยึด การอายัด และการบังคับคดีในรูปใด ๆ ก่อนที่ศาลจะได้พิพากษาจนถึงที่สุดให้ธนาคารแพ้คดี
(๓) ทรัพย์สินและสินทรัพย์ของธนาคารไม่ว่าอยู่ ณ ที่ใดและผู้ใดยึดถือไว้ และบรรณสารตลอดจนเอกสารของธนาคารหรือที่ธนาคารยึดถือไว้ไม่ว่าอยู่ ณ ที่ใด ให้ได้รับความคุ้มกันจากการค้น การเรียกเกณฑ์ การริบ การเวนคืน การยึดหรืออายัดในรูปอื่นใด ไม่ว่าจะเป็นการกระทำทางบริหาร หรือทางนิติบัญญัติ
(๔) ให้ทรัพย์สินและสินทรัพย์ทั้งปวงของธนาคารได้รับยกเว้นจากข้อกำกัด ข้อบังคับ การควบคุม และคำสั่งพักชำระหนี้ชั่วคราวในรูปใด ๆ ทั้งนี้ เพียงเท่าที่จำเป็นแก่การดำเนินงานตามวัตถุประสงค์และตามหน้าที่ของธนาคารให้บรรลุผลเท่านั้น
(๕) ให้ธนาคาร ทรัพย์สิน สินทรัพย์ รายได้ และการดำเนินธุรกิจของธนาคารได้รับยกเว้นจากภาษีและอากรศุลกากรทั้งปวง
(๖) ให้ผู้ว่าการ ผู้ว่าการสำรอง กรรมการ กรรมการสำรอง พนักงาน และลูกจ้างของธนาคาร รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญซึ่งปฏิบัติงานของธนาคารได้รับเอกสิทธิและความคุ้มกันในประเทศไทย ดังต่อไปนี้ (ก) ได้รับความคุ้มกันจากกระบวนการทางกฎหมายในการปฏิบัติงานตามหน้าที่ เว้นแต่ธนาคารจะสละความคุ้มกันนั้น (ข) ได้รับยกเว้นจากข้อกำกัดเกี่ยวกับการเข้าเมือง การจดทะเบียนคนต่างด้าว และการเกณฑ์ทหาร และได้รับความสะดวกในการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเช่นเดียวกับบุคคลในฐานะเทียบเท่าขององค์การสหประชาชาติและทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ แต่ทั้งนี้ นอกจากผู้ซึ่งมีสัญชาติไทย (ค) ได้รับความสะดวกในการเดินทางเช่นเดียวกับบุคคลในฐานะเทียบเท่าขององค์การสหประชาชาติและทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ (ง) ได้รับยกเว้นการเสียภาษีเงินได้จากเงินได้ที่ได้รับจากธนาคาร
มาตรา 10
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ได้มีการจัดตั้งธนาคารพัฒนาเอเชียขึ้น ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในอันที่จะส่งเสริมและเร่งรัดพัฒนาการเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังพัฒนาและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียและตะวันออกไกล
ประเทศไทยได้ตกลงจะเข้าเป็นภาคีสมาชิกในความตกลงว่าด้วยการสถาปนาธนาคารดังกล่าวนั้น จึงจำเป็นต้องออกกฎหมายเพื่อให้อำนาจรัฐบาลปฏิบัติการเกี่ยวกับธนาคารพัฒนาเอเชียตามข้อผูกพันซึ่งประเทศภาคีสมาชิกจะต้องปฏิบัติตามความตกลงดังกล่าว และเพื่อให้รัฐบาลมีอำนาจถือประโยชน์จากการเป็นภาคีสมาชิกด้วย