Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน
พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติว่าด้วยสภากาชาดไทย พระพุทธศักราช 2461

33 มาตรา · ประกาศ 16 มิ.ย. 2461 · แก้ไขล่าสุดโดย พระราชบัญญัติว่าด้วยสภากาชาดไทย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2550

เมื่อปีพระพุทธศักราช ๒๔๓๖ พระราชวงศานุวงศ์และข้าราชการประชาชนชายหญิงมากหลายได้มีน้ำใจปรีดีพร้อมเพรียงกันออกเงินเป็นทุนตั้งสมาคมขึ้นอย่างหนึ่ง สำหรับจัดหาเครื่องยาเครื่องพยาบาลให้แก่ทหารซึ่งต้องไปราชการในสนามกระทำกิจ ทั้งนี้ ด้วยความเมตตาการุณเป็นการเชิดชูเกียรติคุณของชาติบ้านเมืองจึงสมเด็จพระบรมชนกนารถพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจุฬาลงกรณ์พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯรับสมาคมนั้นเข้าไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ และพระราชทานนามว่า “สภาอุนาโลมแดง” แต่ภายหลังเปลี่ยนนามเป็น“สภากาชาดไทย”และสมเด็จพระบรมราชินีนารถพระบรมราชชนนีพันปีหลวงได้ทรงรับตำแหน่งสภานายิกามีกรรมการินีจัดดำเนินการของสภาตลอดมาเป็นลำดับ สภาได้ทำประโยชน์ให้แก่มหาชนเป็นอเนกประการเช่นสร้างโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ขึ้นเป็นที่รักษาพยาบาลคนเจ็บไข้ทั่วไปทั้งตั้งโรงเรียนนางพยาบาลเพื่อฝึกหัดสั่งสอนกุลสตรีให้มีความรู้ในเชิงการพยาบาลไข้และช่วยการคลอดบุตรสำหรับทำคุณประโยชน์ให้แก่เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย ดังนี้เป็นต้น บัดนี้ ทรงพระราชดำริว่าสมควรจักวางระเบียบการสำหรับสภากาชาดไทยนี้ให้เป็นหลักฐานมั่นคงบริบูรณ์ดียิ่งขึ้นจึงมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้ตราพระราชบัญญัติไว้สืบไปดังนี้ ว่า

พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการมา ณ พระสุรสีหนาทให้ประกาศทราบทั่วกันว่า

หมวดที่ ๑ ว่าด้วยความมุ่งหมาย สำหรับสภาและหน้าที่กรรมการ

มาตรา 1 สภากาชาดไทยมีไว้ด้วยความมุ่งหมายจะกระทำกิจในทางเมตตาการุณดังจะกล่าวต่อไปนี้ ก. จัดสถานที่ถาวรสำหรับทำการรักษาพยาบาลคนเจ็บไข้ ไม่ว่าชาติใดภาษาใด ข. จัดการช่วยเหลือผู้รับภัยเนื่องจากอุบัติเหตุ เช่นมีโรคร้ายเกิดแพร่หลายขึ้นในทำเลใดทำเลหนึ่ง เกิดอุทกภัย ดังนี้เป็นต้น ค. จัดการสั่งสอนนางพยาบาล สะสมบุคคลที่จะทำการในหน้าที่นางพยาบาล และอำนวยการทั้งปวงในเรื่องนี้ ง. บำรุงกิจการทางแพทยศาสตร์ให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น จ. ช่วยกองทัพบกทัพเรือในทางพยาบาล ทั้งในเวลาสงครามและยามสงบศึก ให้สภากาชาดไทยมีฐานะเป็นนิติบุคคล ดำเนินการอันเป็นสาธารณกุศลเพื่อมนุษยธรรมตามหลักการของกาชาดสากล และพึงได้รับการสนับสนุนการดำเนินการจากรัฐ
มาตรา 2 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงตำแหน่งบรมราชูปถัมภกแห่งสภานี้
มาตรา 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งบุคคลผู้ไว้วางพระราชหฤทัยอย่างสนิทเป็นสภานายก ๑ (ถ้าเป็นหญิงก็เรียกว่าสภานายิกา) อุปนายกผู้อำนวยการสภา ๑
มาตรา 4 นอกจากที่กล่าวแล้วในมาตรา ๓ ให้มีตำแหน่งกรรมการของสภา คือ เลขาธิการ ๑ ผู้ช่วยเลขาธิการ ๑ เหรัญญิก ๑ ผู้ช่วยเหรัญญิก ๑ กรรมการที่ปรึกษา ไม่จำกัดจำนวน ผู้อำนวยการกองแยกของสภา เช่นผู้อำนวยการโรงพยาบาลของสภาโรงใดโรงหนึ่ง ดังนี้เป็นต้น ตำแหน่งกรรมการของสภา ซึ่งกล่าวมานี้ ให้สภานายกเป็นผู้เลือกบุคคลและสั่งตั้งบรรจุได้เอง
มาตรา 5 สภานายกกับอุปนายกผู้อำนวยการสภา เป็นผู้อำนวยการสั่งการร่วมกันแทนกัน ให้การงานทั้งปวงของสภาดำเนินไปโดยเรียบร้อย ทั้งมีอำนาจบังคับบัญชาการสิทธิ์ขาดในกิจการทั้งปวงของสภานี้ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สภานายกและอุปนายกผู้อำนวยการสภากาชาดไทย กราบบังคมทูลพระกรุณาโดยตรงในเรื่องซึ่งเกี่ยวกับกิจการของสภา ทั้งพูดจาโต้ตอบกับเสนาบดีเจ้ากระทรวงทบวงการได้ในฐานะเสมอหน้ากัน
มาตรา 6 เลขาธิการ มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบในการสรรพหนังสือ ซึ่งมีโต้ตอบไปมาระหว่างกรรมการสภาและคณะอื่น ๆ ทั้งเป็นผู้รวบรวมรักษาข้อบังคับคำสั่งและระเบียบการทั้งปวง กับมีหน้าที่ในเรื่องรับสมาชิกขึ้นทะเบียนจำหน่ายออกจากทะเบียนและรักษาทะเบียนนั้น มีผู้ช่วยเลขาธิการช่วยเหลือในการทั้งปวงนี้
มาตรา 7 เหรัญญิก มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบในสรรพกิจซึ่งเนื่องกับการเบิกจ่ายการรักษาเงิน ผลประโยชน์ และสมบัติทั้งปวงของสภา มีผู้ช่วยเหรัญญิกช่วยเหลือในการทั้งปวงนี้ ระเบียบการเบิกจ่ายรักษาเงินให้ดำเนินอนุโลมตามระเบียบของกระทรวงพระคลังมหาสมบัติมากที่สุดที่จะเป็นได้
มาตรา 8 กรรมการที่ปรึกษา เป็นตำแหน่งสำหรับให้เกียรติยศแก่ผู้ที่ได้ทำการช่วยเหลือสภามาแล้วในกิจการต่าง ๆ หรือกำลังทำอยู่ให้มีหน้าที่ทำการทั้งปวงซึ่งสภานายก หรืออุปนายกผู้อำนวยการขอร้องให้กระทำ
มาตรา 9 ผู้อำนวยการกองแยกนั้น เมื่อได้รับมอบให้เป็นหัวหน้าในกองใด เช่นเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลของสภา เป็นผู้อำนวยการปาสตุระสภา เป็นผู้อำนวยการกองพยาบาลสนามดังนี้เป็นต้น ก็ให้เป็นผู้รับผิดชอบและบังคับบัญชาให้การงานในกองนั้น ๆ ดำเนินไปโดยเรียบร้อยสมประสงค์ของกรรมการสภา ผู้อำนวยการเหล่านี้ มีอำนาจที่จะออกข้อบังคับวางระเบียบการต่าง ๆ ภายในกองของตน แต่ก่อนที่จะออกนั้นต้องได้หารือและได้รับอนุมัติจากอุปนายกผู้อำนวยการสภาเสียก่อน
มาตรา 10 พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้กรรมการสภากาชาดไทย จัดการเรี่ยไรในหนทางต่าง ๆ ที่ชอบด้วยพระราชกำหนดกฎหมาย เพื่อรับเงินมาเป็นทุนดำเนินกิจการของสภาให้เจริญรุ่งเรืองยิ่ง ๆ ไป

หมวดที่ ๒ ว่าด้วยสมาชิก

มาตรา 11 บุคคลซึ่งจะเข้าเป็นสมาชิกในสภากาชาดไทย ต้องเป็นผู้ซึ่งอุปถัมภ์ค้ำชูช่วยเหลือทำนุบำรุงหรือทำประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่สภา หรือที่อุปนายกผู้อำนวยการเห็นว่าสมควรเชิญเป็นสมาชิกพิเศษเพราะจะนำมาซึ่งเกียรติศักดิ์แก่สภา อนึ่ง ผู้ซึ่งจะเป็นสมาชิกนั้นไม่จำกัดว่าหญิงหรือชายย่อมจะเป็นได้เท่ากัน
มาตรา 12 ให้แบ่งสมาชิกออกเป็น ๔ ประเภท คือ ๑. สมาชิกพิเศษ ๒. สมาชิกกิตติมศักดิ์ ๓. สมาชิกวิสามัญ ๔. สมาชิกสามัญ
มาตรา 13 สมาชิกพิเศษ ได้แก่ผู้ซึ่งอุปนายกผู้อำนวยการเชิญเป็นสมาชิก เพราะจะนำมาซึ่งเกียรติศักดิ์แก่สภาดังว่ามาแล้ว
มาตรา 14 สมาชิกกิตติมศักดิ์ ได้แก่ผู้ซึ่งได้ให้ทรัพย์สินเงินทองแก่สภา เช่นให้เงินสำหรับสร้างถาวรวัตถุ ให้ทรัพย์สมบัติอย่างใด ๆ ในคราวเดียวซึ่งตีราคาได้กว่า ๓,๐๐๐ บาท หรือให้เงินในคราวเดียวกว่า ๓,๐๐๐ บาทขึ้นไป ผู้ใดได้ให้ทรัพย์สินเงินทองแก่สภาแล้วดังว่านี้ นับแต่ต้นปีพระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ลงมา ให้นับว่าเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์จงทุกคน
มาตรา 15 สมาชิกวิสามัญ ได้แก่ผู้ซึ่งให้เงินแก่สภาเป็นการบำรุงประจำปี ปีละไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ บาท ทุก ๆ ปีไป
มาตรา 16 สมาชิกสามัญ ได้แก่ผู้มีความรู้สอบไล่ได้ประกาศนียบัตรของสภากาชาดไทยในวิชาพยาบาลอย่าง ๑ ทั้งได้แก่ผู้ให้เงินบำรุงสภาประจำปี ปีละ ๑๐ บาททุกปีเสมอไป
มาตรา 17 ผู้ใดสมัครจะเข้าเป็นสมาชิกประเภทใดประเภทหนึ่งดังกล่าวไว้ในมาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ ให้เขียนจดหมายแสดงความประสงค์ส่งมายังอุปนายกผู้อำนวยการ หรือเลขาธิการสภา เมื่ออุปนายกผู้อำนวยการพิจารณาเห็นสมควรจะรับเป็นสมาชิกแล้ว จักได้สั่งให้ขึ้นทะเบียน และแจ้งไปให้ผู้นั้นทราบ หรือให้เลขาธิการแจ้งไปให้ทราบ
มาตรา 18 สมาชิกมีสิทธิที่จะขอให้แพทย์ของสภาทำการรักษาพยาบาลให้ แล้วเสียเงินค่ารักษาพยาบาลเพียงครึ่งอัตราซึ่งเก็บจากคนที่มิใช่สมาชิก
มาตรา 19 การส่งเงินบำรุงนั้น จะส่งตรงให้สภานายก หรืออุปนายกผู้อำนวยการ หรือเลขาธิการ หรือเหรัญญิก ก็ได้ทั้งสิ้น ส่งเป็นตัวเงินก็ได้ เป็นใบเช็คหรือเป็นธนาณัติเป็นตั๋วดร๊าฟต์ก็ได้
มาตรา 20 ในวันสิ้นปีใดปีหนึ่ง ถ้าปรากฏว่าสมาชิกวิสามัญหรือสมาชิกสามัญผู้ใด มิได้ส่งเงินบำรุงประจำปีนั้นมายังกรรมการสภา ให้นับว่าขาดจากสมาชิก ให้คัดนามออกจากทะเบียนทีเดียว
มาตรา 21 สมาชิกผู้ใดมีความประสงค์จะลาออกจากตำแหน่งสมาชิก ก็ทำได้ แต่ต้องแจ้งความเป็นลายลักษณ์อักษรมายังเลขาธิการ และถ้ามีหนี้เกี่ยวค้างอยู่กับสภา ต้องใช้เสียให้เสร็จสิ้นก่อนออก
มาตรา 22 ให้เป็นที่เข้าใจกันว่าสภากาชาดไทยนี้เป็นสมาคมสำหรับประกอบการกุศลโดยแท้ การเข้าเป็นสมาชิกในสภานี้ชอบด้วยพระราชนิยมยิ่งนัก เพราะฉะนั้น ในกระทรวงทบวงการใดมีกฎข้อบังคับว่าผู้รับราชการในกระทรวงทบวงการนั้น ๆ ต้องขออนุญาตผู้บังคับบัญชาก่อนเข้าเป็นสมาชิกในสมาคมต่าง ๆ ดังนั้นไซร้ ให้ถือว่าการเข้าเป็นสมาชิกสภากาชาดไทยนี้ พระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วเสร็จ

หมวดที่ ๓ ว่าด้วยเครื่องหมาย

มาตรา 23 รูปกาชาด (กากบาทแดง) เป็นเครื่องหมายของสภากาชาดไทยเช่นเดียวกับสภากาชาดของทุกประเทศ ห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดภายในพระราชอาณาเขตไทยนี้ใช้รูปกาชาด (กากบาทแดง) นี้เป็นเครื่องหมายสำหรับการใด ๆ เช่นใช้เป็นตรายี่ห้อในการขายของเป็นต้น ห้ามมิให้เขียนหรือติดไว้ ณ ที่ใด ๆ เป็นอันขาด นอกจากได้รับอนุญาตแล้วจากกรรมการสภากาชาดไทย
มาตรา 24 ให้มีเครื่องหมายสำหรับสมาชิกของสภากาชาดไทยเป็นเข็มกลัดทองลงยาหรือเงินกาไหล่ทองลงยา รูปกลมเส้นศูนย์กลางยาว ๒ ๑/๒ เซนติเมตร ขอบวงกลมนั้นมีรูปเป็นจักร และมีอักษรพระบรมนามาภิไธยย่อ จ.ป.ร. ทับบนรูปกาชาดวางอยู่กลาง เข็มนี้สำหรับกลัดที่อกเสื้อ
มาตรา 25 เฉพาะผู้ซึ่งเป็นกรรมการหรือสมาชิกของสภากาชาดไทยเท่านั้นจะมีสิทธิกลัดเข็มนี้ได้ และเข็มนี้กรรมการสภาจะแจกให้แก่สมาชิกทุกคนไม่คิดราคา ผู้ใดออกจากสมาชิกต้องส่งเข็มนี้คืน

หมวดที่ ๔ ว่าด้วยการลงอาญาแก่ผู้ละเมิดพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 26 ผู้ใดใช้รูปกาชาดเป็นเครื่องหมายสำหรับการใด ๆ เขียนหรือติดไว้ ณ ที่ใด ๆ โดยมิได้รับอนุญาตจากกรรมการสภากาชาดไทยก่อน ท่านว่าผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษ จำขังไม่เกิน ๓ เดือน สถาน ๑ ปรับไม่เกิน ๑๐๐๐ บาท สถาน ๑ หรือทั้งจำขังและปรับไม่เกินกำหนดซึ่งว่ามาแล้วนั้น
มาตรา 27 ผู้ใดซึ่งมิได้เป็นกรรมการหรือสมาชิกสภากาชาดไทยประดับเข็มเครื่องหมายสำหรับสมาชิกสภากาชาดไทย ท่านว่าผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษ จำขังไม่เกิน ๓ เดือน สถาน ๑ ปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท สถาน ๑ หรือทั้งจำขังและปรับไม่เกินกำหนดซึ่งว่ามาแล้วนั้น
มาตรา 28 การฟ้องเอาโทษแก่ผู้ละเมิดพระราชบัญญัตินี้ ให้เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานอัยการแผ่นดินแต่ฝ่ายเดียว

หมวดที่ ๕ ว่าด้วยกำหนดเริ่มใช้และผู้รักษาพระราชบัญญัติ

มาตรา 29 ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป และให้ยกเลิกพระราชบัญญัติห้ามใช้เครื่องหมายกากะบาทแดงซึ่งได้ประกาศให้ใช้แต่วันที่ ๗ มกราคม พระพุทธศักราช ๒๔๕๔ นั้นเสีย ไม่ใช้ต่อไป
มาตรา 30 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 31 ให้สภานายกและอุปนายกผู้อำนวยการสภากาชาดไทย มีอำนาจที่จะออกข้อบังคับวางระเบียบการละเอียดสำหรับเจ้าหน้าที่ทั้งปวงในสภากาชาดไทยปฏิบัติตามนั้นได้
ประกาศมา ณ วันที่ ๑๒ มิถุนายนพระพุทธศักราช ๒๔๖๑
รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยนามประเทศ พุทธศักราช ๒๔๘๒
มาตรา 2 ให้ใช้รัฐธรรมนูญนี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา 3 นามประเทศนี้ให้เรียกว่า ประเทศไทย และบทแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นใด ซึ่งใช้คำว่า สยาม ให้ใช้คำว่า ไทย แทน
บทบัญญัติประกอบ หมายเหตุ และบทเฉพาะกาลของกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติม

พระราชบัญญัติว่าด้วยสภากาชาดไทยเพิ่มเติม พระพุทธศักราช ๒๔๖๓

มาตรา ๒ ให้เริ่มใช้พระราชบัญญัตินี้เป็นกฎหมายตั้งแต่วันที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓ ให้สภานายกหรือสภานายิกา เมื่อได้รับอนุมัติและความยินยอมของคณะกรรมการแห่งสภาแล้ว มีอำนาจวางข้อบังคับว่าด้วยความประสงค์ ว่าด้วยระเบียบการปกครองและวิธีดำเนินการของสภา ว่าด้วยการกำหนดจำนวนและการเลือกตั้งกรรมการ ว่าด้วยการประชุมและวิธีปรึกษาการของกรรมการและว่าด้วยการเรี่ยไรเงินและเก็บเงินจากสมาชิก บรรดาข้อบังคับซึ่งได้วางขึ้นไว้ดังกล่าวนั้น เมื่อได้นำลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ฟังว่าเป็นอันใช้ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ตั้งแต่วันที่ได้ประกาศให้ทราบนั้นเป็นต้นไป

มาตรา ๔ ตั้งแต่วันที่เริ่มใช้พระราชบัญญัตินี้เป็นต้นไป ให้ยกเลิกข้อความในพระราชบัญญัติว่าด้วยสภากาชาดไทย พระพุทธศักราช ๒๔๖๑ แต่เฉพาะส่วนที่เป็นปฏิปักษ์ต่อบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือต่อข้อบังคับซึ่งสภานายกหรือสภานายิกาได้วางไว้ โดยอาศัยอำนาจตามความในพระราชบัญญัตินี้เสียทั้งสิ้น

ประกาศรวมการปกครองท้องที่ และแบ่งปันหน้าที่ราชการระหว่างกระทรวงหาดไทยกับกระทรวงยุติธรรม

มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ สั่งว่า แต่เดิมมาการปกครองท้องที่แยกย้ายกันอยู่เป็นหลายกระทรวง คือการปกครองพระนครเป็นหน้าที่กระทรวงนครบาล การปกครองหัวเมืองเป็นหน้าที่กระทรวงต่าง ๆ ซึ่งเมื่อพุทธศักราช ๒๔๓๕ (ร.ศ. ๑๑๑) ได้โปรดเกล้าฯ ให้รวมมาไว้เป็นหน้าที่กระทรวงมหาดไทยแต่แห่งเดียว บัดนี้

ทรงพระดำริว่า ราชการได้ดำเนินมาถึงขีดคั่นอันสมควรแล้วที่จะรวมหน้าที่ปกครองนี้ไว้ในกระทรวงเดียวได้ เพราะฉะนั้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมหน้าที่ราชการในกระทรวงนครบาลนอกจากที่จะได้กล่าวถึงต่อไปข้างล่างนี้เข้าไว้ในกระทรวงมหาดไทย ส่วนการปกครองท้องที่พร้อมงาน ประชาภิบาล นคราภิบาล ฯลฯ

อันเป็นหน้าที่เฉพาะกรุงเทพมหานครนั้น ให้มีสมุหพระนครบาลเป็นหัวหน้ารับผิดชอบอย่างสมุหเทศาภิบาลแห่งมณฑลต่าง ๆ ทั่วพระราชอาณาจักร อนึ่ง ทรงพระดำริว่า กรมราชทัณฑ์เป็นกรมที่มีหน้าที่เกี่ยวพันอยู่กับศาลยุติธรรม เป็นปกติ ในกาลที่แล้วมาได้อาศัยฝากไว้ให้เสนาบดีกระทรวงนครบาลควบคุมเป็นการชั่วคราวเท่านั้น

บัดนี้ สมควรจะยกกลับคืนไปมอบให้กระทรวงยุติธรรมดูแลบังคับบัญชาตามหน้าที่ได้กรม ๑ กับกรมอัยการซึ่งแต่เดิมมาทางกรุงเทพฯ ขึ้นอยู่ในกระทรวงยุติธรรม แต่ฝ่ายหัวเมืองขึ้นอยู่ในกระทรวงมหาดไทย และภายหลังได้ยกไปรวมไว้เป็นกรมเดียวกันขึ้นอยู่ในกระทรวงยุติธรรมนั้น บัดนี้ สมควรที่จะยกมาไว้ในกระทรวงมหาดไทย

เพื่อให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองได้ปฏิบัติการถนัดขึ้น เพราะฉะนั้น ให้โอนกรมราชทัณฑ์จากกระทรวงนครบาลมาขึ้นกระทรวงยุติธรรม และโอนกรมอัยการจากกระทรวงยุติธรรมมาขึ้นในกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศมา ณ วันที่ ๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๖๕ เป็นปีที่ ๑๓ ในรัชกาลปัจจุบัน

พระราชบัญญัติเทียบตำแหน่งรัฐมนตรีกับตำแหน่งเสนาบดีแต่ก่อน พุทธศักราช ๒๔๗๕

มาตรา ๒ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัติและบทกฎหมายอื่นใด ซึ่งประกาศใช้อยู่ในเวลานี้ คำว่า เสนาบดี ให้อ่านเป็นรัฐมนตรี คำที่กล่าวถึงเสนาบดีกระทรวงใด ๆ ให้หมายความว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงนั้น ๆ และคำว่า กฎเสนาบดี ให้อ่านเป็นกฎกระทรวง

หมวดที่ ๓/๑ เหรียญกาชาด

มาตรา ๒๕/๑ เหรียญกาชาดมีสามประเภท คือ เหรียญกาชาดสมนาคุณ เหรียญกาชาดสรรเสริญ และเหรียญกาชาดสดุดี

มาตรา ๒๕/๒ เหรียญกาชาดสมนาคุณ มีลักษณะเป็นเหรียญโลหะกลมแบน เส้นผ่าศูนย์กลาง ๒๗ มิลลิเมตร ด้านหน้ามีรูปกาชาดและรูปนางพยาบาลประคองทารกกับคนชรา ด้านหลังกลางเหรียญมีที่ว่างสำหรับจารึกนามผู้ได้รับเหรียญและพุทธศักราช ภายในวงขอบเหรียญเบื้องบนมีข้อความว่า “สภากาชาด” และภายในวงขอบเหรียญเบื้องล่างมีข้อความว่า “สมนาคุณ” ด้านหน้ามีห่วงเป็นรูปกระหนก สำหรับบุรุษใช้ห้อยกับแพรแถบสีขาวกว้าง ๓๐ มิลลิเมตร ด้านหน้าแพรแถบตรงกลางมีกาชาดลงยา สำหรับสตรีใช้ห้อยกับแพรแถบดังกล่าวผูกเป็นรูปแมลงปอ เหรียญกาชาดสมนาคุณ มีลำดับเป็น ๓ ชั้น คือ ชั้นที่ ๑ ทองคำลงยาที่กาชาด ชั้นที่ ๒ เงินกาไหล่ทอง ชั้นที่ ๓ เงินรมดำ

มาตรา ๒๕/๓ เหรียญกาชาดสรรเสริญ มีลักษณะเป็นเหรียญทองแดงแบนรูปกาชาดมีวงกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓๐ มิลลิเมตรทับอยู่ ด้านหน้ามีรูปนางเมขลาอุ้มพระชนกขึ้นจากมหาสมุทร ด้านหลังกลางเหรียญมีข้อความว่า “กาชาดสรรเสริญ” มีห่วงห้อย สำหรับบุรุษใช้ห้อยกับแพรแถบสีขาว กว้าง ๓๐ มิลลิเมตร มีริ้วสีแดงใกล้ขอบทั้งสองข้าง ด้านหน้าแพรแถบตรงกลางมีกาชาดลงยา สำหรับสตรีใช้ห้อยกับแพรแถบดังกล่าวผูกเป็นรูปแมลงปอ

มาตรา ๒๕/๔ เหรียญกาชาดสดุดี มีลักษณะเป็นเหรียญกลมแบน เส้นผ่าศูนย์กลาง ๓๐ มิลลิเมตร ด้านหน้า กลางเหรียญมีพระรูปสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงฉลองพระองค์ชุดไทยประยุกต์ ทรงสายสะพายและสายสร้อยแห่งเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์ อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ พระอังสาเบื้องซ้ายประดับดวงตราปฐมจุลจอมเกล้า เหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา และเหรียญรัตนาภรณ์รัชกาลที่ ๙ ชั้นที่ ๑ ภายในวงขอบเหรียญ มีข้อความว่า “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สภานายิกาสภากาชาดไทย” ด้านหลังกลางเหรียญมีรูปตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๗ ขนาบด้านขวาและซ้ายด้วยเครื่องหมายกาชาด ด้านล่างมีข้อความว่า “กาชาดสดุดี” เหนือขอบเหรียญมีอักษรพระนามาภิไธย “ส.ก.” ไขว้ ภายใต้พระมหามงกุฎ ด้านหลังมีห่วงสำหรับบุรุษใช้ห้อยกับแพรแถบ กว้าง ๓๐ มิลลิเมตร พื้นของแพรแถบเป็นสีขาวและตรงกลางแพรแถบมีริ้วสีแดง สำหรับสตรีใช้ห้อยกับแพรแถบดังกล่าวผูกเป็นรูปแมลงปอ เหรียญกาชาดสดุดี มีลำดับเป็น ๓ ชั้น คือ ชั้นพิเศษ ทองคำ ชั้นที่ ๑ เงิน ชั้นที่ ๒ บรอนซ์

มาตรา ๒๕/๕ การให้เหรียญกาชาดสมนาคุณ เหรียญกาชาดสรรเสริญ และเหรียญกาชาดสดุดี ให้เป็นไปตามข้อบังคับสภากาชาดไทย

มาตรา ๒๕/๖ เหรียญกาชาดสมนาคุณ เหรียญกาชาดสรรเสริญ และเหรียญกาชาดสดุดี ให้ประดับได้อย่างเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และให้มีประกาศนียบัตรกำกับ เหรียญจำลองและดุมเสื้อ ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในข้อบังคับสภากาชาดไทย

พระราชบัญญัติว่าด้วยสภากาชาดไทย (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๐๒

มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรให้ผู้ได้รับเหรียญกาชาดสมนาคุณและเหรียญกาชาดสรรเสริญ ประดับเหรียญนี้ได้อย่างเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ในการนี้ จำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติว่าด้วยสภากาชาดไทย พระพุทธศักราช ๒๔๖๑

มาตรา ๒๕/๗ เหรียญกาชาดสมนาคุณ เหรียญกาชาดสรรเสริญ และเหรียญกาชาดสดุดี ให้เป็นสิทธิแก่ผู้ได้รับ และเมื่อผู้ได้รับวายชนม์ให้ตกทอดแก่ทายาทเพื่อรักษาไว้เป็นที่ระลึก

พระราชบัญญัติว่าด้วยสภากาชาดไทย (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๐

มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรจัดสร้างเหรียญกาชาดสดุดีเพื่อพระราชทานแก่ผู้ประกอบคุณงามความดีช่วยเหลือหรือส่งเสริมสนับสนุนกิจการอันเป็นการอำนวยประโยชน์แก่สภากาชาดไทย และเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

พระบรมราชินีนาถผู้ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทยที่ยาวนานที่สุด เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๑/๑ กิจการของสภากาชาดไทยไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน

มาตรา ๑๐/๑ ทุนของสภากาชาดไทย ประกอบด้วย (๑) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้โดยตรงจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี (๒) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้ (๓) ค่าบำรุง ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ หรือรายได้จากการดำเนินการ (๔) ดอกผลของเงินหรือรายได้จากทรัพย์สินของสภากาชาดไทย (๕) รายได้หรือผลประโยชน์อื่น เพื่อประโยชน์ในการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่สภากาชาดไทย ให้สภากาชาดไทยเสนอขอรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อคณะรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรี เพื่อจัดสรรเป็นเงินอุดหนุนของสภากาชาดไทยไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม แล้วแต่กรณี ให้กระทรวงการคลังกำหนดระเบียบวิธีการในการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายของสภากาชาดไทย

มาตรา ๑๐/๒ บรรดาเงินหรือรายได้ของสภากาชาดไทย ไม่เป็นเงินหรือรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลัง การใช้จ่ายเงินหรือรายได้ของสภากาชาดไทย ให้เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่กิจการของสภากาชาดไทยตามข้อบังคับและระเบียบที่คณะกรรมการสภากาชาดไทยกำหนด

มาตรา ๑๐/๓ ทรัพย์สินของสภากาชาดไทยไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ตลอดจนการบังคับทางปกครอง

มาตรา ๑๐/๔ การบัญชีของสภากาชาดไทย ให้จัดทำตามมาตรฐานการบัญชีตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชีและหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการสภากาชาดไทยกำหนด และต้องจัดให้มีการตรวจสอบภายในเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และการพัสดุของสภากาชาดไทย ตลอดจนรายงานผลการตรวจสอบให้คณะกรรมการสภากาชาดไทยทราบอย่างน้อยปีละครั้ง ในการตรวจสอบภายใน ให้มีคณะกรรมการตรวจสอบของสภากาชาดไทยทำหน้าที่ตรวจสอบภายในตามข้อบังคับที่คณะกรรมการสภากาชาดไทยกำหนด และให้รับผิดชอบขึ้นตรงต่อคณะกรรมการสภากาชาดไทย

มาตรา ๑๐/๕ ให้สภากาชาดไทยจัดทำงบการเงินตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชีส่งผู้สอบบัญชีภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ เพื่อตรวจสอบ ให้คณะกรรมการสภากาชาดไทยแต่งตั้งบุคคลใดหรือขอให้หน่วยงานของรัฐเป็นผู้สอบบัญชีของสภากาชาดไทย และให้ทำการตรวจสอบรับรองบัญชีและการเงินของสภากาชาดไทยทุกรอบปีงบประมาณ แล้วทำรายงานผลการสอบบัญชีเสนอต่อคณะกรรมการสภากาชาดไทยภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณทุกปี และให้สภากาชาดไทยจัดทำรายงานผลการดำเนินงานประจำปีตามข้อบังคับที่คณะกรรมการสภากาชาดไทยกำหนด

พระราชบัญญัติว่าด้วยสภากาชาดไทย (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๕๐

มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๗ ให้โอนบรรดาทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ หนี้ และงบประมาณของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของสภากาชาดไทยไปเป็นของสภากาชาดไทย ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการโอนบรรดาทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ และหนี้ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปเป็นของสภากาชาดไทยตามวรรคหนึ่ง ให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สภากาชาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันพิจารณาดำเนินการแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวข้อง

มาตรา ๘ ในวาระเริ่มแรก ในกรณีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เสนอของบประมาณเพื่ออุดหนุนสภากาชาดไทยไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปีแล้ว ให้ถือว่างบประมาณในส่วนที่เกี่ยวกับการอุดหนุนสภากาชาดไทยที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเสนอไปแล้วนั้น เป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่สภากาชาดไทยเสนอขอรับต่อคณะรัฐมนตรีตามวรรคสองของมาตรา ๑๐/๑ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการจัดการงบประมาณ ให้สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง กระทรวงศึกษาธิการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สภากาชาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันพิจารณาดำเนินการแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี

มาตรา ๙ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติว่าด้วยสภากาชาดไทย พระพุทธศักราช ๒๔๖๑ ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันไม่ครอบคลุมและไม่สอดคล้องกับการดำเนินกิจการของสภากาชาดไทยในปัจจุบัน

ทำให้การดำเนินกิจการของสภากาชาดไทยไม่มีความเป็นอิสระและคล่องตัวส่งผลกระทบต่อการบริการทางการแพทย์และสุขภาพอนามัย การบรรเทาทุกข์ การบริการโลหิต และการส่งเสริมคุณภาพชีวิต สมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยสภากาชาดไทยในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ฐานะของสภากาชาดไทยมีความชัดเจน

ได้รับการสนับสนุนการดำเนินการ ตลอดจนงบประมาณจากรัฐ โดยให้มีระบบการจัดทำบัญชีที่ได้มาตรฐาน การรายงาน และการตรวจสอบที่ชัดเจน โปร่งใสรวมทั้งเปลี่ยนแปลงผู้รักษาการตามกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้