Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน
พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติให้อำนาจปฏิบัติการเกี่ยวกับกองทุนการเงินและธนาคารระหว่างประเทศ พ.ศ. 2494

27 มาตรา · ประกาศ 31 ม.ค. 2515 · แก้ไขล่าสุดโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติให้อำนาจปฏิบัติการเกี่ยวกับกองทุนการเงินและธนาคารระหว่างประเทศ พ.ศ. 2494 พ.ศ. 2521

โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายให้อำนาจเพื่อปฏิบัติการเกี่ยวกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการ ซึ่งประเทศไทยเป็นสมาชิก พระมหากษัตริย์โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

ในพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รังสิต กรมพระชัยนาทนเรนทร ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๔ เป็นปีที่ ๖ ในรัชกาลปัจจุบัน

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติให้อำนาจปฏิบัติการเกี่ยวกับกองทุนการเงินและธนาคารระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๔๙๔”
มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา 3 ในพระราชบัญญัตินี้ “กองทุนการเงิน” หมายความว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ “ธนาคารระหว่างประเทศ” หมายความว่า ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการ “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ “องค์การตัวแทน” หมายความว่า องค์การการเงินและการคลังที่รัฐมนตรีแต่งตั้งให้เป็นองค์การตัวแทนตามข้อตกลงว่าด้วยกองทุนการเงินระหว่างประเทศและข้อตกลงว่าด้วยธนาคารระหว่างประเทศ เพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการ “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้เป็นผู้ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ “สิทธิซื้อส่วนสำรอง” หมายความว่า สิทธิของประเทศไทยในการซื้อส่วนสำรองจากกองทุนการเงินตามเงื่อนไขแห่งข้อตกลงว่าด้วยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
มาตรา 4 ให้รัฐมนตรีมีอำนาจออกตั๋วสัญญาใช้เงินคลังแทนเงินตราไทยให้แก่ธนาคารระหว่างประเทศ แต่จำนวนเงินในตั๋วทั้งสิ้นที่คงอยู่ในขณะใดขณะหนึ่งต้องไม่เกินจำนวนเงินลงทุนที่ต้องจ่ายเป็นเงินตราไทยให้แก่ธนาคารระหว่างประเทศ ตั๋วสัญญาใช้เงินคลังที่ออกตามความในวรรคหนึ่ง ต้องเป็นตั๋วเปลี่ยนมือไม่ได้ มีข้อกำหนดไม่ให้คิดดอกเบี้ยและเป็นตั๋วชนิดใช้เงินเมื่อทวงถาม เมื่อได้รับทวงถามให้ใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินคลัง ให้รัฐมนตรีมีอำนาจจ่ายเงินตามจำนวนที่ได้รับทวงถามให้ใช้นั้น
มาตรา 4 ทวิ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจออกตั๋วสัญญาใช้เงินชนิดเปลี่ยนมือไม่ได้ มีข้อกำหนดไม่ให้คิดดอกเบี้ยและเป็นตั๋วชนิดใช้เงินเมื่อทวงถาม เพื่อการชำระเงินแก่กองทุนการเงินแทนเงินตราไทย รวมทั้งเพื่อแทนตั๋วสัญญาใช้เงินคลังที่รัฐมนตรีได้ออกให้แก่กองทุนการเงินไปก่อนแล้วตามพระราชบัญญัตินี้และยังมิได้ใช้เงินตามตั๋วนั้นในขณะที่มาตรานี้ใช้บังคับด้วย
มาตรา 5 ในทันทีที่ออกตั๋วสัญญาใช้เงินคลัง เพื่อทดแทนเงินซึ่งได้จ่ายไปตามงบประมาณแผ่นดิน ไม่ว่าเงินนั้นกองทุนการเงินหรือธนาคารระหว่างประเทศจะได้รับแล้วหรือไม่ ให้นำเงินซึ่งไม่ต้องจ่ายเพราะการออกตั๋วสัญญาใช้เงินคลังแทนนั้นส่งเข้าบัญชีเงินคงคลัง บัญชีเงินคงคลังตามความในวรรคก่อนหมายความถึงบัญชีเงินคงคลังบัญชีที่ ๑ ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง
มาตรา 5 ทวิ ให้รัฐมนตรีมีอำนาจถือประโยชน์จากสมาชิกภาพในธนาคารระหว่างประเทศทำการแทนรัฐบาลเพื่อกู้เงินและค้ำประกันการกู้เงินของรัฐบาลหรือองค์การของรัฐบาลจากธนาคารระหว่างประเทศตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่จะตกลงกัน การกู้เงินดังกล่าวจะเป็นผลสมบูรณ์ต่อเมื่อได้ตราขึ้นเป็นพระราชบัญญัติ บทบัญญัติมาตรานี้ ให้ใช้บังคับแก่การกู้เงินและการค้ำประกันการกู้เงินซึ่งได้กระทำตั้งแต่วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๔๙๘ เป็นต้นไป
มาตรา 5 ตรี ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจถือประโยชน์และรับภาระจากสมาชิกภาพแห่งกองทุนการเงินในนามของรัฐบาลในการดำเนินธุรกรรมทุกประการเกี่ยวกับบัญชีทั่วไปของกองทุนการเงิน รวมตลอดถึงการชำระเงินลงทุน ผลประโยชน์ ภาระค่าใช้จ่าย และผลกำไรหรือขาดทุนเนื่องจากการปฏิบัติในการนี้ทั้งสิ้นให้ตกเป็นของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อประโยชน์แห่งวรรคหนึ่ง ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยจ่ายคืนแก่รัฐบาลซึ่งทองคำเฉพาะส่วนที่มิใช่สินทรัพย์อันเป็นทุนสำรองเงินตราและเงินตราไทย ที่ได้จ่ายแก่กองทุนการเงินเป็นการชำระเงินลงทุนไปแล้วก่อนวันที่มาตรานี้ใช้บังคับ
มาตรา 5 จัตวา ให้ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ว่าการของประเทศไทยในกองทุนการเงินโดยตำแหน่ง ส่วนผู้ว่าการสำรองของประเทศไทยในกองทุนการเงินให้รัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้ง
มาตรา 5 เบญจ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้พิจารณาเรื่องต่าง ๆ ในการใช้สิทธิออกเสียงและดำเนินการตามข้อตกลงว่าด้วยกองทุนการเงินเกี่ยวกับบัญชีทั่วไป แล้วเสนอผลของการนั้นให้รัฐมนตรีทราบ ในกรณีที่เป็นการผูกพันนโยบายเศรษฐกิจของประเทศตามเงื่อนไขการใช้ทรัพยากรของกองทุนการเงินหรือในกรณีที่เกี่ยวกับนโยบายสำคัญอื่น ๆ ต้องได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีก่อน
มาตรา 5 ฉ ในกรณีที่ประเทศไทยมีสิทธิซื้อส่วนสำรองได้เป็นจำนวนเท่าใด ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจออกใบสำคัญสิทธิซื้อส่วนสำรองไม่เกินจำนวนนั้นเพื่อส่งเข้าทุนสำรองเงินตราตามความจำเป็นได้ ทั้งนี้ ตามวิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง ใบสำคัญสิทธิซื้อส่วนสำรองที่ได้ออกตามวรรคหนึ่ง ต้องมีมูลค่ารวมกันไม่เกินมูลค่าสิทธิซื้อส่วนสำรองที่ประเทศไทยถืออยู่ หักด้วยมูลค่าของทองคำ สินทรัพย์ต่างประเทศและสิทธิพิเศษถอนเงินที่นำส่งสมทบกองทุนการเงิน
มาตรา 6 ให้รัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งองค์การตัวแทนและพนักงานเจ้าหน้าที่ การแต่งตั้งให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา 7 องค์การตัวแทนมีอำนาจหน้าที่เก็บและรวบรวมสถิติใด ๆ อันจำเป็นในการปฏิบัติตามข้อผูกพันในฐานะที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกของกองทุนการเงินและธนาคารระหว่างประเทศ และเพื่อการนี้ให้มีอำนาจเรียกร้องให้บุคคลใด ๆ ยื่นรายการแสดงข้อความและตัวเลขอันเกี่ยวแก่สถิติใด ๆ ได้ ในกรณีที่บุคคลทำการร่วมกันเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิได้จดทะเบียน องค์การตัวแทนอาจเรียกร้องให้ห้างหุ้นส่วนนั้นยื่นรายการสำหรับกิจการของห้างหุ้นส่วน ในกรณีเช่นว่านี้ถ้าห้างหุ้นส่วนนั้นมีผู้จัดการ ให้หน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามคำเรียกร้องตกอยู่แก่ผู้จัดการ ถ้าไม่ปรากฏตัวผู้จัดการ ให้ตกแก่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน คำเรียกร้องให้ยื่นรายการ จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาแก่บุคคลทั่วไปที่เกี่ยวข้อง หรือจะทำเป็นหนังสือส่งถึงบุคคลใดโดยเฉพาะก็ได้
มาตรา 8 การเรียกร้องให้ยื่นรายการตามความในมาตรา ๗ ให้กระทำได้เฉพาะในเรื่องต่อไปนี้ และเรื่องที่รัฐมนตรีประกาศตามความในมาตรา ๙ (๑) ปริมาณทองคำและเงินปริวรรตต่างประเทศ ที่บุคคล องค์การธนาคาร และองค์การการเงินถืออยู่ในประเทศและต่างประเทศ
(๒) การผลิตทองคำ
(๓) ทองคำที่ส่งออกและนำเข้าในราชอาณาจักรแยกตามประเทศต้นทางและปลายทาง
(๔) สินค้าที่ส่งออกและนำเข้าทั้งสิ้นและราคาแยกตามประเทศต้นทางและปลายทาง
(๕) ดุลชำระเงินระหว่างประเทศรวมทั้งการค้าด้วยสิ่งของและบริการ การทำความตกลงเกี่ยวกับทองคำและเงินลงทุน และการอื่น
(๖) การลงทุนหาผลประโยชน์ระหว่างประเทศ คือ การลงทุนหาผลประโยชน์ภายในราชอาณาจักร โดยผู้ลงทุนหาผลประโยชน์อยู่ในต่างประเทศ และการลงทุนหาผลประโยชน์ในต่างประเทศโดยผู้ลงทุนหาผลประโยชน์อยู่ในราชอาณาจักร
(๗) รายได้ของชาติ
(๘) ดัชนีราคา คือดัชนีของราคาสินค้าในตลาดขายส่งและขายปลีก และราคาสินค้าส่งออกนอกและนำเข้าในราชอาณาจักร
(๙) อัตราซื้อและขายเงินตราต่างประเทศ
มาตรา 9 ให้รัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดเรื่องที่จะให้บุคคลยื่นรายการเพิ่มเติมจากที่ได้ระบุไว้ในมาตรา ๘ อีกได้เป็นครั้งคราวตามความจำเป็น การกำหนดเรื่องที่จะให้บุคคลยื่นรายการและตัวเลขตามความในวรรคก่อน ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา 10 คำเรียกร้องให้ยื่นรายการต้องระบุแบบซึ่งจะให้ผู้ถูกเรียกร้องกรอกข้อความและตัวเลข กับทั้งต้องกำหนดระยะเวลาที่จะต้องยื่น และระบุสถานที่ที่จะยื่นหรือผู้ที่จะรับรายการนั้นด้วย และจะกำหนดให้ยื่นเป็นครั้งคราวหรือเป็นการประจำตามระยะเวลาก็ได้ แต่ต้องกำหนดเวลาพอสมควรเพื่อให้ผู้มีหน้าที่ยื่นรายการปฏิบัติการตามคำเรียกร้องนั้นได้ด้วย
มาตรา 11 คำเรียกร้องให้ยื่นรายการตามความในมาตรา ๗ วรรคท้ายนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วก็ดี เมื่อได้ส่งถึงบุคคลใดโดยได้นำส่งแก่บุคคลนั้นเองหรือส่งแก่ผู้ใดที่มีอายุเกินยี่สิบปีซึ่งอยู่อาศัย หรือทำงานในบ้านเรือน หรือที่สำนักทำการงานที่ปรากฏว่าเป็นของบุคคลนั้นแล้วก็ดี ให้ถือว่าบุคคลผู้มีหน้าที่ยื่นรายการได้ทราบแล้ว
มาตรา 12 ผู้ใดทำสัญญากับธนาคารหรือบุคคลอื่นใดที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับเงินปริวรรตต่างประเทศ ผู้นั้นต้องแสดงเป็นหนังสือซึ่งข้อความและตัวเลขแก่ธนาคาร หรือบุคคลอื่นนั้นตามความจำเป็นที่ธนาคารหรือบุคคลอื่นนั้นจำต้องยื่นรายการตามความในมาตรา ๗ ผู้มีหน้าที่แสดงข้อความและตัวเลขตามความในวรรคก่อน ไม่จำต้องยื่นรายการตามมาตรา ๗
มาตรา 13 เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่มีเหตุอันควรสงสัยว่า ข้อความหรือตัวเลขที่ปรากฏในรายการใดเป็นเท็จ หรือขาดตกบกพร่อง พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้บุคคลผู้ยื่นหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือบุคคลอื่นที่เชื่อว่ามีความรู้เกี่ยวกับข้อความหรือตัวเลขนั้นมาให้ถ้อยคำหรือแสดงสมุดบัญชีหรือเอกสารประกอบตามความต้องการ และให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานที่ใด ๆ ในระหว่างเวลากลางวันเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อความหรือตัวเลขนั้นได้ ผู้ครอบครองสถานที่ที่พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าไปนั้นจะต้องให้ความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามสมควร
มาตรา 14 ข้อความและตัวเลขที่ปรากฏในรายการที่ยื่นตามความในพระราชบัญญัตินี้ก็ดี หรือที่ธนาคารหรือผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับเงินปริวรรตต่างประเทศได้มาตามมาตรา ๑๒ ก็ดี หรือที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาจากการตรวจสอบตามมาตรา ๑๓ ก็ดี บุคคลใดได้รู้มาเนื่องจากตำแหน่งหน้าที่ จะนำความรู้นี้ไปใช้เป็นประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่น หรือจะนำออกเปิดเผยโดยระบุเป็นรายบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนไม่ได้ ทั้งนี้ เว้นแต่จะเป็นการปฏิบัติภายในวงการเกี่ยวกับกองทุนการเงินและธนาคารระหว่างประเทศ หรือได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากบุคคลผู้ยื่นรายการ หรือผู้แสดงข้อความและตัวเลขตามมาตรา ๑๒ หรือที่จำเป็นต้องเปิดเผยเพื่อประโยชน์แก่การสอบสวนหรือพิจารณาคดีซึ่งมีผู้ต้องหาหรือจำเลยในการกระทำผิดต่อพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 15 สัญญาว่าด้วยการปริวรรตอันเกี่ยวด้วยเงินตราของประเทศใดที่เป็นสมาชิกแห่งกองทุนการเงิน หากขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินของประเทศนั้นที่ใช้อยู่หรือตราขึ้นอันสอดคล้องกับข้อตกลงว่าด้วยกองทุนการเงินระหว่างประเทศไม่มีผลบังคับในประเทศไทย ในกรณีเป็นที่สงสัยหรือไม่ทราบว่ากฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินของประเทศใดประเทศหนึ่งมีอยู่อย่างไร หรือสอดคล้องกับข้อตกลงว่าด้วยกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไม่ ให้ถือตามที่กองทุนการเงินแจ้งมา
มาตรา 16 ผู้ใด โดยไม่มีข้อแก้ตัวอันชอบด้วยเหตุผล ไม่ยื่นรายการตามคำเรียกร้องซึ่งองค์การตัวแทนเรียกร้องให้ยื่นตามความในพระราชบัญญัตินี้ก็ดี ไม่แสดงข้อความหรือตัวเลขตามความในมาตรา ๑๒ ก็ดี มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินห้าพันบาท* [*มาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. ๒๕๖๕ บัญญัติให้เปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวเป็นความผิดทางพินัย และให้ถือว่าอัตราโทษปรับอาญาเป็นอัตราค่าปรับเป็นพินัย]
มาตรา 17 ผู้ใด โดยรู้อยู่แล้ว
(๑) เอาความเท็จมาแสดงในรายการที่ยื่นตามคำเรียกร้องขององค์การตัวแทนซึ่งเรียกร้องให้ยื่นตามความในพระราชบัญญัตินี้
(๒) เอาข้อความหรือตัวเลขอันเป็นเท็จมาแสดงต่อธนาคารหรือบุคคลอื่น ซึ่งต้องแสดงตามความในมาตรา ๑๒ หรือ (๓) ให้ถ้อยคำเท็จ หรือแสดงสมุดบัญชีหรือเอกสารอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติการตามความในมาตรา ๑๓ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา 18 ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้สั่งตามมาตรา ๑๓ มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสองพันบาท* [*มาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. ๒๕๖๕ บัญญัติให้เปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวเป็นความผิดทางพินัย และให้ถือว่าอัตราโทษปรับอาญาเป็นอัตราค่าปรับเป็นพินัย]
มาตรา 19 ผู้ใดไม่ให้ความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓ มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสองร้อยบาท* [*มาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. ๒๕๖๕ บัญญัติให้เปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวเป็นความผิดทางพินัย และให้ถือว่าอัตราโทษปรับอาญาเป็นอัตราค่าปรับเป็นพินัย]
มาตรา 20 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๔ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา 21 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี

บทบัญญัติประกอบ หมายเหตุ และบทเฉพาะกาลของกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติม

พระราชบัญญัติให้อำนาจปฏิบัติการเกี่ยวกับกองทุนการเงินและธนาคารระหว่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๙๘

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากรัฐบาลและองค์การของรัฐบาล เช่น การรถไฟ และการท่าเรือ ได้เจรจากู้เงินจากธนาคารโลก เพื่อนำมาใช้จ่ายลงทุนในพัฒนาการทางเศรษฐกิจด้านต่าง ๆ ของประเทศ บางรายก็เจรจาเป็นผลสำเร็จแล้วตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้ เช่น การรถไฟ

ในการนี้จึงจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายใช้บังคับเป็นการย้อนหลังให้รัฐบาลดำเนินการได้โดยประจักษ์ชัดแจ้งขึ้น เพื่อให้รัฐบาลถือประโยชน์ในฐานะเป็นสมาชิกธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการทำการกู้เงินหรือค้ำประกันการกู้เงินจากธนาคารดังกล่าว

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๖๑ ลงวันที่ ๓๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๑๕

โดยที่คณะปฏิวัติพิจารณาเห็นว่า ภาระปฏิบัติการกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศซึ่งประเทศไทยเป็นสมาชิกนั้น ในส่วนใหญ่และสำคัญเป็นธุรกรรมเกี่ยวกับการธำรงเสถียรภาพในค่าเสมอภาคของบาท และการซื้อขายเงินตราต่างประเทศระหว่างประเทศไทยกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

ซึ่งโดยปกติอยู่ในหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่แล้ว สมควรจะให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ถือประโยชน์และรับภาระจากสมาชิกภาพในกองทุนการเงินระหว่างประเทศในนามของรัฐบาลในการดำเนินธุรกรรมทุกประการเกี่ยวกับบัญชีทั่วไปของกองทุนการเงินระหว่างประเทศได้เองโดยตรง

จำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจปฏิบัติการเกี่ยวกับกองทุนการเงินและธนาคารระหว่างประเทศให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ข้อ ๔ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติให้อำนาจปฏิบัติการเกี่ยวกับกองทุนการเงินและธนาคารระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๔๙๔ พ.ศ. ๒๕๒๑

มาตรา ๒ พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยเงินตรา เพื่อแก้ไขระบบการแลกเปลี่ยนเงินตราเสียใหม่ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

และโดยที่สมควรให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยออกใบสำคัญสิทธิซื้อส่วนสำรองเพื่อส่งเข้าทุนสำรองเงินตราเพื่อให้สอดคล้องกับระบบการแลกเปลี่ยนเงินตราที่กำหนดขึ้นใหม่ และเนื่องจากเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยเงินตราซึ่งต้องกระทำเป็นการรีบด่วนและเป็นความลับ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ขึ้น

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การอนุมัติพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติให้อำนาจปฏิบัติการเกี่ยวกับกองทุนการเงินและธนาคารระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๔๙๔ พ.ศ. ๒๕๒๑

พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. ๒๕๖๕

มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสองร้อยสี่สิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปเว้นแต่บทบัญญัติแห่งมาตรา ๓๗ และมาตรา ๓๘ วรรคหนึ่งให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

  มาตรา ๔ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และมีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

  มาตรา ๓๙ เมื่อพ้นกำหนดสามร้อยหกสิบห้าวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้เปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวตามกฎหมายในบัญชี ๑ ท้ายพระราชบัญญัตินี้ เป็นความผิดทางพินัยตามพระราชบัญญัตินี้ และให้ถือว่าอัตราโทษปรับอาญาที่บัญญัติไว้ในกฎหมายดังกล่าว เป็นอัตราค่าปรับเป็นพินัยตามพระราชบัญญัตินี้

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้บัญญัติให้รัฐพึงกำหนดโทษอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรง

ประกอบกับแผนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายได้กำหนดให้มีการปรับปรุงกฎหมายในการกำหนดโทษอาญาให้เหมาะสมกับสภาพความผิดหรือกำหนดมาตรการลงโทษให้เหมาะสมกับการกระทำความผิด และฐานะของผู้กระทำความผิดเพื่อมิให้บุคคลต้องรับโทษหนักเกินสมควร

หรือต้องรับภาระในการรับโทษที่แตกต่างกันอันเนื่องมาจากฐานะทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน เนื่องจากกรณีที่กฎหมายกำหนดโทษปรับ ผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีย่อมสามารถชำระค่าปรับได้ แต่ผู้มีฐานะยากจนและไม่อยู่ในฐานะที่จะชำระค่าปรับได้จะถูกกักขังแทนค่าปรับอันกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างรุนแรง

ประกอบกับเมื่อคำนึงถึงข้อห้ามหรือข้อบังคับที่กฎหมายกำหนดให้ประชาชนต้องปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติแล้ว จะพบว่ามีข้อห้ามหรือข้อบังคับจำนวนมากอาจรุกล้ำเข้าไปในสิทธิพื้นฐานหรือสร้างภาระอันเกินสมควรแก่ประชาชน และนับวันจะมีกฎหมายตราออกมากำหนดการกระทำให้เป็นความผิดมากขึ้น

หลายกรณีทำให้ประชาชนกลายเป็นผู้กระทำความผิดเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ บางกรณีกระทำไปเพราะความยากจนเหลือทนทาน และเมื่อได้กระทำความผิดแล้ว ก็ต้องถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา เช่น ถูกจับกุม คุมขัง พิมพ์ลายนิ้วมือ และลงบันทึกประวัติอาชญากรเป็นประวัติติดตัวตลอดไป

และในที่สุดไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ กระบวนการที่กล่าวมาย่อมสร้างรอยด่างให้เกิดแก่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้ามีทางใดที่จะป้องกันมิให้ประชาชนจะต้องตกเข้าสู่กระบวนการนั้นได้ จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนและขจัดความเหลื่อมล้ำในสังคมลงได้ตามสมควร

แม้ว่าการกำหนดมาตรการอันเป็นโทษที่ผู้กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีเพื่อให้กฎหมายมีสภาพบังคับ แต่โทษนั้นก็ไม่จำเป็นต้องใช้โทษอาญาเสมอไป ซึ่งนานาประเทศได้เริ่มปรับเปลี่ยนบทลงโทษจากความผิดอาญาเป็นมาตรการอื่นที่มิใช่โทษอาญามากขึ้น

รวมทั้งการใช้มาตรการอื่นแทนการลงโทษทางอาญา เช่น การคุมประพฤติ กรณีจึงสมควรที่ประเทศไทยจะพัฒนากฎหมายไทยให้สอดคล้องกับนานาประเทศ และเกิดประโยชน์แก่ประชาชนยิ่งขึ้น โดยปรับเปลี่ยนโทษอาญาบางประการที่มุ่งต่อการปรับเป็นเงินตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ

เปลี่ยนเป็นมาตรการปรับเป็นพินัยที่สร้างขึ้นใหม่ไม่ให้มีสภาพเป็นโทษอาญา โดยกำหนดหลักเกณฑ์ให้ใช้ดุลพินิจกำหนดค่าปรับที่ต้องชำระให้เหมาะสมกับสภาพความร้ายแรงแห่งการกระทำและฐานะทางเศรษฐกิจของผู้กระทำความผิดให้สอดคล้องกัน และในกรณีที่ผู้กระทำความผิดไม่มีเงินชำระค่าปรับ

อาจขอทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนการชำระค่าปรับได้ โดยไม่มีการกักขังแทนค่าปรับดังเช่นที่เป็นอยู่ในคดีอาญา การเปลี่ยนสภาพบังคับไม่ให้เป็นโทษอาญาโดยกำหนดวิธีการดำเนินการขึ้นใหม่เป็นการเฉพาะนี้ ย่อมจะช่วยทำให้ประชาชนที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการทางอาญา

และไม่มีประวัติอาชญากรรมติดตัวอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้จะเป็นกลไกทางกฎหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมและขจัดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตามเจตนารมณ์ของมาตรา ๗๗ และมาตรา ๒๕๘ ค. ด้านกฎหมาย (๑)

ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและแผนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย นอกจากนั้น สำหรับกฎหมายบางฉบับที่กำหนดให้มีโทษทางปกครอง แต่บัญญัติให้ฟ้องคดีต่อศาลที่มีเขตอำนาจในการพิจารณาคดีอาญาเพื่อบังคับชำระค่าปรับทางปกครองไว้แล้ว สมควรเปลี่ยนโทษดังกล่าวเป็นมาตรการปรับเป็นพินัยเช่นเดียวกัน

จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้