สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ให้ไว้ ณ วันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๑ เป็นปีที่ ๓ ในรัชกาลปัจจุบัน
มาตรา 1
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. ๒๕๖๑”
มาตรา 2
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา 3
ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. ๒๕๖๐
มาตรา 4
ในพระราชบัญญัตินี้ “ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” หมายความว่า ทรัพย์สินในพระองค์และทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์ “ทรัพย์สินในพระองค์” หมายความว่า ทรัพย์สินที่เป็นของพระมหากษัตริย์อยู่แล้วก่อนเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ทรัพย์สินที่รัฐทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย และทรัพย์สินที่ทรงได้มาไม่ว่าในทางใดและเวลาใดอันเป็นการส่วนพระองค์ ทั้งนี้ รวมถึงดอกผลที่เกิดจากบรรดาทรัพย์สินเช่นว่านั้นด้วย “ทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์” หมายความว่า ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์นอกจากทรัพย์สินในพระองค์
มาตรา 5
การใดที่มีผลทำให้สิ้นสุดการเป็นทรัพย์สินพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้ว ในกรณีที่มีปัญหาว่าทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ตามโบราณราชประเพณี ให้เป็นไปตามพระบรมราชวินิจฉัย
มาตรา 6
การจัดการ การดูแลรักษา การจัดหาผลประโยชน์ และการดำเนินการอื่นใดอันเกี่ยวกับทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย เพื่อการนี้ พระมหากษัตริย์จะทรงมอบหมายให้สำนักงานพระคลังข้างที่ บุคคลใด หรือหน่วยงานใดเป็นผู้จัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ สำหรับทรัพย์สินใดภายใต้เงื่อนไขอย่างใดก็ได้ เมื่อได้ทรงมอบหมายให้สำนักงานพระคลังข้างที่ บุคคลใด หรือหน่วยงานใดเป็นผู้จัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์สำหรับทรัพย์สินใดแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในกรณีทั้งปวงเกี่ยวกับทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ห้ามมิให้ระบุพระปรมาภิไธยหรือข้อความใดอันแสดงหรืออนุมานได้ว่าพระมหากษัตริย์เป็นคู่กรณีหรือคู่ความ ให้ระบุเพียงชื่อผู้ได้รับการมอบหมายดังกล่าวแล้ว และในกรณีที่ทรงมอบหมายให้บุคคลหรือหน่วยงานอื่นใดที่มิใช่สำนักงานพระคลังข้างที่เป็นผู้จัดการ ให้ต่อท้ายด้วยคำว่า “ผู้จัดการทรัพย์สินในพระองค์” หรือ “ผู้จัดการทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์” แล้วแต่กรณี สำหรับทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ที่สำนักงานพระคลังข้างที่มีหน้าที่เป็นผู้จัดการ ให้สำนักงานพระคลังข้างที่เป็นคู่กรณีหรือคู่ความ
มาตรา 7
ให้มีสำนักงานพระคลังข้างที่ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เป็นหน่วยงานในพระมหากษัตริย์ มีหน้าที่จัดการ ดูแลรักษา จัดหาผลประโยชน์ และดำเนินการอื่นใดอันเกี่ยวกับทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ตามที่จะทรงมอบหมาย ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ที่ยังมิได้ทรงมอบหมายให้บุคคลใดหรือหน่วยงานใดเป็นผู้จัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์นั้น ให้สำนักงานพระคลังข้างที่มีหน้าที่ดำเนินการตามวรรคหนึ่ง เว้นแต่จะมีพระบรมราชวินิจฉัยเป็นอย่างอื่น
มาตรา 8
ในสำนักงานพระคลังข้างที่ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการพระคลังข้างที่” ประกอบด้วย ประธานกรรมการและกรรมการอื่นซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย และในจำนวนนี้จะได้ทรงแต่งตั้งกรรมการพระคลังข้างที่คนหนึ่งเป็นผู้อำนวยการพระคลังข้างที่ ทำหน้าที่กรรมการและเลขานุการ การพ้นจากตำแหน่งกรรมการพระคลังข้างที่ และผู้อำนวยการพระคลังข้างที่ ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย คณะกรรมการพระคลังข้างที่มีอำนาจหน้าที่ดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของสำนักงานพระคลังข้างที่ ในการนี้ ให้มีอำนาจออกระเบียบเกี่ยวกับการบริหารกิจการและการบริหารงานบุคคลของสำนักงานพระคลังข้างที่ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ ผู้อำนวยการพระคลังข้างที่มีอำนาจหน้าที่บริหารกิจการสำนักงานพระคลังข้างที่ให้เป็นไปตามระเบียบของคณะกรรมการพระคลังข้างที่และที่คณะกรรมการพระคลังข้างที่กำหนด และเป็นผู้แทนของสำนักงานพระคลังข้างที่ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก รายได้จากทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ให้สำนักงานพระคลังข้างที่นำไปจ่ายหรือลงทุนได้ ทั้งนี้ ตามที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้ว ส่วนที่เหลือจะจำหน่ายหรือใช้สอยได้ก็แต่โดยพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย
มาตรา 9
ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์จะต้องเสียภาษีอากร หรือได้รับยกเว้นภาษีอากร ย่อมเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
มาตรา 10
ให้ทรัพย์สินส่วนพระองค์ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นทรัพย์สินในพระองค์ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้บุคคล หน่วยงาน หรือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ใดตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. ๒๕๖๐ อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ยังคงมีอำนาจจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์นั้นตามที่ได้ทรงมอบหมายต่อไป จนกว่าจะมีพระบรมราชวินิจฉัยเป็นอย่างอื่น
มาตรา 11
ให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. ๒๕๖๐ เป็นสำนักงานพระคลังข้างที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และผู้อำนวยการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นคณะกรรมการพระคลังข้างที่และผู้อำนวยการพระคลังข้างที่ แล้วแต่กรณี ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ ความผูกพัน และพนักงานและลูกจ้างของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาเป็นของสำนักงานพระคลังข้างที่ตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 12
ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงการจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ให้เหมาะสมแก่การบริหารจัดการยิ่งขึ้น โดยถวายเป็นพระราชอำนาจในการจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย
เพื่อให้การใช้ประโยชน์ทรัพย์สินนั้นเป็นไปโดยเหมาะสมตามที่จะทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยตามโบราณราชประเพณี จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
บทบัญญัติประกอบ หมายเหตุ และบทเฉพาะกาลของกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติม
พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์พ.ศ. ๒๕๖๑ ให้แก้ไขคำว่า “สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” เป็นคำว่า “สำนักงานพระคลังข้างที่”คำว่า “คณะกรรมการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” เป็นคำว่า “คณะกรรมการพระคลังข้างที่” คำว่า“กรรมการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” เป็นคำว่า “กรรมการพระคลังข้างที่”
และคำว่า “ผู้อำนวยการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์”เป็นคำว่า “ผู้อำนวยการพระคลังข้างที่” ทุกแห่ง
มาตรา ๔ ให้บรรดากิจการทั้งปวงของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์พ.ศ. ๒๕๖๑ เป็นกิจการของสำนักงานพระคลังข้างที่ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ บทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ข้อบังคับระเบียบ
ประกาศ คำสั่ง รวมตลอดถึงเอกสารที่เกี่ยวกับนิติกรรมหรือสัญญา หรือเอกสารแสดงสิทธิหน้าที่ และความผูกพันใด ๆ ที่อ้างถึง “สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” “คณะกรรมการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์”“กรรมการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” หรือ “ผู้อำนวยการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” ให้ถือว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายกฎ
ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ คำสั่ง รวมตลอดถึงเอกสารที่เกี่ยวกับนิติกรรมหรือสัญญาหรือเอกสารแสดงสิทธิ หน้าที่ และความผูกพันใด ๆ นั้นอ้างถึงและหมายถึง “สำนักงานพระคลังข้างที่”“คณะกรรมการพระคลังข้างที่” “กรรมการพระคลังข้างที่” หรือ “ผู้อำนวยการพระคลังข้างที่”แล้วแต่กรณี
มาตรา ๕ ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิหน้าที่ และภาระผูกพันของสำนักพระราชวังเฉพาะส่วนของสำนักงานพระคลังข้างที่ ไปเป็นของสำนักงานพระคลังข้างที่ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ตามที่เลขาธิการพระราชวังกำหนด
มาตรา ๖ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่พระคลังข้างที่เป็นหน่วยงานที่มีภาระหน้าที่ในการดูแลจัดการพระราชทรัพย์ของพระมหากษัตริย์มาแต่โบราณกาล ซึ่งต่อมาได้มีการจัดตั้งสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เพื่อทำหน้าที่แทน เพื่อเป็นการสืบทอดประวัติความเป็นมาให้สอดคล้องกับโบราณราชประเพณี
จึงสมควรเปลี่ยนชื่อสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เป็นสำนักงานพระคลังข้างที่ และสมควรรวมกิจการของสำนักพระราชวังเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับสำนักงานพระคลังข้างที่เดิมเข้ามาบริหารจัดการโดยสำนักงานพระคลังข้างที่ตามพระราชบัญญัตินี้ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้